น.117 บทนำ ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบ ก่อน เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ๑
น.119 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสฺปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสุมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ( ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๓
น.120 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทนำ ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ( มี ๘ เรื่อง ) มีเรื่อง : สังคีติกาจารย์เล่าเรื่องการทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทหลังการตรัสรู้ - - สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท - - เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นพระพุทธองค์ - - ปฏิจจ- สมุปบาทคืออริยญายธรรม - - คนเราจิตยุ่งเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาท เป็นชื่อแห่งทางสายกลาง - - ทรงแนะนำอย่างยิ่งให้ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท - - คนเรา ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรมเพราะไม่สามารถตัดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท. ๔
น.121 บทนำ ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท สังคีติกาจารย์เล่าเรื่อง การทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท หลังการตรัสรู้" (เรื่องนี้ นำมาใช้เป็นเรื่องนำ เพื่อการเริ่มเรื่องจากพระโอษฐ์ ) สมัยนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค ตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ยังประทับอยู่ที่ โคนแห่งไม้โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในเขตตำบลอุรุเวลา. ครั้งนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า ประทับนั่งด้วยบัลลังก์อันเดียว ตลอดเจ็ดวัน ที่โคนแห่งไม้โพธิ์ เสวยวิมุตติสุข. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอด ปฐมยาม แห่งราตรี ดังนี้ ว่า : - ๑. มหา. วิ. ๔/๑/๑ ; ยังมีที่มาในที่อื่นอีก เช่นในโพธิสูตรที่ ๑, ๒, ๓ แห่งโพธิวรรค อุ. ชุ. ๒๕/๗๓/๓๘. ๕
น.122 “เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ; เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ; เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา ;
น.123 เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ - ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้ . ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น ว่า : - "เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่ ; เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป เพราะพราหมณ์นั้น รู้ทั่วถึงธรรม พร้อมทั้งเหตุ", ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอด มัชฌิมยาม แห่งราตรี ดังนี้ ว่า : - "เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ;
น.124 ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ; เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ; เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา ; เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้ .
น.125 ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรง เปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น ว่า : - “เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่ ; เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป เพราะพราหมณ์นั้น ได้รู้แล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งปัจจยธรรม ท.", ดังนี้ . ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอด ปัจฉิมยาม แห่งราตรี ดังนี้ ว่า : - "เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.126 ความจางคลายดับไปไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ; เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ; เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา ; เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้", ดังนี้. ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรง เปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น ว่า : - "เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร" เพ่งพินิจอยู่ ; เมื่อนั้นพราหมณ์นั้นย่อมแผดเผามารและเสนาให้สิ้นไปอยู่ เหมือนพระอาทิตย์ (ขจัดมืด) ยังอากาศให้สว่างอยู่ ฉะนั้น" , ดังนี้.
น.127 สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ให้ตั้งใจฟังแล้ว ได้ตรัสข้อความเหล่านี้ว่า : - "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ปฏิจจสมุปบาท แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลายจงฟัง ปฏิจจสมุปบาท นั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าว บัดนี้". ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่า ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท * ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! : เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; ๑. สูตรที่ ๑ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑/๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.128 ชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ; เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ; เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา ; เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้", ดังนี้. เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นพระพุทธองค์ ๑ พระสารีบุตรได้กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่า : - "ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า 'ผู้ใด เห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ; . ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็น ๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖.
น.129 ปฏิจจสมุปบาท'. (โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสติ ; โย ธมฺมํ ปสฺสติ, โส ปฏิจูจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ). .... ". ๑ อย่าเลย วักกลิ! ประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นกายเน่านี้. ดูก่อนวักกลิ! ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา, ผู้นั้นเห็นธรรม. ดูก่อนวักกลิง เพราะว่า เมื่อเห็นธรรมอยู่ ก็คือเห็นเรา ; เมื่อเห็นเราอยู่ ก็คือเห็นธรรม ..... ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ภิกษุจับชายสังฆาฏิ เดินตามรอยเท้าเราไปข้างหลัง ๆ, แต่ถ้าเธอนั้นมากไปด้วยอภิชฌา มีกามราคะกล้า มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจ เป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่เป็นสมาธิ แกว่งไป แกว่งมา ไม่สำรวมอินทรีย์ แล้วไซร้ ; ภิกษุนั้นชื่อว่า อยู่ไกลจากเรา แม้เราก็ อยู่ไกลจากภิกษุนั้น โดยแท้. เพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่า ภิกษุนั้น ไม่เห็นธรรม : เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ชื่อว่า ไม่เห็นเรา (ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปฺสฺสติ : ธมฺมํ อปฺสฺสนฺโต มํ น ปฺสฺสติ) ... [แล้วได้ตรัสไว้ โดยนัยตรงกันข้ามจากภิกษุนี้ คือตรัสเป็นปฏิบักขนัย โดยนัยว่า แม้จะอยู่ห่างกันร้อยโยชน์ ถ้ามีธรรม" เห็นธรรม ก็ชื่อว่า เห็นพระองค์ (ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฺสฺสติ : ธมฺมํ ปฺสฺสนฺโต มํ ปสฺสติ) ] ™ ปฏิจจสมุปบาท คืออริยญายธรรม (สิ่งที่ควรรู้อันประเสริฐ) ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร ม.ม. ๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. วักกลิสูตร เถรวรรค มัชฌิมปัณณาสก์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๔๖-๗/๒๑๖, ตรัสแก่พระวักกลิ ที่กุมภการนิเวสน์. ๓. สูตรที่ ๓ ปัญจมวรรค ติกนิบาต อิติวุ. ข. ๒๕/๓๐๐/๒๗๒. ๔. สูตรที่ ๒ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๕/๑๕๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ; สูตรที่ ๑ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, สูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/ ๑๙๗/๙๒ ; ตรัสแก่อนาถบีณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
น.130 ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในกรณีนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย๑ เป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า "ด้วยอาการอย่างนี้ : เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี ; เพราะความเกิดขึ้นของสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี ; เพราะความดับไปของสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่ง เหล่านี้คือ : - เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬหายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาท่าน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. .... .... (ต่อไปได้ตรัสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารไปจนจบ)”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา. ๑. คำว่า "ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย" นี้ ในสูตรที่ ๒ แห่งอุปาสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๗/๙๒ ใช้คำว่า “ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์" (ปฏิสญฺฺจิกฺขติ).
น.131 คนเราจิตยุ่ง เพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ดูก่อนอานนท์ ! เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือปฏิจจสมุปบาทนี้, (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิง เหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะ และ หญ้าบัพพชะ อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสังสาระ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้. ปฏิจจสมุปบาท เป็นชื่อแห่งทางสายกลาง ๒ ดูก่อนกัจจานะ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวง มีอยู่" ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด ๓ (มิใช่ทางสายกลาง) ที่หนึ่ง ; คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วย ทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่" ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง. ดูก่อนกัจจานะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า : - ๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๕/๕๗; ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ. ๒. สูตรที่ ๕ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๑/๔๔, ตรัสแก่พราหมณ์กัจจานโคตร ที่เชตวัน ; สูตรที่ ๗ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๑/๑๗๓, ตรัสแก่ชาณฺสโสณิพราหมณ์ ที่เชตวัน. ๓. คำว่า "ส่วนสุด" ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงทิฏฐิหรือความคิดเห็นที่แล่นไปสุดเหวี่ยง ในทิศทางใด ทางหนึ่ง ; มีลักษณะเป็นความสำคัญมั่นหมายในลักษณะที่เป็นตัวเป็นตน หรือตรงกันข้าม. ส่วนพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีหลักธรรมของพระองค์ ที่ไม่แล่นไปสุดเหวี่ยงหรือสุดโต่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตรัส ลงไปในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่า "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" ในลักษณะที่ ทยอย ๆ กันไป ไม่มีสิ่งใดเกิดหรือดับได้ โดยลำพังตัวมันเอง ; ดังนั้นจึงไม่มีทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวงมีอยู่" หรือว่า "สิ่งทั้งปวงไม่มี".
น.132 "เพราะมือวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป ; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ .... .... (แล้วทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารไปจนจบ)”. ทรงแนะนำอย่างยิ่ง ให้ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท (เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท อยู่ลำพังพระองค์เดียว, ภิกษุรูปหนึ่ง ได้แอบเข้ามาฟัง, ทรงเหลือบไปพบเข้า แล้วได้ตรัสว่า : - ) ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้วหรือ ? "ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า !" ๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๐/๑๖๘; สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตน- สังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๓/๑๖๔. รายละเอียดเกี่ยวกับการทรงสาธยาย ให้ดูที่หน้า ๘๐๗ โดยหัวข้อว่า "แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท".
น.133 า ฯ ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอา (อุคฺคณฺหาหิ) ธรรมปริยายนี้ไป. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงเล่าเรียน (ปริยาปุณาหิ) ธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงทรงไว้ (ธาเรหิ) ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่ง พรหมจรรย์. คนเราไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม เพราะไม่สามารถตัดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ๑ ท้าวสักกะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อะไรหนอ เป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ? และอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ปรินิพพานในทิฏฐธรรม (คือทันเวลา, ทันควัน, ไม่ต้องรอเวลาข้างหน้า) พระเจ้าข้า !" ๑. สูตรที่ ๕ โลกกามคุณวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๒๘/๑๗๘, ตรัสแก่ท้าวสักกะที่ภูเขาคิชฌกูฎ. สูตรที่ ๖ โลกกามคุณวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๒๙/๑๘๑, ตรัสแก่ปัญจสิขคันธัพพบุตร ที่ภูเขาคิชฌกูฏ- สูตรที่ ๑ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๗/๑๙๑, ตรัสแก่อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี ที่กุฎาคารศาลา ป่ามหาวัน. สูตรที่ ๒ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. ส. ๑๘/๑๓๘/๑๙๓, ตรัสแก่อุคคคหบดีชาวบ้านหัตถิคาม ที่บ้านหัตถิคาม. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๙/๑๙๔, ตรัสแก่อุปาลิคหบดี ที่ป่าวาริกัมพวัน. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๔๓/๑๙๙, ตรัสแก่โสณคหบดีบุตร ที่เวฬุวัน. สูตรที่ ๘ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๔๖/๒๐๓, ตรัสแก่นกุลบีตุดหบดี ที่เภสกฬาวัน.
น.134 ท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! รูปทั้งหลายที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ มีอยู่, เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่ง ความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูปนั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ กะรูปนั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือรูปอาศัยแล้ว ย่อมมีแก่เธอนั้น ; วิญญาณนั้น คืออุปาทาน. ๑ ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุ ผู้มีอุปาทาน ย่อมไม่ปรินิพพาน. (ในกรณีแห่งเสียงที่จะพึงรู้สึกด้วยโสตะ, กลิ่นที่จะพึงรู้สึกด้วยฆานะ, รสที่จะพึงรู้สึกด้วยชิวหา, สัมผัสทางผิวหนังที่จะพึงรู้สึกด้วยกาย (ผิวกายทั่วไป) ; ก็มีข้อความอย่างเดียวกันกับข้อความในกรณีแห่งรูป ที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบน ทุกตัวอักษร ; ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งอายตนะแต่ละอายตนะ เท่านั้น; ในที่นี้จะยกข้อความอันกล่าวถึงธัมมารมณ์เป็นข้อสุดท้าย มากล่าวไว้อีกครั้งดังต่อไปนี้ : - ) ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ธัมมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้สึก ด้วยมโน มีอยู่, เป็นธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อม เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งธัมมารมณ์นั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ กะธัมมารมณ์นั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหา ในอารมณ์คือธัมมารมณ์ อาศัยแล้ว ย่อมมีแก่เธอนั้น; วิญญาณนั้น คืออุปาทาน. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีอุปาทาน ย่อมไม่ ปรินิพพาน. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! นี้และเป็นเหตุ นี้เป็นปัจจัย ที่ทำ ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม. ๑. วิญญาณในที่นี้ หมายถึง มโนวิญญาณ ที่รู้สึกต่อความเพลินและความมัวเมาในรูปนั้น ; ไม่ใช่จักขุวิญญาณ ที่เห็นรูปตามธรรมดา.
น.135 (ฝ่ายปฏิปักขนัย) ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! รูปทั้งหลายที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ มีอยู่, เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัย แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำ สรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูปนั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำ สรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ กะรูปนั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือรูป อาศัยแล้ว ย่อมไม่มีแก่เธอนั้น; วิญญาณที่จะเป็นอุปาทาน ย่อมไม่มี. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน. (ในกรณีแห่งเสียงที่จะพึงรู้สึกด้วยโสตะ, กลื่นที่จะพึงรู้สึกด้วยฆานะ, รสที่จะพึงรู้สึกด้วยชิวหา, สัมผัสทางผิวหนังที่จะพึงรู้สึกด้วยกาย (ผิวกายทั่วไป) ; ก็มีข้อความอย่างเดียวกันกับข้อความในกรณีแห่งรูป ที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบน ทุกตัวอักษร ; ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งอายตนะแต่ละอายตนะ เท่านั้น ; ในที่นี้จะยกข้อความอันกล่าวถึงธัมมารมณ์เป็นข้อสุดท้าย มากล่าวไว้อีกครั้ง ดังต่อไปนี้ : - ) ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ธัมมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้สึก ด้วยมโน มีอยู่, เป็นธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมไม่ เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งธัมมารมณ์นั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ กะธัมมารมณ์นั้น, วิญญาณนั้น อันตัณหาในอารมณ์คือธัมมารมณ์อาศัยแล้ว ย่อมไม่มีแก่เธอนั้น ; วิญญาณ ที่จะเป็นอุปาทาน ย่อมไม่มี. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! นี้แลเป็นเหตุ นี้เป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ปรินิพพานในทิฏฐธรรม, ดังนี้ แล.
น.136 หมายเหตุผู้รวบรวม : เป็นที่น่าสังเกตว่า การทูลถามถึงการปรินิพพาน ในปัจจุบันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ทูลถามโดยคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนทั้งนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาและ มนุษย์ ; ยังไม่พบที่ทูลถามโดยภิกษุเลย (นอกจากใน จตุกฺก. อ๋. ๒๑/๒๒๖/๑๗๙, ซึ่งพระอานนท์ได้ถามเรื่องนี้กะพระสารีบุตร) ; ชะรอยว่าเรื่องนี้จะเป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ทั้งหลายแล้ว หรืออย่างไรกันแน่ เป็นเรื่องที่ควรจะช่วยกันนำไปวินิจฉัยดู. อนึ่ง สิ่งที่ เรียกว่า ปรินิพพาน นั้น คือการสิ้นสุดแห่งกระแสของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง. บทนำ จบ
Buddhadasa