น.909 ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทสรุป ว่าด้วย คุณค่าพิเศษ ของปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ๑ ภิกษุโมลิยผัคคุณะ ได้ทูลถามว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน ซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า ! " พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า :- "นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อม กลืนกิน' ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ๑. สูตรที่ ๒ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕/๓๒, ตรัสแก่พระโมลิยผัคคุนะในที่ชุมนุมสงฆ์ ที่เชตวัน. ๗๙๙
น.910 ในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซึ่งวิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า ' ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ ? ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็น ปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป. เมื่อภูตะ (ความเป็น ภพ) นั้น มีอยู่, สฬายตนะ ย่อมมี; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ (การสัมผัส)', ดังนี้". "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อม สัมผัส" ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาใน ข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้าง" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่าง นั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็น ปัจจัย พระเจ้าข้า !" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึกต่ออารมณ์)", ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อม รู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ นั่นแหละ จึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า !"
น.911 ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา พระเจ้าข้า ?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็น ปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา (ความอยาก)" , ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อม อยาก" ดังนี้, ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมอยาก" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า !" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า "เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา พระเจ้าข้า ?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)", ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ?" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อม ยึดมั่น" ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาใน ข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ฯ" ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า ?" ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น
น.912 ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า "เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;" เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนผัดคุนะ ! เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งผัสสะ) ทั้ง ๖ นั้น นั่นเที่ยว จึงมี ความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมี ความดับแห่งผัสสะ จึงมี ความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมี ความ ดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมี ความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้, ดังนี้ แล. ที่สุดแห่งปฏิจจสมุปบาท คือที่สุดแห่งภพ ๑ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออกจากสมาธินั้น โดยกาลอันล่วงไปแห่งวันทั้ง ๗ ทรง ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุแล้ว ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ ด้วยความเดือดร้อนมีประการต่างๆ และเร่า ร้อนอยู่ด้วยความเร่าร้อนมีประการต่างๆ อันเกิดจากราคะบ้าง อันเกิดจากโทสะบ้าง อันเกิดจากโมหะบ้าง, ครั้นทรงรู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า :- ๑. สูตรที่ ๑๐ นันทวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔, ทรงเปล่งอุทาน ที่โคนแห่งต้นโพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา.
น.913 ◎ "สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า ๑ ย่อมกล่าวซึ่งโรค (ความเสียบแทง) นั้น โดยความเป็นตน. ◎ เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็น (ตามที่เป็นจริง) โดยประการอื่น จากที่เขาสำคัญนั้น. ◎ สัตว์โลก ติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้า แล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น (จากที่มันเป็นอยู่จริง) จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น. ◎ เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้น ก็ เป็นภัย (น่ากลัว) ; เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้น ก็ เป็นทุกข์. ◎ พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็ เพื่อการละขาดซึ่งภพ นั้นเอง. ◎ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะ ภพ : เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ. ◎ ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามี ได้เพราะวิภพ ; ๒ เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยัง สลัดภพ ออกไปไม่ได้. ◎ ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่ง อุปธิ ทั้งปวง. ◎ ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ไม่มี ก็เพราะความ สิ้นไปแห่งอุปาทาน ทั้งปวง. ◎ ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลาย อัน อวิชชาหนาแน่นบังหน้า ๑. คำว่า "มีผัสสะบังหน้า (ผส.สปเรโต)” หมายความว่า เมื่อเขาถูกต้องผัสสะใด จิตทั้งหมดของเขายึดมั่น อยู่ในผัสสะนั้น จนไม่มองเห็นสิ่งอื่น แม้จะใหญ่โตมากมายเพียงใด ทำนองเส้นผมบังภูเขา : เขา หลงใหลยึดมั่นแต่ในอัสสาทะของผัสสะนั้นจนไม่มองเห็นสิ่งอื่น ; อย่างนี้เรียกว่า มีผัสสะบังหน้า คือบังลูกตาของเขา ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ผิดไปจากตามที่เป็นจริง. ๒. คำว่า "วิภพ” ในที่นี้ ตรงกันข้ามกับคำว่า "ภพ” คือไม่มีภพตามอำนาจของนัตถิกทิฏฐิหรืออุจเฉท- ทิฏฐิโดยตรง คือไม่เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; ดังนั้น แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร มันก็มีความ ไม่มีอะไรนั้นเอง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นภพ ชนิดที่เรียกว่า "วิภพ" เป็นที่ตั้งแห่งวิภวตัณหา.
น.914 แล้ว ; และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจาก ภพได้. • ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง ๑ เพื่อ ความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไ ม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ แปรปรวน เป็นธรรมดา. • เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้อยู่ : เขาย่อม ละภวตัณหา ได้ และ ไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหา ด้วย. • ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย) เพราะความสิ้นไป แห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือ นิพพาน. • ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ ดับเย็นสนิท แล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น. • ภิกษุนั้น เป็นผู้ครอบงำมาร ได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลาย ทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้ลงที่ (คือไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป)," ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อประทับเสวย วิมุตติสุข หลังการตรัสรู้ใหม่ ๆ บริเวณต้นโพธิ์นั้น บางเวลาทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจ- สมุปบาท บางเวลาทรงพิจารณาความเป็นไปของหมู่สัตว์ที่เป็นไปตามอาการของปฏิจจ- สมุปบาท อย่างประจักษ์ชัด จนถึงกับออกพระอุทานนี้ ซึ่งก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ความมี ผัสสะบังหน้า ในขณะแห่งการกระทบของผัสสะนั่นเอง เป็นจุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาทที่ ทำให้เกิดภพ และมีความหลงใหลในภพต่าง ๆ จนเกิดทุกข์มีความกลัวเป็นต้น. เขารู้ทุก ๆ สิ่ง ชนิดที่ตรงกันข้ามจากที่มันเป็นจริง; ดังนั้น จึงกล่าวว่า เขาย่อมรู้ ย่อมสำคัญ ย่อม เห็นโดยประการอื่น จากที่ธรรมชาติเหล่านั้นเป็นอยู่จริง : อันนี้เรียกว่าเป็นอวิชชาของเขา, ๑. คำว่า "ในที่หรือในเวลาทั้งปวง” ตลอดถึงคำว่า "เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง" เป็น คุณบทแห่งค่าอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของภพ. ความมีความเป็นอย่างใดก็ตาม ย่อมเนื่องด้วยเวลา ที่พอเหมาะ เนื้อที่ที่พอดี ประโยชน์ที่น่ารัก มันจึงจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือยั่วยวนให้ยึดถือ ; ดังนั้น ภพชนิดไหนก็ตาม ย่อมเนื่องอยู่ด้วยสิ่งทั้ง ๓ นี้ แต่แล้วในที่สุดมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังที่กล่าวแล้ว ในพุทธอุทานนั้น.
น.915 เป็นสิ่งซึ่งจะเข้ามาประกอบกับสัมผัส จนได้นามว่า “อวิชชาสัมผัส" ; เป็นเงื่อนต้นแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว โดยหัวข้อชื่อนั้น (อวิชชาสัมผัส คือต้นเหตุ อันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท ; ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๕ แห่งหมวดที่ ๔). ธรรมไหลไปสู่ธรรม โดยไม่ต้องมีใครเจตนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ มีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "อวิป- ปฏิสาร จงบังเกิดแก่เรา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีล สมบูรณ์แล้ว อวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "ปราโมทย์ จงบังเกิดแก่เรา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ปราโมทย์ย่อมเกิด (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ปราโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "ปีติ จงบังเกิดแก่เรา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อปราโมทย์แล้ว มีติย่อมเกิด (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมีใจบีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "กายของเรา จงรำงับ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว กายย่อม รำงับ (เอง). ๑. สูตรที่ ๒ นิสสายวรรค เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๙. พระบาลีในที่อื่น (สูตรที่ ๑ อานิสังสวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๒/๒) ตรัสเหมือนกับสูตรนี้ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงได้ตรัสตอน เบื่อหน่าย และคลายกำหนัด รวมเป็นอันเดียวกันเท่านั้น.
น.916 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ กายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจง เสวยสุขเถิด".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้วย่อมได้ เสวยสุข (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ มีสุข ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "จิตของเราจงตั้งมั่น เป็นสมาธิ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่าเมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น เป็น สมาธิ (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจงรู้จงเห็นตามที่เป็นจริง". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิต ตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !เมื่อ รู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเบื่อหน่าย"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่ เป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ เบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจง คลายกำหนัด".ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่าเมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อม คลายกำหนัด (เอง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ จิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า "เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ" . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง).
น.917 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล วิราคะ ย่อมมี วิมุตติญาณ- ทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; นิพพิทา ย่อมมีวิราคะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมมีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; สมาธิ ย่อมมียถา- ภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; สุข ย่อมมีสมาธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ปัสสิทธิ ย่อมมีสุขเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย;ปีติย่อมมีปัสสิทธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย; ปราโมทย์ ย่อมมีปีติเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; อวิปปฏิสาร ย่อมมีปราโมทย์เป็น อานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ศีลอันเป็นกุศล ย่อมมีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ธรรมย่อมไหลไปสู่ธรรม ; ธรรมย่อมทำธรรมให้เต็ม เพื่อการถึงซึ่งฝั่ง (คือนิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (คือสังสาระ) ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม: ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เราเพียงแต่ตั้งเจตนา ในการกระทำให้ถูกต้อง ก็พอแล้ว; ไม่ต้องตั้งเจตนาในการที่จะให้การกระทำนั้นออกผล, นั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แถมยังจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกระวนกระวาย หรือเป็นทุกข์ โดย ไม่จำเป็นอีกด้วย . คนโดยมากกระทำผิดในข้อนี้ จึงทำการงานอยู่ด้วยความทนทรมาน หรือ ป่วยเป็นโรคทางจิต. หลักเกณฑ์อันนี้ใช้ได้ทั้งในทางคดีโลกและคดีธรรม ; แม้ที่สุดแต่การ ที่เหตุให้เกิดผลในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ก็ยังมีลักษณะเช่นนี้ และโดยเด็ดขาด. แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท (เกียรติสูงสุดของปฏิจจสมุปบาท) ๑ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าว ธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า :- ๑. สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สหายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓, สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมัย- สังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖-๘ ; กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้นอยู่.
น.918 จักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะ มีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะ มีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา และกายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามีข้อความเต็มดุจในกรณีแห่งจักษุและกรณี แห่งมนะทุกตัวอักษร). เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กายะ + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ...
น.919 เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะ มีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ---- (ปฏิปักขนัย) - -- - เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ จึงมี ความดับแห่ง อุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ค วามดับแห่งภพ; เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา และ กายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามี ข้อความเต็ม ดุจในกรณีแห่ง จักษุ และกรณีแห่งมนะ ทุกตัวอักษร)
น.920 ฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กายะ + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ จึงมี ความ ดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมี ความดับแห่งภพ ; เพราะมี ความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสั้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ สมัยนั้นแล ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอด พระเนตรเห็นภิกษุ ผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ตรัสคำนี้กะภิกษุนั้นว่า "ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรม- ปริยายนี้แล้วมิใช่หรือ ?" (ได้ยิน พระเจ้าข้า ! ").
น.921 ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป ; ดูก่อนภิกษุ! เธอจงเล่า เรียนธรรมปริยายนี้ ; ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้ ; ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์, เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์", ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : เรายังไม่เคยพบเลยว่า มีสูตรใดบ้าง, นอกจาก สูตรนี้, ที่พระพุทธองค์ ทรงนำเอาข้อความเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาสาธยายเล่น ตามลำพัง พระองค์, เหมือนคนสมัยนี้ ฮัมเพลงบางเพลงเล่นอยู่คนเดียว. เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกียรติสูงสุด ด้วยเหตุผล กล่าวคือ ถึงกับทรงนำมาสาธยายเล่น ในยามว่าง ลำพังพระองค์ ๑ ; ทรงกำชับให้ภิกษุเล่าเรียน ๑ ; ทรงบัญญัติว่าเรื่องนี้เป็นอาทิพรหม- จรรย์ ๑ ; ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความแห่งสูตรนี้แล้ว ; และทรงตีค่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท เท่ากับพระองค์เอง โดยตรัสว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท" (มหาหัตถิปโทปมสูตร ๑๒/๓๕๙/๓๔๖) ซึ่งเทียบกันได้กับพุทธภาษิตในขันธวารวรรค สังยุตฺตนิกาย ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นตถาคต : ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" (๑๗/๑๔๗/๒๑๖) ๑ ; ดังนั้น จึงถือว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกียรติสูงสุด สมแก่การที่เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนา แต่กลับเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจน้อยที่สุด ; ดังนั้นจึงนำเอาข้อความแห่งสูตรข้างบนนี้ มาอ้างไว้ ในหนังสือเล่มนี้ถึง ๕ แห่งด้วยกัน โดยหัวข้อว่า "ทรงแนะนำอย่างยิ่งให้ ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท" และว่า "ปฏิจจสมุปบาท มีเมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะ", "ตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์", "ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท", "แม้พระพุทธองค์ก็ทรง สาธยายปฏิจจสมุปบาท" เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่อง ที่พุทธบริษัทควรทำสังคีติ ๑ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว มีอยู่ ; อันพุทธบริษัททั้งหลาย ๑. สังคีติสูตร ปา. ที. ๑๑/๒๒๖/๒๒๗, ภาสิตของพระสารีบุตร ซึ่งอ้างถึงพระพุทธภาสิตอีกต่อหนึ่ง, แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่นวสัณฐาคารชื่ออุพภตกะ.
น.922 ( ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเที่ยว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จน เป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรม สองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์ ( ศาสนา ) นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไป เพื่อหิตสุข แก่มหาชน เป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้ง หลาย . ธรรมสองอย่างนั้นคืออะไรเล่า ? ธรรมสองอย่างนั้นคือ :- อายตนกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑, ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท • ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือธรรมสองอย่าง อันพระผู้มี พระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ; อันพุทธ- บริษัททั้งหลาย (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือ สอบสวน จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่าง มั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่ พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไป เพื่อหิตสุข แก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ทิตสุข แก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย, ดังนี้ แล. (อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ซานตา ปฺสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทว ธมฺมา สมุมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อฺทธนิยํ อสฺส จิรฏิฐิติกฺํ ตฺทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย
น.923 สุขาย เทวมนุสฺสานํ. กตเม เทฺว ธมฺมา? ... อายตนกุสลตา จ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ. ...อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ซานตา ปฺสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทฺว ธมฺมา สมุมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิท์ พฺรหฺมจริย์ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานฺติ). หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตจนเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่า ความฉลาดในอายตนะ ก็คือ ฉลาดในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ; และเมื่อ ฉลาดในการควบคุมอายตนะแล้ว ก็สามารถควบคุมการเกิดแห่งกระแสของปฏิจจ- สมุปบาท ; นับว่าเนื่องกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้, และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ในแง่ของการปฏิบัติโดยแท้. บทสรุป จบ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ จบ
Buddhadasa