Buddhadasa.org

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๗ — โทษของการไม่รู้และอานิสงส์ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทครบทุกปริยาย — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๑)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.487 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมฺสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ... ) ๓๗๓

น.488 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๗ ว่าด้วย โทษของการไม่รู้และอานิสงส์ ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท ( มี ๓๐ เรื่อง ) มีเรื่อง : จิตสัตว์ยุ่งเป็นปมเพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจ- สมุปบาทโดยอาการแห่งอริยสัจสี่ย่อมไม่สามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม - - สำหรับผู้ ที่ไม่สามารถเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ยึดถือกายเป็นตัวตนยังดีกว่ายึดถือจิตเป็นตัวตน - - ทิฏฐิ และการหยั่งลงแห่งทิฏฐิ เนื่องมาจากการยึดซึ่งขันธ์ทั้งห้า - - ไม่ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจ- สมุปบาทจึงเกิดทุกข์ - - คนพาลกับบัณฑิตต่างกันโดยหลักปฏิจจสมุปบาท - - เป็นสมณะ หรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่ เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชรามรณะโดยนัยสี่ -- เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่ กับการรู้หรือไม่รู้ชาติโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ภพ โดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้อุปาทานโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ตัณหาโดยนัยลี่ - - เป็นสมณะหรือไม่ เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้เวทนาโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่ กับการรู้หรือไม่รู้ผัสสะโดยนัยลี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ สฬายตนะโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้นามรูปโดย นัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ วิญญาณโดยนัยลี่ -- เป็น สมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สังขารโดยนัยสี่ - - ควบคุมรากฐาน แห่ง" ปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดสุข -- ปฏิจจสมุปบาทอาการหนึ่งถ้าเห็นแล้วทำให้หยุดความมั่นหมายใน สิ่งทั้งปวง- - พอรู้ปฏิจจสมุปบาทก็หายตาบอดอย่างกระทันหัน -- เพราะรู้ปฏิจจสมุปบาทจึง หมดความสงสัยเรื่องตัวตนทั้ง ๓ กาล - - การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาททำให้หมดปัญหาเกี่ยวกับ ขันธ์ในอดีตและในอนาคต - - ผลอานิสงส์พิเศษ ๘ ประการของการเห็นปฏิจจสมุปบาท - ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจสี่ย่อมสามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม - - อานิสงส์ของการถึงพร้อมด้วยทัสสนทิฏฐิ - - ผู้เสร็จกิจในปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าผู้บรรลุนิพ- พานในปัจจุบัน - - อานิสงส์สูงสุด ( อนุปาทิเลสนิพพาน ) ของการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท อย่างถูกวิธี - อุปะปริกขีในปฏิจจสมุปบาทเป็นอุดมบุรุษ - - บัณฑิตคือผู้ฉลาดในปฏิจจ- สมุปบาท. ๓๗๔

น.489 หมวดที่ ๗ ว่าด้วย โทษของการไม่รู้และอานิสงส์ ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท ๑ พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ เขาร่ำลือกันว่าเป็นธรรมลึกด้วย ดูท่าทางราวกะว่า เป็นธรรมลึกด้วย แต่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนกับเป็นธรรมตื้น ๆ" ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าว อย่างนั้น. ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะเป็นธรรมลึกซึ้งด้วย. ดูก่อน ๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม. ๓๗๕

น.490 อานนท์ ! เพราะ ไม่รู้ เพราะ ไม่รู้ตามลำดับ เพราะ ไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่ง ของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเชิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสงสาร ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้ ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาหะ (น่ารัก น่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ๑ อยู่ ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; . เพราะ มีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วย มีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย ; รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาหารอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยง อย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนอานนท์! เมื่อภิกษุ เป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้ง แห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะมีตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ๑. ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน หรืออุปาทานิยธรรม ได้แก่รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙) ; ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๖๐) ; รูป, เสียง, กลืน, รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๖/๑๙๐).

น.491 ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. (ปฏิปักขนัยฝ่ายตรงกันข้าม) ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษ อันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ. เพราะมี ความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือ เอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้น พึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุด เซาะ ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลายแม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้น ตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า ; ครั้น ผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ; ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆแล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและ แดด ; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาด้วยไฟ ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึง กระทำให้เป็นขี้เถ้า ; ครั้นกระทำให้เป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลม อันพัดจัด หรือ ว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ ใหญ่นั้น ก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอด ถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อน อานนท์ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษ อันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ. เพราะมี

น.492 ความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจสี่ ไม่สามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปั่นนธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงชรามรณะ เสียได้ แล้ว ดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งชาติ , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงชาติ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ ฐานะที่จักมี ได้. ๑. สูตรที่ ๑๐ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๕/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน

น.493 สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งภพ , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ไม่รู้ ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงภพ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่ อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงอุปาทาน เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง ตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงตัณหา เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ ฐานะที่จักมี ได้, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเวทนา , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง เวทนา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงเวทนา เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั้นไม่ ใช่ฐานะที่จักมีได้.

น.494 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งผัสสะ , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; สมณะพราหมณ์ เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงผัสสะ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่ อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งสฬายตนะ , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง สฬายตนะ ; สมณะพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงสฬายตนะ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงนามรูป เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งวิญญาณ , ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงวิญญาณ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมี ได้.

น.495 สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งสังขาร ทั้งหลาย, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งสังขาร, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง สังขาร ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงสังขาร ทั้งหลายเสียได้ แล้ว ดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ยึดถือกายเป็นตัวตน ยังดีกว่ายึดถือจิตเป็นตัวตน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลาย กำหนัดได้บ้าง พึงปล่อยวางได้บ้าง ในกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า การก่อขึ้นก็ดี การสลาย ลงก็ดี การถูกยึดครองก็ดี การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี แห่งกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฏอยู่. เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงเบื่อหน่ายได้บ้าง จึงคลายกำหนัดได้บ้าง จึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ส่วนสิ่ง ที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่ อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งจิต นั้น. ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า ! ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนี้ เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ได้ถึงทับแล้วด้วยตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วยทิฏฐิโดยความ เป็นตัวตน มาตลอดกาลช้านานว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้ ; ๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๔/๒๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.496 เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเข้าไปยึดถือเอากาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ โดยความเป็นตัวตน ยังดีกว่า. แต่จะเข้าไป ยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตัวตน ไม่ดีเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วน สิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี นั้น ดวงอื่น เกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน วานร เมื่อเที่ยวไปอยู่ในป่าใหญ่ ย่อม จับกิ่งไม้ : ปล่อยกิ่งนั้น จับกิ่งอื่น ปล่อยกึ่งที่จับเดิม เหนี่ยวกึ่งอื่น เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกกันว่า "จิต" ก็ดี ว่า "มโน" ก็ดี ว่า "วิญญาณ" ก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดวงอื่นเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในเรื่องที่กล่าวนี้ อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมกระทำ ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า " เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ จึงมี ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึง ไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ....ฯลฯ.... ....ฯลฯ....; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ-

น.497 ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ....ฯลฯ.... ....ฯลฯ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า "หลุดพ้น แล้ว" ดังนี้. เธอย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก", ดังนี้ แล. ทิฏฐิและการหยั่งลงแห่งทิฏฐิ เนื่องมาจากการยึดซึ่งขันธ์ทั้งห้า ๑ [๑. อัตตา-อัตตนิยานุทิฏฐิ ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า "นั้นของเรา, นั้นเป็นเรา, นั่นเป็นตัวตนของ เรา" , ดังนี้ ? ๑. สูตรที่ ๒ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๑/๓๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.498 ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจพึ่งด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะ ปักใจเข้าไปสู่รูป บุคคลจึงตามเห็นว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง : ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !" ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า : ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว เขาจะตามเห็นได้ไหมว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา" ดังนี้: ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ). (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป, แม้ในเวทนา, แม้ในสัญญา, แม้ในสังขารทั้งหลาย, แม้ในวิญญาณ. เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า "หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้.

น.499 [๒. สัสสตทิฏฐิ (ธรรมดา)]๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "อัตตา (ตน) ก็อันนั้น ; โลกก็อันนั้น ; เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง (นิจฺโจ) ยั่งยืน (ธุโว) เที่ยงแท้ (สสฺสโต) มีความไม่ แปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธมฺโม)", ดังนี้? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเตือนให้ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะ ปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "อัตตา ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละ ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ! ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !’ ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "อัตตาก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่นยืน เที่ยงแท้ มีความ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ). ๑. สูตรที่ ๓ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๒/๓๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.500 (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และพวกภิกษุ ทูลตอบอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป, แม้ในเวทนา, แม้ในสัญญา, แม้ในสังขารทั้งหลาย, แม้ในวิญญาณ. เมื่อ เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า "หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. [๓. อุจเฉททิฏฐิ (ธรรมดา)]" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "เราไม่พึงมีด้วย ของเราไม่พึงมีด้วย เราจักไม่มี ของเราจักไม่มี" ดังนี้! ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า ... "อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้"; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกัน ทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ มีแปลกกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) [๔. มิจฉาทิฏฐิ]๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร มิจฉาทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ?... ฯลฯ ... ๑. สูตรที่ ๔ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๓/๓๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๕ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๔/๓๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.501 (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า ... "อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้"; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกัน ทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิเท่านั้น.) [๕. สักกายทิฏฐิ]๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร สักกายทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ! ... ฯลฯ .... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า ... "อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้", เป็นข้อความซึ่งเหมือนกัน ทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) [๒. อัตตานุทิฏฐิ]๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร อัตตานุทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า ... "อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้"; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกัน ทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ๑. สูตรที่ ๖ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๕/๓๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๗ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๖/๓๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.502 [๗. สัญโญชนาภินิเวสวินิพันธะ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส (ความผูกพันในอารมณ์ ด้วยกิเลสเป็นเครื่องผูกและทิฏฐิเป็นเครื่องตามเห็น) จึงเกิดขึ้น ? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่๒ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า ... "อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้", เป็นข้อความซึ่งเหมือนกัน ทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิเท่านั้น.) [๘. สัญโญชนาภินิเวสวินิพันธาชโฆสานะ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส จึง เกิดขึ้น ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุ ทั้งหลายได้พังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส จึงเกิดขึ้น. ----------------------------- ๑. สูตรที่ ๘ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๖/๓๖๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๙ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๗/๓๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.503 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์ และอภินิเวส จะเกิดขึ้นได้ไหม ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") . (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และพวกภิกษุ ทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ หน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า "หลุดพ้นแล้ว" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทิฏฐิทุกชนิดเกิดขึ้น เพราะปรารภขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น เนื่องมาจากเกิดผัสสะและเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงเกิดการตามเห็น หรือเกิดทิฏฐิขึ้น โดยสมควรแก่ความรู้สึก ที่จะเกิดขึ้นในใจของบุคคลนั้น ๆ จนสรุปเป็นทิฏฐิได้อย่างหนึ่ง ๆ. แม้นี้ก็เป็นอาการแห่ง ปฏิจจสมุปบาทที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างครบถ้วน แต่ถูกปิดบังเสียมิดชิดด้วยทิฏฐินั้น นั่นเอง ; ดังนั้น จึงถือว่า ทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ ย่อมปิดบังอิทัปปัจจยตา กล่าวคือปฏิจจสมุปบาท อีกนั่นเอง.

น.504 ไม่ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้ อันบุคคล ไม่ฝึก แล้ว ไม่คุ้มครอง แล้ว ไม่รักษา แล้ว ไม่สำรวมระวัง แล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? หกอย่าง นั้นคือ :- ผัสสายตนะคือ จักษุ (ตา) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์ ; ผัสสายตนะคือ โสตะ (หู) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์ ; ผัสสายตนะคือ ฆานะ (จมูก) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์ ; ผัสสายตนะคือ ชิวหา (ลิ้น) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์ ; ผัสสายตนะคือ กายะ (กาย) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์ ; ผัสสายตนะคือ มนะ (ใจ) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้แล อันบุคคล ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะทั้งหลายเหล่านี้ เป็นรากฐานหรือต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาททางฝ่ายการปฏิบัติ ดังพระบาลีว่า "เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั้น คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ... ฯลฯ ... " ดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การไม่ควบคุมผัสสายตนะ ก็คือการไม่ควบคุมการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงเกิดทุกข์. ๑. สูตรที่ ๑ ฉฬวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๘๘/๑๒๘.

น.505 คนพาลกับบัณฑิตต่างกันโดยหลักปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อคนพาล มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหา, กายนี้ในลักษณะอย่างนี้ ก็ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว กล่าวคือ มีกายนี้ ด้วย มีนามรูปอันเป็นภายนอกด้วย (เป็นของคู่กัน). เพราะอาศัยของเป็นคู่ ๆ อย่างนี้นี้ ย่อมเกิด ผัสสะ เกิด อายตนะถึง ๖ ทางนั่นเที่ยว ซึ่งเมื่อมีการสัมผัสแล้วทั้งหมด หรือแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คนพาล ก็เสวยสุขและทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบัณฑิต มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหา, กายนี้ในลักษณะอย่างนี้ ก็ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว กล่าวคือ มีกายนี้ด้วย มีนามรูปอันเป็นภายนอกด้วย (เป็นของคู่กัน). เพราะอาศัยของเป็นคู่ ๆ อย่างนี้นี้ ย่อมเกิด ผัสส ะ เกิดอายตนะถึง ๖ ทางนั่นเที่ยว ซึ่งเมื่อมีการสัมผัสแล้วทั้งหมดหรือแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง บัณฑิต ก็เสวยสุขและทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ใน ระหว่างคนพาลกับบัณฑิต ดังที่กล่าวมานี้ อะไรเป็นความผิดแปลกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้ต่างกัน ระหว่างคนพาลกับบัณฑิต ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลาย ได้พังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๙ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๘/๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.506 พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าอย่างนั้น พวกเธอ ทั้งหลายจงฟัง, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้" ดังนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อคนพาล ถูกอวิชชาใดห่อหุ้มแล้ว ประกอบพร้อม แล้วด้วยตัณหาใด, กายนี้ จึงตั้งขึ้นพร้อม ; อวิชชานั้น เป็นสิ่งที่คนพาลละไม่ได้ด้วย, ตัณหานั้น ก็ยังไม่สิ้นรอบ ด้วย. ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุว่า คนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ โดยชอบ ; เพราะเหตุนั้น คนพาลจึงเป็นผู้เข้าถึงกาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย. คนพาลนั้น เป็นผู้เข้าถึงกายอยู่ ย่อมไม่พ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบัณฑิต ถูกอวิชชาใดห่อหุ้มแล้ว ประกอบพร้อม แล้วด้วยตัณหาใด, กายนี้ จึงตั้งขึ้นพร้อม ; อวิชชานั้น เป็นสิ่งที่บัณฑิตละได้แล้วด้วย, ตัณหานั้น ก็สิ้นรอบด้วย. ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่เป็นดังนี้ เพราะเหตุว่า บัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ ; เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเป็นผู้ไม่เข้าถึงกาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย. บัณฑิตนั้น เป็นผู้ไม่เข้าถึงกายอยู่ ย่อมพ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย : เรากล่าวว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแปลกแตกต่างกัน เป็นความ มุ่งหมายท์แตกต่างกัน เป็นเครื่องทำให้ต่างกัน ระหว่างคนพาลกับบัณฑิต กล่าวคือ ระบบพรหมจริยวาส ที่แตกต่างกัน, ดังนี้ แล.

น.507 เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยสี่" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ ทั่วถึงซึ่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้สุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งภพ ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ๑. สูตรที่ ๓ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘/๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.508 ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา , ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อม ไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา , ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ , ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อม ไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ , ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬหายตนะ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่อง ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ , ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ;

น.509 ไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่ง สังขาร, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิ ใช่ผู้ที่ควรได้รับ การสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่ พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้ว แลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม" เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้สุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งภพ ;

น.510 ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อม รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่ว ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่ว ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมรู้ ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้สุถึง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ;

น.511 รู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ , ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ. ย่อมรู้ ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็น ผู้ควรได้รับ การสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ใน หมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึง แล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๙ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๓/๙๔.) มีเนื้อความเหมือนกับสูตรข้างบนนี้โดยตลอด ผิด กันเพียงสูตรนี้ใช้คำว่า "ปชานาติ (รู้ทั่วถึง)" สูตรโน้นใช้คำว่า "ปริชานาติ (รู้รอบคอบ)* ; สำหรับการรู้ปฏิจจสมุปบาท. และยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๔ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๙/๔๐.) มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่เพียงว่า ทรงใช้อักษรให้ มากขึ้น. ตัวอย่างเช่นแทนที่จะตรัสว่า "ชรามรณะ, เหตุเกิดชรามรณะ, ความดับชรามรณะ, ทางให้ถึงความดับชรามรณะ", ตรง ๆ ดังนี้; แต่ได้ใช้คำว่า ธรรมขึ้นมาก่อน ว่า "ธรรม, เหตุเกิดธรรม, ความดับธรรม, ทางให้ถึงความดับธรรม”, แล้วจึงขยายความทีหลังให้เห็น ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นคือชรามรณะ ชาติ ภพ ....กระทั่งถึง....วิญญาณ สังขาร ; โดยตรัสว่า " ....ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่านี้, เหตุเกิดธรรมเหล่านี้, ความดับธรรมเหล่านี้, ทางให้ถึงความดับธรรมเหล่านี้ ; ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่าไหน, เหตุเกิดธรรมเหล่าไหน, ความคับธรรมเหล่าไหน, ทางให้ถึงความดับธรรมเหล่าไหน ? ไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะ, เหตุ เกิดชรามรณะ, ความดับชรามรณะ, ทางให้ถึงความดับชรามรณะ ;" ...ฯลฯ...ฯลฯ...

น.512 เช่นนี้เรื่อยไปทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท จนถึงอาการที่ ๑๑ คือสังขาร; แล้วสรุปรวม ด้วยคำว่าธรรมอีกครั้งว่า "ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่านี้, เหตุเกิดธรรมเหล่านี้, ความดับธรรม เหล่านี้, ทางให้ถึงความดับธรรมเหล่านี้” ส่วนความนอกนี้ทั้งตอนต้นและตอนท้ายเหมือน กับเนื้อความของสูตรข้างบนนั้นทุกประการ. แม้ในฝ่ายปฏิปักขนัยหรือนัยตรงกันข้าม ก็ได้ ตรัสโดยนัยะดังที่กล่าวมานี้ หากแต่ว่าเป็นปฏิปักขนัยเท่านั้น. การที่ทรงแสดงโดยยกธรรม ขึ้นมาก่อนเช่นนี้ ดูคล้าย ๆ กับว่าประสงค์จะให้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าอะไร เรียกว่า "ธรรม" คำเดียวได้ทั้งนั้น. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชรามรณะโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ , ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่ว ถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ปฏิปักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนว่าสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ๑. สูตรที่ ๑ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.513 ชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม เป็น ผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้ แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชาติโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควร ได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึง แล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ๑. สูตรที่ ๒ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.514 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง ชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ชาติ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม เป็นผู้ควรได้รับการ สมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่ พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว แลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ภพโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ ทั่วถึง ซึ่ง ภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งภพ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับ การสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ใน หมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความ เป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว แลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ๑. สูตรที่ ๓ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.515 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง ภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ภพ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม เป็นผู้ควรได้รับการ สมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่ พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง ความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว แลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้อุปาทานโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่ง อุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิ ใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. ๑. สูตรที่ ๔ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.516 (ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง อุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม เป็นผู้ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ตัณหาโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่ง ตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งตัณหา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง ๑. สูตรที่ ๕ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.517 ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง ตัณหา , ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ ควรได้ รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึง แล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ . ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้เวทนาโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่ง เวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ๑. สูตรที่ ๖ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.518 ไม่เหลือแห่งเวทนา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ไม่ใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิบักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) คู่ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งเวทนา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็น ผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ผัสสะโดยนัยสี่" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ๑. สูตรที่ ๗ สมณพราหมณวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.519 ผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง เอง เข้าถึงแล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิบักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับ การสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์- ในหมู่พราหมณ์, อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึง แล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สหายตนะโดยนัยสี่" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่ รู้ทั่วถึง ซึ่ง สหายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสหายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ๑. สูตรที่ ๘ สมณพราหมณวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.520 สหายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ต่อนี้ไป เป็นปฏิบักขนัย ฝ่ายตรงข้าม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง สหายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสหายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม เป็นผู้ควรได้รับการสมมุติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้นามรูป โดยนัยสี่" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่ รู้ทั่วถึง ซึ่ง นามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ๑. สูตรที่ ๙ สมณพราหมณวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๙/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เขตวัน.

น.521 นามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่ พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความ เป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ปฏิปักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง นามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งนามรูป ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ วิญญาณโดยนัยสี่" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่ รู้ทั่วถึง ซึ่ง วิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ๑. สูตรที่ ๑๐ สมณพราหมณวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๙/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน,

น.522 วิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่แห่งสมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ปฏิปักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง วิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับ ไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สังขารโดยนัยสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมไม่ ------------------------------ ๑. สูตรที่ ๑๑ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.523 รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่. (ปฏิปักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความ ดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็น ผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล. ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดสุข ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้ อันบุคคลฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข. ----------------------------- ๑. สูตรที่ ๑ ฉฬวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๘๘/๑๒๙.

น.524 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? หกอย่าง นั้นคือ : - ผัสสายตนะ คือจักษุ (ตา) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข : ผัสสายตนะ คือโสตะ (หู) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข ; ผัสสายตนะ คือมานะ (จมูก) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข ; ผัสสายตนะ คือชิวหา (ลิ้น) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข ; ผัสสายตนะ คือกายะ (กาย) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข ; ผัสสายตนะ คือมนะ (ใจ) ... ฯลฯ ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้แล อันบุคคล ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะเหล่านี้ เป็นรากฐานหรือต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาททางฝ่ายการปฏิบัติ ดังพระบาลีว่า"เพราะอาศัย ตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั้น คือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ... ฯลฯ .. "ดังนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น การควบคุมผัสสายตนะ ก็คือการควบคุมการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงเป็นสุข. ปฏิจจสมุปบาทอาการหนึ่ง (นันทิ ให้เกิดทุกข์) ถ้าเห็นแล้วทำให้หยุดความมั่นหมายในสิ่งทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในโลกนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ๑. มูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑/๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนพญาไม้สาละ ในป่าสุภควัน ใกล้เมือง อุกกัฏฐะ. ข้อความที่แสดงให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทอาการที่มีความสำคัญในการละความมั่นหมายทุกชนิด ตามหัวข้อข้างบนนี้ นั้น มีอยู่ในตอนที่จะจบข้อความแห่งหัวข้อนี้ทีเดียว. ขอให้สังเกตดู มิฉะนั้นจะเข้าใจ ไม่ได้ ว่าใจความของเรื่องอยู่ที่ตรงไหน.

น.525 ไม่เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของ สัปบุรุษ. บุถุชน นั้น : - (๑) ย่อมรู้สึกซึ่ง ดิน โดยความเป็นดิน ; ครั้นรู้สึกซึ่งดินโดยความเป็น ดินแล้ว ย่อมสำคัญมั่นหมายซึ่งดิน ; ย่อมสำคัญมั่นหมายในดิน ; ย่อมสำคัญมั่นหมาย โดยความเป็นดิน ; ย่อมสำคัญมั่นหมายว่า ดินของเรา ; ย่อมเพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินเป็นสิ่งที่ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดย รอบแล้ว. (๒) ย่อมรู้สึกซึ่ง น้ำ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง ไฟ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง ลม ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๕) ย่อมรู้สึกซึ่ง ภูตสัตว์ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๖) ย่อมรู้สึกซึ่ง เทพทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๗) ย่อมรู้สึกซึ่ง ปชาบดี ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๘) ย่อมรู้สึกซึ่ง พรหม ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. ๑. การละ ... ฯลฯ ... ไว้อย่างนี้ หมายความว่า ให้เติมข้อความให้เต็ม เช่นเดียวกับข้อบน, ทุกข้อไป : เพื่อประหยัดการอ่าน, และหน้ากระดาษ.

น.526 ) ย่อมรู้สึกซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๐) ย่อมรู้สึกซึ่ง สุภภิณหพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๑) ย่อมรู้สึกซึ่ง เวหัปผลพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๒) ย่อมรู้สึกซึ่ง อภิภู ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๕) ย่อมรู้สึกซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๖) ย่อมรู้สึกซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๘) ย่อมรู้สึกซึ่ง รูป ที่เห็นแล้ว ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๘) ย่อมรู้สึกซึ่ง เสียง ที่ได้ฟังแล้ว ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๑๙) ย่อมรู้สึกซึ่ง สิ่ง ที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, ผิวกาย) ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๒๐) ย่อมรู้สึกซึ่ง สิ่ง ที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.

น.527 (๒๑) ย่อมรู้สึกซึ่ง เอกภาวะ (เอกตฺตํ) ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๒๒) ย่อมรู้สึกซึ่ง นานาภาวะ (นานตฺตํ) ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๒๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง สรรพภาวะ (สพฺพํ) ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (๒๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง นิพพาน โดยความ เป็นนิพพาน ; ครั้นรู้สึกซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญมั่นหมาย ซึ่งนิพพาน ; ย่อมสำคัญมั่นหมาย ใน นิพพาน ; ย่อมสำคัญมั่นหมาย โดยความเป็นนิพพาน ; ย่อมสำคัญมั่นหมายว่า นิพพาน ของเรา ; ย่อม เพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรา กล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่งที่ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว. (เครื่องกำหนดภูมิของปุถุชน เป็นปฐมนัย จบแล้ว) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนว่า ภิกษุใด ยังเป็นเสขะ อยู่ มีความประสงค์ แห่งใจ (อรหัตผล) อันตนยังไม่บรรลุแล้ว ปรารถนาอยู่ซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ; ภิกษุนั้น : - (๑) ย่อม จะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งดิน โดยความ เป็นดิน ; ครั้นจะรู้โดยยิ่งขึ้น ไปซึ่งดินโดยความเป็นดินแล้ว ย่อม จะไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน ; ย่อม จะไม่สำคัญ มั่นหมายในดิน ; ย่อม จะไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน ; ย่อม จะไม่สำคัญ มั่นหมายว่าดินของเรา ; ย่อม จะไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน . ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินเป็นสิ่งที่พระเสขะนั้น จะพึงรู้ ได้โดยรอบ.

น.528 ) ๑ ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง น้ำ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๓) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งไฟ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๔) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ลม ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ (๕) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ภูตสัตว์ ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๖) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เทพ ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ปชาบดี ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๘) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง พรหม ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๔) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๐) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สุภิณฑพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๑) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เวปผลพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๒) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อภิภู ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๓) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ ได้โดยรอบ. ๑. ข้อที่ (๑) เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔) เรื่องนิพพาน มีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่ (๒) ถึงข้อที่ (๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.

น.529 ) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๕) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๖) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง แนวสัญญานาสัญญายตนะ ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๗) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง รูปที่เห็นแล้ว ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๘) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เสียงที่ได้ฟังแล้ว ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๑๙) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, ผิวกาย) ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒๐) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒๑) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เอกภาวะ (เอกฺต์) ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒๒) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง นานาภาวะ (นานฺตํ) ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒๓) ย่อมจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สรรพภาวะ (สพฺพํ) ... ฯลฯ ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (๒๔) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน ; ครั้นจะรู้ โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งนิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน ; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายในนิพพาน ; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็น

น.530 นิพพาน ; ย่อม จะไม่สำคัญมั่นหมายว่านิพพานของเรา ; ย่อม จะไม่เพลินอย่างยิ่ง ซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่ง ที่พระเสนะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ. (เครื่องกำหนดภูมิ ของเสขบุคคล เป็นทุติยนัย จบแล้ว) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฝ่ายภิกษุใด เป็น พระอรหันต์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ของตน อันตามบรรลุถึงแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ; ภิกษุแม้นั้น : - (๑) ย่อม รู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดยความ เป็นดิน ; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งดินโดยความ เป็นดินแล้ว ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน ; ย่อมไ ม่สำคัญมั่นหมายในดิน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายว่าดินของเรา ; ย่อม ไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดิน เป็นสิ่งที่พระขีณาสพนั้น ได้รู้โดยรอบแล้ว ; ... และเพราะว่า ความเป็นผู้มีราคะไป ปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ ; .... ความเป็นผู้มี โทสะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโทสะ ; .... ความ เป็นผู้มีโมหะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๒) ๑ ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง น้ำ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ไฟ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. ------------------- ๑. ข้อที่ (๑) เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔) เรื่องนิพพาน มีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่ (๒) ถึงข้อที่ (๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.

น.531 (๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ลม ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ (๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ภูตสัตว์ ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เทพ ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ปชาบดี ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง พรหม ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๑๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สุภกิณหพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๑๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เวหัปผลพรหม ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๑๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อภิภู ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๑๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๑๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๑๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๑๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๑๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง รูป ที่เห็นแล้ว ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๑๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เสียง ที่ได้ฟังแล้ว ... ฯลฯ ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ.

น.532 ) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สิ่ง ที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, ผิวกาย) ...ฯลฯ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๒๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สิ่ง ที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๒๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เอกภาวะ (เอกตฺตํ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (๒๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง นานาภาวะ (นานตฺตํ) ...ฯลฯ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๒๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สรรพภาวะ ( สพฺพํ) ...ฯลฯ... เพราะความสั้นไปแห่งโมหะ. (๒๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง นิพพาน โดยความเป็น นิพพาน ; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน; ย่อม ไม่สำคัญ มั่นหมายในนิพพาน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายว่านิพพานของเรา ; ย่อม ไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่งที่พระขีณาสพนั้น ได้รู้ โดยรอบแล้ว ; ... และเพราะว่า ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพ นั้น เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ ; ... ความเป็นผู้มีโทสะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่ พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโทสะ ; ... ความเป็นผู้มีโมหะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ. (เครื่องกำหนดภูมิ ของอเสขบุคคล เป็นตติย-ฉัฏฐนัย จบแล้ว) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ ตลาดตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็ : -

น.533 ) ย่อม รู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดยความ เป็นดิน ; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดย ความเป็นดินแล้ว ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายในดิน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน ; ย่อม ไม่สำคัญมั่นหมายว่าดินของเรา ; ย่อม ไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินนั้น เป็นสิ่งที่ตถาคตได้รู้โดยรอบแล้ว; ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะรู้แจ้ง ( โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ข้อนี้) ว่า นันทิ เป็นมูลแห่งความทุกข์ ; เพราะ มีภพ จึงมีชาติ; ชรามรณะ ย่อมมี แก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว; ดังนี้; เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ตถาคตจึงชื่อว่าผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะ ความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย, เพราะความสำรอกไม่เหลือ, เพราะความดับไม่เหลือ, เพราะความสลัดทิ้ง, เพราะความสลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๒) ๑ ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง น้ำ ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ไฟ ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ลม ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ภูตสัตว์ ทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เทพ ทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ปชาบดี ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง พรหม ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. ๑. ข้อที่ (๑) เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔) เรื่องนิพพาน มีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่ (๒) ถึงข้อที่ (๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย ...ฯลฯ .. นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.

น.534 ) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสุภกิณฑพรหมทั้งหลาย ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเวหัปผลพรหมทั้งหลาย ... ฯลฯ .... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอภิภู ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอากาสานัญจายตนะ ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งวิญญาณัญจายตนะ ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอากิญจัญญายตนะ ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนะ ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการ ทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งรูปที่เห็นแล้ว ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเสียงที่ได้ฟังแล้ว ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๑๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, ผิวกาย) ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๒๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ... ฯลฯ ... สลัดคืนโดย ประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๒๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเอกภาวะ (เอกตฺตํ) ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้.

น.535 ) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนานาภาวะ (นานตฺตํ) ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๒๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสรรพภาวะ (สพฺพํ) ... ฯลฯ ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (๒๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน ; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน ; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมาย ในนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ; ย่อมไม่สำคัญ มั่นหมายว่านิพพานของเรา ; ย่อมไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า ! ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตได้รู้โดยรอบแล้ว ; .. . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะรู้แจ้ง (โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ข้อนี้) ว่า นันทิ เป็นมูลแห่งความทุกข์ ; เพราะมีภพ จึงมีชาติ; ชรามรณะ ย่อมมี แก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว ; ดังนี้; เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ตถาคตจึงชื่อว่าผู้ตรัสรู้พร้อม เฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะความสั้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย, เพราะ ความสำรอกไม่เหลือ, เพราะความดับไม่เหลือ, เพราะความสลัดทิ้ง, เพราะความสลัดคืน โดยประการทั้งปวง ; ดังนี้. (เครื่องกำหนดภูมิ ของพระศาสดา เป็นสัตตม-อัฏฐมนัย จบแล้ว) หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความตามที่กล่าว มาแล้วทั้งหมดข้างบนนี้ มีความเป็นปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา อยู่ในส่วนลึก, ต้องพิจารณาอย่างสุขุมจึงจะมองเห็น. สิ่งแรกที่สุดก็คือ ธรรมทั้ง ๒๔ ประการ อันเป็นที่ตั้ง แห่งอุปาทาน ของปุถุชน ดังที่กล่าวไว้ในสูตรนี้นั้น ยกพระนิพพานเสียอย่างเดียวแล้ว ย่อม กล่าวได้ว่าล้วนแต่เป็น ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม โดยตรง. สำหรับนิพพานนั้น ถ้าหมายถึง

น.536 ทุกขนิโรธ ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตแห่งอิทัปปัจจยตา หรือว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธ- วาระ อยู่นั่นเอง. ผู้รวบรวมมีเจตนานำเอาสูตรนี้มาแสดงไว้ในที่นี้ ด้วยความมุ่งหมาย ในการที่จะให้ผู้ศึกษาทุกท่าน พิจารณากันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ อันจะมีผลทำให้เห็นความ ลึกซึ้งของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท สืบต่อไปข้างหน้า. ส่วนข้อความที่ตรัสไว้โดยเปิด เผยถึงลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาทในสูตรนี้ ก็ได้แก่ข้อความตอนท้ายที่ตรัสว่า “นันทิ เป็น มูลแห่งความทุกข์, เพราะมีภพ จึงมีชาติ", นั่นเอง. แม้จะกล่าวแต่โดยชื่อว่านันทิ ก็ย่อม หมายถึงอวิชชา ด้วย เพราะนันทิมาจากอวิชชา, ปราศจากอวิชชาแล้ว นันทิหรืออุปาทาน ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้, นันทิหรืออุปาทานนั้น ย่อมทำให้มีภพ ซึ่งจะต้องมีชาติชรามรณะ ตามมา โดยไม่มีที่สงสัย. ด้วยเหตุนี้เอง การนำเอาอาการของปฏิจจสมุปบาทมากล่าว แม้ เพียงอาการเดียว ก็ย่อมเป็นการกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาททุกอาการอยู่ในตัว โดยพฤตินัย หรือโดยอัตโนมัติ ; ดังนั้น การรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทเพียงอาการเดียว แม้โดยปริยายว่า “นันทิ เป็นมูลแห่งทุกข์” เท่านั้น ก็อาจจะ สกัดกั้นเสียซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ในธรรม ทั้งหลาย ๒๔ ประการ ดังที่กล่าวแล้วในสูตรนี้ได้ ตามสมควรแก่ความเป็นปุถุชน, ความ เป็นพระเสขะ, ความเป็นพระอเสขะ, และความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด. ขอให้ พิจารณาดูให้ดี ๆ ให้เห็นว่า ความลับแห่งความเป็นปฏิจจสมุปบาท ย่อมซ่อนอยู่ในกระแส ธรรมทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม และธรรมเป็นที่ดับแห่งรูปและนาม ทั้งสองนั้น. พอรู้ปฏิจจสมุปบาท ก็หายตาบอดอย่างกระทันหัน ๑ ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เปรียบเหมือน บุรุษตามืดบอดมาแต่กำเนิด, เขาจะมอง เห็นรูปทั้งหลาย ที่มีสีดำหรือขาว เขียวหรือเหลือง แดงหรือขาบ ก็หาไม่; จะได้ เห็นที่อันเสมอหรือขรุขระ ก็หาไม่ ; จะได้เห็นดวงดาว หรือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็หาไม่. เขาได้ฟังคำบอกเล่าจากบุรุษผู้มีตาดีว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! ผ้าขาวเนื้อดีนั้น เป็นของงดงาม ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด มีอยู่ (ในโลก)" ดังนี้. บุรุษตาบอดนั้น จะพึงเที่ยวแสวงหาผ้าขาวอยู่. ยังมีบุรุษผู้หนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า "ดูก่อน ------------------------------- ๑. มาคัณฑิยสูตร ม. ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐, ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชก ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.

น.537 ท่านผู้เจริญ! นี่ ! เป็นผ้าขาวเนื้อดี, เป็นของงดงาม ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด, สำหรับท่าน" ดังนี้. บุรุษตาบอดก็จะพึงรับผ้านั้น ; ครั้นรับแล้วก็จะห่ม. ในกาลต่อมา มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา เชิญแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญ มารักษา. แพทย์นั้น พึงประกอบซึ่งเภสัชอันถ่ายโทษในเบื้องบน ถ่ายโทษในเบื้องต่ำ ยาหยอด ยากัดและยานัตถุ์. เพราะอาศัยยานั้นเอง เขากลายเป็นผู้มีจักษุดี ; พร้อม กับการมีจักษุดี ขึ้นนั้น, เขาย่อมละความรักใคร่พอใจในผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าเสียได้ ; เขาจะพึงเป็นอมิตร เป็นข้าศึกผู้หมายมั่น ต่อบุรุษผู้ลวงเขานั้น ; หรือถึงกับเข้าใจเลย ไปว่า ควรจะปลงชีวิตเสียด้วยความแค้น, โดยกล่าวว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เราถูกบุรุษผู้นี้คดโกง หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่า มานานหนักหนา แล้ว ; โดยหลอกเราว่า ‘ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ! นี้แลเป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาดสำหรับท่าน’ ดังนี้"; อุปมานี้ฉันใด ; ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! อุปไมยก็ฉันนั้น : เราแสดงธรรมแก่ท่านว่า "อย่างนี้ เป็นความไม่มีโรค ; อย่างนี้ เป็นนิพพาน", ดังนี้. ท่านจะรู้จักความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้ก็ต่อเมื่อท่านละความเพลิดเพลินและความกำหนัด ในอุปาทาน- ขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่านนั้น. อนึ่ง ความรู้สึก จะพึงเกิดขึ้นแก่ท่านว่า "ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายเอ๋ย ! นานจริงหนอ ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง หลอกลวง ปลิ้นปลอก ; จึงเราเมื่อยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้ว ซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, และซึ่งวิญญาณ นั้นเที่ยว : เพราะความยึดถือ (อุปาทาน) ของเรานั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;

น.538 เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า ปฏิจจสมุปบาทในกรณีนี้ แสดงอวิชชา ด้วยโวหารว่า "เราถูกจิตคดโกง หลอกลวง", จนยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ. การที่จะเกิดการยึดถือในขันธ์เหล่านี้ได้ ก็จะต้องมีอารมณ์มากระทบ ทางตาหรือหูเป็นต้นก่อน และมี "อวิชชาสัมผัส" ในอารมณ์นั้น, จนมีเวทนา ตัณหาอุปาทาน เกิดขึ้นยึดมั่นต่อความรู้สึกต่าง ๆ ภายในใจ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งยึดมั่นในอัสสาทะแห่ง เวทนานั้น จึงกลายเป็นยึดมั่นครบทั้งห้าอย่าง คือทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังที่กล่าวแล้ว; หลังจากมีการยึดมั่น (อุปาทาน) แล้ว ก็มีภพ ชาติ จนถึงที่สุด; นี้เป็น ปฏิจจสมุปบาท ตลอดทั้งสาย ; แต่ตัวอักษรแสดงไว้เพียงสองสามอาการ ; ผู้ไม่มี ความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องนี้ จะไม่รู้สึกว่า เป็นปฏิจจสมุปบาททั้งสาย , ได้อย่างไร. ครั้นละอุปาทานได้ ทุกข์ดับไป จึงรู้สึกเหมือนกับหายตาบอดในทันใดนั้น เพราะวิชชาเกิดขึ้น รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือรู้ปฏิจจ- สมุปบาททั้งฝ่ายสมุทยวาระ และนิโรธวาระ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญาของตนในขณะนั้น นั่นเอง. เพราะรู้ปฏิจจสมุปบาท จึงหมดความสงสัยเรื่องตัวตนทั้ง ๓ กาล ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันน ธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นชัดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง ๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑/๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.539 (ยถาภูตสัมมัปปัญญา) แล้ว ข้อนั้นเป็นฐานะที่จักมีไม่ได้ว่า ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น จักแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่าย อดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ; เราได้เป็นอะไรแล้วหนอ ; เราได้เป็นอย่างไรแล้วหนอ ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีกแล้วหนอ" ; ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า อริยสาวกนั้นจักแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ) ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือไม่หนอ ; เราจักไม่มีหรือหนอ ; - เราจัก เป็นอะไรหนอ ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ ; เราเป็นอะไร แล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ" ; ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า อริยสาวกนั้น จักเป็นผู้ มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอัน เป็นปัจจุบัน ในกาลนี้ ว่า “เรามีอยู่หรือหนอ ; เราไม่มีอยู่หรือหนอ ; เราเป็นอะไร หนอ; เราเป็นอย่างไรหนอ ; สัตว์นี้มาจากที่ไหนแล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ" ดังนี้ก็ดี : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ไม่ได้. เพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ เป็นฐานะที่จักมีไม่ได้ เพราะเหตุว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปั่นนธรรม เหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นชัดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็น จริงนั่นเอง ดังนี้. การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ทำให้หมดปัญหาเกี่ยวกับขันธ์ในอดีตและอนาคต ๑ สกุลุทายิปริพพาชก ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเรื่องที่เขาเคยถามผู้ที่ปฏิญาณตัวเองว่าเป็นสัพพัญญูสัพพทัสสาวีอยู่ทุกอิริยาบถ เมื่อหลายวันมาแล้ว ถึงเรื่องอันปรารภขันธ์ในอดีต ผู้ตอบกลับตอบเถลไถลไปเรื่องอื่น แล้วยังพาลโกรธเอาด้วย ทำให้เขาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าคงทราบเรื่องนี้เป็นแน่นอนเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่อารามของเขา จึงได้ปรารภเรื่องนี้ขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า : - ๑. จูฬสกุลุทายิสูตร ม. ม. ๑๓/๓๕๔/๓๗๑, ตรัสแก่สกุลฺทายิปริพพาชก ที่ปริพพาชการาม เมืองราชคฤห์.

น.540 ดูก่อนอุทายิ ! ถ้าผู้ใดพึงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้มีอย่างต่าง ๆ เป็นเอนก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอด หลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อข้าพเจ้า อยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหารอย่างนั้น ๆ, เสวยสุขและทุกข์ เช่นนั้น ๆ, มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ, มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้น จุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้. เขาพึงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ไซร้ ; ผู้นั้นแหละ ควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตกะเรา หรือว่าเราควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต กะผู้นั้น ผู้นั้นจะพึงยังจิตของเราให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต, หรือว่าเราพึงยังจิตของผู้นั้น ให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต. ดูก่อนอุทายิ ! ถ้าผู้ใดพึงมีจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์, พึงแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทราม ประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข ; รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่ อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกาย- สุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงาน ด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์" เขาพึงมีจักษุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักษุสามัญมนุษย์ แลเห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลวทราม ประณีต มีวรรณะดี มีวรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข, รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้

น.541 ดังนี้ไซร้ ; ผู้นั้นแหละควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตกะเรา หรือว่าเราควรถาม ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตกะผู้นั้น ผู้นั้นพึงยังจิตของเราให้ยินดีได้ ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคต หรือว่าเราพึงยังจิตของผู้นั้นให้ยินดีได้ ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคต. ดูก่อนอุทายิ! เออก็ เรื่อง ขันธ์ในอดีต ยกไว้ก่อน ; เรื่อง ขันธ์ใน อนาคต ก็ยกไว้ก่อน ; เราจัก แสดงธรรมแก่ท่านอย่างนี้ว่า "เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี ; เพราะ ความดับไปไม่เหลือแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป", ดังนี้. สกุลฺทายิปริพพาชก ได้กราบทูลว่า :- "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้แต่เรื่องที่ได้เกิดแก่ข้าพระองค์ในอัตภาพนี้ มีอยู่เท่าไร ข้าพระองค์ ก็ไม่อาจที่จะระลึกถึงได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ (ทั้งโดยรายละเอียดทั้งโดยหัวข้อ) เสียแล้ว ไฉน ข้าพระองค์จะตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... ฯลฯ ... พร้อมทั้งอาการและลักษณะ ด้วยประการฉะนี้ เหมือนพระผู้มีพระภาคเล่า. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ในกาลบัดนี้ ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นแม้แต่ปังสุปีศาจ (ปีศาจเล่นฝุ่น) เสียแล้ว ไฉนข้าพระองค์จะเห็นสัตว์ทั้งหลาย ... ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์ ... ฯลฯ ... รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้เหมือนพระผู้มีพระภาคเล่า. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็คำที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอุทายิ ! เออก็ เรื่องขันธ์ในอดีตยกไว้ก่อน เรื่องขันธ์ในอนาคตก็ยกไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่ท่านอย่างนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี, เพราะ ความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.' ดังนี้นั้น ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์โดยประมาณอันยิ่งเสียแล้ว ; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ไฉนเล่าข้าพระองค์จะพึงยังจิตของพระผู้มีพระภาคให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหา ในลัทธิเป็นของอาจารย์แห่งตน”. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญแห่งเรื่อง นี้ว่า ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจในเรื่องอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทแล้ว จะไม่รู้สึกว่ามีอดีต หรืออนาคต มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่งของปัจจัยที่ทยอยกันไป ตามแบบแห่งอิทัป-

น.542 ปัจจยตา การบัญญัติว่าอดีตหรืออนาคตก็เป็นอันยกเลิกเพิกถอนไป เพราะว่าความมีอยู่แห่ง ขันธ์ทั้งหลาย เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ตาม พระบาลีนี้ถือเป็นหลักว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณย่อมปรารภขันธ์ในอดีต จุตูปปาตญาณหรือ ทิพพจักขุญาณ ย่อมปรารภขันธ์ในอนาคต ขอให้ผู้ศึกษาพึงพิจารณาดูด้วยตนเองโดยละเอียด. ผลอานิสงส์ พิเศษ ๘ ประการ ของการเห็นปฏิจจสมุปบาท .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว! เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า พวกเธอ ทั้งหลายก็กล่าวอย่างนั้น, แม้เราตถาคต ก็กล่าวอย่างนั้น, ว่า "เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อม ไม่มี ; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้ย่อมดับ ,๒ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมี ความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมี ความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความ ดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมี ความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; ๑. มหาตัณหาสังขยสูตร ม.ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ตัวเลขประจำข้อในวงเล็บ ทุกแห่ง พึงทราบว่า มิได้มีในภาษาบาลี ; ในที่นี้จัดใส่ขึ้น เพื่อกำหนดศึกษาง่ายสำหรับเรื่องนี้. ๒. คำบาลีของประโยคนี้มีว่า "อิมฺมี อสติ, อิทํ น โหติ ; อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรฺุฌติ." และกฎเกณฑ์ อันนี้ ตรัสเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา - "ความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น" . สำหรับกฎอิทัป- ปัจจยตานั้น ขยายตัวออกไปเป็นปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร, ส่วนในที่นี้เป็นอย่าง นิโรธวาร.

น.543 เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ; เราได้ เป็นอะไรแล้วหนอ ; เราได้เป็นอย่างไรแล้วหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีก แล้วหนอ" ; ดังนี้ ! "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! " (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่ อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงแล่นไปสู่ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ) ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือหนอ; เราจักไม่มีหรือหนอ; เราจัก เป็นอะไรหนอ ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ ; เราเป็นอะไรแล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ" ; ดังนี้ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่ อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงเป็นผู้มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอันเป็น ปัจจุบัน ในกาลนี้ว่า "เรามีอยู่หรือหนอ ; เราไม่มีอยู่หรือหนอ ; เราเป็นอะไรหนอ ; เราเป็นอย่างไรหนอ ; สัตว์นี้มาจากที่ไหน แล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ" ; ดังนี้ ?

น.544 "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า "พระศาสดาเป็นครูของพวกเรา ดังนั้น พวกเรา ต้องกล่าวอย่างที่ท่านกล่าว เพราะความเคารพในพระศาสดานั้นเทียว" ดังนี้ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า "พระสมณะ (พระพุทธองค์) กล่าวแล้วอย่างนี้ ; แต่สมณะทั้งหลายและพวกเรา จะกล่าวอย่างอื่น" ดังนี้ ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะ พึงประกาศการนับถือศาสดาอื่น ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะ พึงเวียนกลับไปสู่การประพฤติซึ่งวัตต์โกตูหลมงคลทั้งหลาย ตาม แบบของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นเป็นอันมาก โดยความเป็นสาระ ?

น.545 "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอ จะกล่าวแต่สิ่งที่พวกเธอรู้เอง เห็นเอง รู้สึกเอง แล้ว เท่านั้น มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย เป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็น ธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำนี้เรากล่าวแล้ว หมายถึงคำที่เราได้เคยกล่าวไว้ แล้วว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตน อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นความหมายของอานิสงส์ อันประเสริฐสูงสุด แห่งการเห็นปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๘ อานิสงส์จริงๆ ว่าเมื่อรู้แล้ว : จะไม่เกิดปุพพันตทิฏฐิ ๑, ไม่เกิดอปรันตทิฏฐิ ๑, ไม่เกิดความสงสัยปรารภตนในปัจจุบัน ๑, ไม่ต้องจำใจกล่าวอะไรไปตามที่พระศาสดากล่าว ๑, ไม่ต้องรู้สึกว่าตนกล่าวผิดไปจากที่พระ- ศาสดากล่าว ๑, ไม่หันไปถือศาสนาอื่น ๑, ไม่เวียนกลับถือวัตรชนิดสีลัพพัตตปรามาส ๑, และกล่าวไปตามที่เป็นสันทิฏฐิโก, อกาลิโก, ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ แก่ตัวเองเท่านั้น ๑ ; เมื่อมองเห็นอานิสงส์เหล่านี้ ย่อมสนใจเพื่อทำให้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทอย่างยิ่ง.

น.546 ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจทั้งสี่ ย่อมสามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง ชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงชรามรณะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้ อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง ชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแ ห่งชาติ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงชาติเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง ภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงภพเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง อุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ ๑. สูตรที่ ๑๐ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๕๕/๙๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.547 แห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงอุปาทานเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงตัณหาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็น ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง เวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง เวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงเวทนาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็น ฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง ผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ; สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงผัสสะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมี ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง สฬายตนะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสหายตนะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ

น.548 แห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงสฬายตนะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้ . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง นามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง นามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงนามรูปเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็น ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงวิญญาณเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็น ฐานะที่จักมีได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม รู้ทั่วถึง ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงสังขารทั้งหลายเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้, ดังนี้ แล.

น.549 อานิสงส์ ของการถึงพร้อมด้วยทัสสนทิฏฐิ ๑ สูตรที่ หนึ่ง ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเอาปลายพระนขาช้อนฝุ่นขึ้นเล็กน้อย แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราซ้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละ เป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่ง เท่าที่ทรงซ้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไป เทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน ของ มหาปฐพีนั้น" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวก ผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ เป็นบุคคลผู้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ความทุกข์ของท่าน ส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้วย่อมมากกว่า ; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย : เมื่อนำเข้าไปเทียบกับกองทุกข์ที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ในกาลก่อน ย่อมไม่เข้าถึงส่วน หนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน; กล่าวคือความสั้นไปแห่งกองทุกข์ (ของพระโสดาบัน) ผู้เป็น สัตตักขัตตุปรมะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การรู้พร้อมเฉพาะ -------------------------- ๑. สูตรที่ ๑ - ๑๐ อภิสมยวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๒-๑๖๘/๓๑๑ - ๓๓๐, ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.550 ซึ่งธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ การได้เฉพาะซึ่งธรรมจักษุ เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ สูตรที่ สอง (สูตรที่สองและสูตรต่อ ๆ ไป เป็นสูตรที่ตรัสถึงประโยชน์ของความสมบูรณ์ด้วยทัสสนทิฏฐิ แห่งความเป็นพระโสดาบัน เหมือนกันทุกตัวอักษรในส่วนที่เป็นอุปไมย ; ต่างกันแต่อุปมา ซึ่งทรงนำมา ใช้เป็นเครื่องเปรียบเทียบแต่ละอุปมาเป็นลำดับไป ในทุก ๆ สูตร ดังต่อไปนี้ : - ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนสระโบกขรณียาว ๕๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ ลึก ๕๐ โยชน์ มีน้ำเต็มเสมอขอบ กาดื่มได้สะดวก มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึง จุ่มแล้วยกขึ้นมาซึ่งน้ำด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำที่บุรุษจุ่มแล้วยกขึ้นมาด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา เป็น น้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำในสระโบกขรณีนี้มากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำในสระโบกขรณีนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำที่บุรุษจุ่มแล้วยกขึ้นมาด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้า ไปเทียบกับน้ำในสระโบกขรณี ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่ง ในแสน แห่งน้ำนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ สาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่เหล่านี้คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ไหลมาบรรจบกันในที่ใด ลำดับนั้น บุรุษพึงนำน้ำขึ้นมาสองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญ

น.551 ความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นมา เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่า น้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน มากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นมา มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำ ตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งน้ำนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ สี่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำเหล่านี้คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำ ยมุนา แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ไหลมาบรรจบกันในที่ใด น้ำนั้น พึงถึง ความสิ้นไป หมดไป ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอ ทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? คือน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน ซึ่งสิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! น้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว นั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วน หนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งน้ำนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ ห้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงโยนก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ด กระเบาเจ็ดก้อนลงไปบนมหาปฐพี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญ

น.552 ความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? ก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่บุรุษโยนลงไปแล้ว นั้น เป็นดินมากกว่า หรือว่ามหาปฐพีมากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละ เป็นดินที่มากกว่า. ก้อนดิน มีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่บุรุษโยนลงไปแล้วนั้น มีประมาณน้อย. ดินนี้ เมื่อน้ำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่ง ในแสน แห่งมหาปฐพีนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ หก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนมหาปฐพีพึงถึงความสั้นไปหมดไป เหลือก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? มหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นดินที่มากกว่า หรือว่าก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่ยังเหลืออยู่มากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละ เป็นดิน ที่มากกว่า. ก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย: ดินนี้เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งมหาปฐพีนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ เจ็ด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงนำน้ำสองหรือสามหยดขึ้นจาก มหาสมุทร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นแล้ว เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำในมหาสมุทรมากกว่า ?

น.553 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! น้ำในมหาสมุทรนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นแล้ว มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับ น้ำในมหาสมุทร ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งน้ำนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ แปด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนมหาสมุทรพึงถึงความสิ้น ไปหมดไป ยังเหลือน้ำอยู่สองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญ ความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? คือน้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มากกว่า ? ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! น้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไป เทียบกับน้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วน หนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งน้ำนั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ เก้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงโยนกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ด พันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดเข้าไปที่เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอ ทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ด ที่บุรุษโยนเข้าไปนั้น เป็นของมากกว่า หรือว่าเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ มากกว่า ?

น.554 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่บุรุษโยนเข้าไป มีประมาณ น้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ ย่อมไม่เข้าถึง ส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งเทือกเขานั้น". ... ฯลฯ ... สูตรที่ สิบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ พึงถึง ความสิ้นไปหมดไป เหลือกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ด. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นสิ่งที่มากกว่า หรือว่ากรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาด เจ็ดเม็ดที่ยังเหลืออยู่ มากกว่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไป แล้วนั่นแหละ เป็นสิ่งที่มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่ ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่ง ในแสน แห่งเทือกเขานั้น". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวก ผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ เป็นบุคคลผู้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ความทุกข์ของท่าน ส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ย่อมมากกว่า ; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย : เมื่อนำเข้าไปเทียบกับกองทุกข์ที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ในกาลก่อน ย่อมไม่เข้าถึง ส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน ; กล่าวคือ ความสิ้นไปแห่ง

น.555 กองทุกข์ (ของพระโสดาบัน) ผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ การได้เฉพาะ ซึ่งธรรมจักษุ เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้, ดังนี้ แล. ผู้เสร็จกิจในปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าผู้บรรลุนิพพาน ในปัจจุบัน๑ ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ ด้วยความเป็นผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุ แล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" (ทิฏฐธมฺมฺนินิพฺพานฺปฺปตฺโต). ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ด้วยความเป็นผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ในทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งภพ ด้วยความเป็นผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.

น.556 อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานใน ทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ในทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, .ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานใน ทิฏฐธรรม"

น.557 ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้ไม่ ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะ ความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" , ดังนี้ แล.

น.558 อานิสงส์สูงสุด (อนุปาทิเสสนิพพาน) ของการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอย่างถูกวิธี ๑ ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ให้ตั้งใจฟังแล้วได้ตรัสข้อความเหล่านี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเท่าไรหนอ ภิกษุ เมื่อพิจารณาพึงพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ?" ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ได้กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 1 ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิดภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้". ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระดำรัสนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า : - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณาย่อมพิจารณาว่า "ทุกข์ มีอย่างมิใช่น้อยนานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือ ชรามรณะ, ใดแล ; ทุกข์ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย) ? มีอะไร เป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว) หนอ ? เพราะอะไรมี ชรามรณะ จึงมี ; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี" ; ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ ประจักษ์อย่างนี้ว่า "ทุกข์ มีอย่างมิใช่น้อยนานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือ ๑. สูตรที่ ๑ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๗/๑๘๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.559 ชรามรณะ ใดแล ; ทุกข์นี้ มีชาติเป็นเหตุให้เกิด, มีชาติเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีชาติ เป็นเครื่องกำเนิด, มีชาติเป็นแดนเกิด; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี ; เพราะชาติ ไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี" ; ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่ง ชรามรณะ ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรม อันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ (ชรามรณนิโรธสารุปฺปคามินี) ด้วย ; และ เป็นผู้ ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรม ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง, กล่าวคือ เพื่อความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า "ก็ ชาติ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่อง กำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี ชาติจึงมี ; เพราะอะไรไม่มี ชาติจึง ไม่มี" ดังนี้. ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า "ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด, มีภพเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีภพเป็นเครื่องกำเนิด, มีภพเป็นแดนเกิด; เพราะภพมี ชาติ จึงมี ; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี" ; ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่ง ชาติ ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ ความดับไม่เหลือแห่งชาติ (ชาตินิโรธสารุปฺปคามินี) ด้วย ; และเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว อย่างสมควรแก่ธรรม ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง, กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชาติ. . . . . . . . . . . . . . . . .

น.560 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า "ก็ ภพ นี้มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... ก็ อุปาทาน นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... ก็ ตัณหา นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด? ... ฯลฯ ... ก็ เวทนา นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ... ฯลฯ ... ก็ ผัสสะ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... ก็ สฬายตนะ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... ก็ นามรูป นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... ก็ วิญญาณ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ... ฯลฯ ... .... .... .... .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า "ก็ สังขารทั้งหลาย เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี ; เพราะอะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี" ; ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ อย่างนี้ว่า " สังขารทั้งหลาย มือวิชชาเป็นเหตุให้เกิด , มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีอวิชชาเป็นเครื่องกำเนิด, มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ; เพราะอวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี ; เพราะอวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี"; ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ด้วย ; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ด้วย ; และเป็นผู้ ปฏิบัติแล้วอย่าง สมควรแก่ธรรม ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง , กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร.

น.561 บุรุษบุคคลผู้ เข้าถึงแล้วซึ่งอวิชชา (อวิชฺชาคโต) ถ้าเขาปรุงแต่งซึ่งสังขารอันเป็นบุญ วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันเป็นบุญ ; ถ้าเขาปรุงแต่ง ซึ่งสังขารอันมิใช่บุญ วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันมิใช่บุญ : ถ้าเขาปรุงแต่งซึ่งสังขาร อันเป็นอเนญชา วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันเป็นอเนญชา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชาภิกษุละได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลใด ; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น, เพราะความสำรอกออกโดยไม่เหลือแห่งอวิชชา เพราะการเกิดขึ้น แห่งวิชชา, ย่อม ไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขารอันเป็นบุญ ; ย่อม ไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขาร อันมิใช่บุญ ; ย่อม ไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขารอันเป็นอเนญชา ; เมื่อไม่ปรุงแต่งอยู่, เมื่อไม่ก่อพร้อมอย่างยิ่งอยู่, เธอย่อม ไม่ถือมั่นสิ่งไร ๆ ในโลก ; เมื่อไม่ถือมั่นอยู่, เธอย่อม ไม่สะดุ้งหวาดเสียว ; เมื่อไม่สะดุ้งหวาดเสียวอยู่, เธอย่อม ปรินิพพาน เฉพาะตน นั่นเทียว. เธอย่อมรู้ประจักษ์ว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ว่า "เวทนานั้น ไม่เที่ยง อันเราไม่ สยบมัวเมาแล้ว อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว" ดังนี้. ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ ว่า "เวทนานั้น ไม่เที่ยง อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว" ดังนี้. ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ว่า "เวทนานั้น ไม่เที่ยง อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว" ดังนี้. ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจาก กิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลส เครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น.

น.562 ภิกษุนั้น เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า "เราเสวย เวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ" ดังนี้. เมื่อเธอนั้น เสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า "เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ ประจักษ์ว่า "เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของ เย็น ในอัตตภาพนี้เอง ; สรีระทั้งหลายจักเหลืออยู่ ; จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษยกหม้อที่ยังร้อนออกจากเตาเผาหม้อ วางไว้ที่พื้นดินอันเรียบ ไออุ่นที่หม้อนั้นพึงระงับหายไป ในที่นั้นเอง กระเบื้องทั้งหลาย ก็เหลืออยู่, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า "เราเสวยเวทนาอันมี กายเป็นที่สุดรอบ" ดังนี้. เมื่อเธอนั้น เสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ ว่า "เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ" ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ว่า "เวทนา ทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพ นี้เอง ; สรีระทั้งหลายจักเหลืออยู่; จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตก ทำลายแห่งกาย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ; คือ ภิกษุผู้ ขีณาสพ พึงปรุงแต่ง ปุญญาภิสังขาร, หรือว่า พึงปรุงแต่ง อปุญญาภิสังขาร, หรือว่า พึงปรุงแต่ง อเนญชาภิสังขาร, บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

น.563 เมื่อสังขารทั้งหลาย ไม่มี, เพราะความดับแห่งสังขาร โดยประการทั้งปวง, วิญญาณ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อวิญญาณ ไม่มี, เพราะความดับแห่งวิญญาณ โดยประการทั้งปวง, นามรูป พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อนามรูป ไม่มี, เพราะความดับแห่งนามรูป โดยประการทั้งปวง, สฬายตนะ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อสฬายตนะ ไม่มี, เพราะความดับแห่งสฬายตนะ โดยประการทั้งปวง, ผัสสะ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อผัสสะ ไม่มี, เพราะความดับแห่งผัสสะ โดยประการทั้งปวง, เวทนา พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

น.564 เมื่อเวทนา ไม่มี, เพราะความดับแห่งเวทนา โดยประการทั้งปวง, ตัณหา พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อตัณหา ไม่มี, เพราะความดับแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวง, อุปาทาน พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !’ เมื่ออุปาทาน ไม่มี, เพราะความดับแห่งอุปาทาน โดยประการทั้งปวง, ภพ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อภพ ไม่มี, เพราะความดับแห่งภพ โดยประการทั้งปวง, ชาติ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" เมื่อชาติ ไม่มี, เพราะความดับแห่งชาติ โดยประการทั้งปวง, ชรามรณะ พึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ? "ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !"

น.565 ถูกแล้ว ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอ ทั้งหลาย จง ทำความสำคัญ จง เชื่อ ซึ่งข้อนั้น ไว้อย่างนั้นเถิด. ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จง ปลงซึ่งความเชื่อ ในข้อนั้น อย่างนั้นเถิด; จงเป็นผู้ หมดความเคลือบแคลงสงสัย ในข้อนั้นเถิด ; นั่นแหละที่สุดแห่งทุกข์ละ, ดังนี้ แล. อุปะปริกขีในปฏิจจสมุปบาท เป็นอุดมบุรุษ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุเป็นอุปะปริกขีผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยวิธี ๓ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดย ความเป็น ธาตุ, ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยความเป็น อายตนะ, ย่อมพิจารณา ใคร่ครวญธรรม โดยความเป็น ปฏิจจสมุปบาท. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ๒ (ของขันธ์ ทั้งห้า) เป็นผู้ พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่าภิกษุผู้ เกพลี อยู่จบพรหมจรรย์ เป็น อุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้. ๑. สูตรที่ ๕ อุปายวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๐/๑๒๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ฐานะ ๗ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๑, สมุทัยแห่งรูปเป็นต้น ๑, นิโรธแห่ง รูปเป็นต้น ๑, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งรูปเป็นต้น ๑, อัสสาทะแห่งรูปเป็นต้น ๑, อาทีนวะแห่งรูปเป็นต้น ๑, นิสสรณะแห่งรูปเป็นต้น ๑. ส่วนรายละเอียดพึงตรวจดูในหัวข้อว่า "การพิจารณาสภาวธรรม ตามวิธีปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย" ซึ่งอยู่ที่หน้า ๓๓๗ แห่งหนังสือเล่มนี้.

น.566 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า มีคำแปลกพิเศษอยู่ คำหนึ่ง คือคำว่า "เกพลี". คำนี้ถ้าเป็นในศาสนาอื่นบางศาสนา หมายถึงผู้บรรลุไกวัลย์หรือ ปรมาตมัน อันเป็นจุดหมายปลายทางของการประพฤติพรหมจรรย์แห่งศาสนานั้น ๆ. ในที่นี้ เข้าใจว่าเล็งถึงการบรรลุนิพพานอันเทียบกันได้กับไกวัลย์หรือปรมาตมันนั่นเอง คงจะไม่ใช่ เป็นเพียงคำวิเสสฺนะ ที่เคยแปลกันว่า ทั้งสิ้น สิ้นเชิง ล้วน หรืออย่างเดียว ตามแบบ เรียนไวยากรณ์. บัณฑิต คือผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัยทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อม เกิดขึ้นจากคนพาล ; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต . อุปัทหวะทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อม เกิดขึ้น จากคนพาล ; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. อุปสรรคทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อม เกิดขึ้น จากคนพาล ; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟอันลุกโพลงขึ้นแล้วจากเรือนอันทำ ด้วยไม้อ้อหรือด้วยหญ้าก็ตาม ย่อมจะไหม้ได้แม้กระทั่งเรือนยอดที่มีปูนอันฉาบแล้วทั้งขึ้น และลง มีเครื่องยึดประตูอันแน่นหนา มีช่องประตูและหน้าต่างอันปิดสนิท, ข้อนี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ภัยทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ๑. พหุธาตุกสูตร อนุปทวรรค อุปริ. ม. ๑๔/๑๖๖, ๑๖๙/๒๓๕, ๒๔๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.567 บปฏิจจฯ ๔๕๓ ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล ; ย่อมไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. อุปัททวะทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล ; ย่อมไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. อุปสรรคทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล ; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนี้แหละ คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีภัยเฉพาะหน้า, บัณฑิตจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีภัยเฉพาะหน้า ; คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีอุปัททวะ, บัณฑิตจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีอุปัททวะ ; คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีอุปสรรค, บัณฑิตจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีอุปสรรค. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัย ย่อมไม่มีจากบัณฑิต, อุปัททวะ ย่อมไม่มีจากบัณฑิต ; อุปสรรค ย่อมไม่มีจากบัณฑิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ พวก เธอทั้งหลาย พึงทำในใจว่า "เราทั้งหลาย จักเป็นบัณฑิต" , ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกไว้อย่างนี้ แล. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระพุทธวจนะนี้จบลงแล้ว, พระอานนท์ ได้ทูลถามว่า คนจะเป็น วีมังสกบัณฑิต (บัณฑิตผู้ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา) ได้ด้วยเหตุเท่าไร ? ได้ตรัสตอบว่า ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือเป็นผู้ฉลาดในธาตุด้วย เป็นผู้ฉลาดในอายตนะด้วย ในปฏิจจสมุปบาทด้วย ในฐานะและอฐานะด้วย. สำหรับความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทนั้น พระอานนท์ได้ทูลถามสืบไป ดังนี้ว่า :- "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ภิกษุควรจะได้นามว่า ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า "เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-

น.568 เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั้นเที่ยว, จึงมี ความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ;

น.569 เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้" , ดังนี้. ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุควรจะได้นามว่า ผู้ฉลาดใน ปฏิจจสมุปบาท. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ความเป็นบัณฑิตนั้น เป็นได้ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่าง หมายความว่า ทั้ง ๔ อย่างนั้น แม้ต่างกัน แต่ละอย่างทางตัวหนังสือ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ยังแทนกันได้ เพราะฉลาดในธาตุ ก็คือรู้ธาตุ ทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร, (ดังที่ได้กล่าวไว้ ในหัวข้อที่ว่า "แดนเกิดดับแห่งทุกข์-โรค-ชรามรณะ" แห่งหมวดที่ ๕ เป็นต้น) นั่นเอง ; การฉลาดในอายตนะ ก็คือฉลาดในการระวังไม่ให้เกิด "อวิชชาสัมผัส” เพราะการ กระทบทางอายตนะ, (ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ว่า "ปัญจุปาทานขันธ์ไม่อาจจะเกิด เมื่อ รู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท" แห่งหมวดที่ ๖ เป็นต้น) ; ยิ่งการฉลาดในฐานะ และอฐานะด้วยแล้ว, ยิ่งหมายถึงฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ในฐานะที่เป็นทางเกิดทุกข์ และ ทางดับทุกข์ โดยตรง, (ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ว่า "การพิจารณาปัจจัยในภายใน คือการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท" แห่งหมวดที่ ๖ เป็นต้น) อีกนั่นเอง ; ดังนั้น แม้ พระองค์จะทรงใช้คำปริกัปป์ว่า “ด้วย" แทนที่จะใช้คำว่า "หรือ" ในเมื่อตรัสถึงคุณธรรม ๔ ประการ ที่ทำความเป็นวีมังสกบัณฑิต, ในตอนต้นของเรื่องนี้; ก็ย่อมหมายความว่า รู้อย่างเดียวย่อมรู้ทั้ง ๔ อย่าง.

น.570 สำหรับ "ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท" เท่าที่ตรัสไว้ในที่นี้, เรียกได้ว่า ตรัสไว้แต่หัวข้อ. ใจความพิสดาร ย่อมมีโดยนัยต่าง ๆ ดังที่ได้รวบรวมมาไว้ทั้งหมดแล้ว ในหนังสือเล่มนี้. ยิ่งในอภิธัมมปิฎก (ธัมมสังคณี ๓๔/๓๓๒/๘๕๗) ด้วยแล้ว อธิบาย คำว่า "ปฏิรูปสมุปฺปาทกุสลตา" ไว้สั้นนิดเดียว, คือไม่มีกล่าวถึงนิโรธวาร, และไม่มีคำนำ ซึ่งเป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา ว่า "อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ ... ฯลฯ ... อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ" เลย. หมวดที่เจ็ด จบ

น.571 หมวด ๘ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับ ความเป็นพระพุทธเจ้า ๔๕๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต