น.891 ๗๘๑ ว่าด้วยปฏิจจฯที่มีลักษณะเพื่อศีลธรรม ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าอุปาทาน จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดย ทุกอาการ กล่าวคือ กามุปาทาน ก็ดี ทิฏฐฺปาทาน ก็ดี สีลัพพัตตุปาทาน ก็ดี อัตตาทุ- ปาทาน ก็ดี, แล้วไซร้ ; เมื่ออุปาทานไม่มี เพราะความดับไปแห่งอุปาทาน โดย ประการทั้งปวงแล้ว ; ภพ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของภพ ; นั้นคือ อุปาทาน. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือ ตัณหา" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหน ๆ โดย ทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา , แล้วไซร้; เมื่อตัณหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; อุปาทาน จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละ คือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของอุปาทาน ; นั้นคือ ตัณหา. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ตัณหามี เพราะปัจจัยคือ เวทนา" : ดูก่อนอานนท์ ! . ถ้าหากว่าเวทนา จักไม่ได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหนๆ โดย ทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา
น.892 ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชา- เวทนา, แล้วไซร้; เมื่อเวทนาไม่มี เพราะความดับไปแห่งเวทนา โดยประการ ทั้งปวงแล้ว ; ตัณหา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่น แหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของตัณหา ; นั้นคือ เวทนา. ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา ; เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา ๑ (ปริเยสนา) ; เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ) ; เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) ; เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใ จ (ฉนฺทราโค) ; เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อช์โฌสานํ) ; เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห) ; เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริย์) ; เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารฺโข) ; เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขา- ธิกรณ์) ; กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง !" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม ด้วยอาการอย่างนี้; (เป็นอันว่า) ข้อความเช่นนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว. ๑. คำว่า "แสวงหา" ในที่นี้ หมายถึงแสวงด้วยตัณหา นั่นเอง, มิใช่เป็นการแสวงด้วยวิชชา หรือ ยถาภูตญาณทัสสนะ.
น.893 ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก กล่าวคือ การ ใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าว คำหยาบว่า ‘มึง ! มึง !’ การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อม เพราะอาศัย การหวง กั้น" ดังนี้ : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าการหวงกั้น จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆในที่ ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการหวงกั้นไม่มี เพราะ ความดับไปแห่งการหวงกั้น โดยประการทั้งปวงแล้ว; ธรรมเป็นบาป อกุศล เป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง !" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย จะพึงเกิดขึ้นพร้อมได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อน อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละ คือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก เหล่านี้ กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า"มึง ! มึง ! " การพูดคำส่อเสียด และการกล่าวเท็จ ; นั้นคือ การหวงกั้น. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้อง ทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความ ตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความตระหนี่ จักไม่ได้มี แก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ , เมื่อความตระหนี่ไม่มี เพราะความดับไปแห่งความตระหนี่ โดยประการทั้งปวงแล้ว; การหวงกั้น จะมีขึ้นมา ให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น
น.894 ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของการหวงกั้น ; นั้นคือ ความตระหนี่. ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความ ตระหนี่" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความจับอ .. จึงมีความตระหนี่" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าความจับอกจับใจจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความจับอกจับใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความจับอกจับใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความตระหนี่จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความตระหนี่ ; นั้นคือ ความจับอกจับใจ. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความ จับอกจับใจ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ" : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าความสยบมัวเมา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความสยบมัวเมาไม่มี เพราะความดับไปแห่งความสยบมัวเมา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความจับอกจับใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความจับอกจับใจ ; นั้นคือ ความสยบมัวเมา.
น.895 ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า"เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา" : ดูก่อนอานนท์ ถ้าหากว่าความกำหนัดด้วยความพอใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดย ทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความกำหนัดด้วยความพอใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความกำหนัดด้วยความพอใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความสยบมัวเมา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้,นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความสยบมัวเมา ; นั้นคือ ความกำหนัดด้วยความพอใจ. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความ กำหนัดด้วยความพอใจ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า"เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความปลงใจรักจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการแล้วไซร้; เมื่อความปลงใจรักไม่มี เพราะความดับไปแห่งความปลงใจรัก โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความกำหนัดด้วยความพอใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความกำหนัดด้วยความพอใจ; นั้นคือ ความปลงใจรัก. ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก" ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย
น.896 โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยการได้ จึงมีความ ปลงใจรัก" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการได้ จักไม่ได้มีแก่ ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการได้ไม่มี เพราะความดับไปแห่งการได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความปลงใจรัก จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความปลงใจรัก ; นั้นคือ การได้. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้" ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการ ได้" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการแสวงหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดย ทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการแสวงหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งการ แสวงหา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การได้ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการได้ ; นั้นคือการ แสวงหา. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา " ดังนี้. เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวง หา" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา, แล้วไซร้; เมื่อตัณหา
น.897 ไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การแสวงหา จะมีขึ้นมา ให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการแสวงหา ; นั้นคือ ตัณหา. ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) ธรรมทั้งสอง ๑ เหล่านี้รวมเป็นธรรมที่มีมูลอันเดียวกันในเวทนา ; คือ เวทนาอย่างเดียว ก็เป็นมูล สำหรับให้เกิดตัณหาแต่ละอย่าง ๆ ทั้งสองอย่างได้. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ " ดังนี้, เช่น นี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าผัสสะ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดย ทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส มานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส, แล้วไซร้; เมื่อผัสสะไม่มี เพราะความดับไปแห่งผัสสะ โดยประการ ทั้งปวงแล้ว ; เวทนา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ’ ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละ คือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของเวทนา ; นั้นคือ ผัสสะ. ๑. ธรรมทั้งสองในที่นี้ คือ ตัณหา ในบทว่า "เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" นี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่าง หนึ่ง คือ ตัณหา ที่ทำหน้าที่แสวงหาอารมณ์หรือเพลิดเพลินในอารมณ์, รวมเป็นสองอย่างด้วยกัน ; อย่างแรก ได้ในบทว่า โปโนพุภวิกา, ที่อรรถกถาเรียกว่า วัฏฏมูลตัณหา ; อย่างหลังได้ในบทว่า ตตฺร ตตุราภินนฺทินี , หรือที่อรรถกถาเรียกว่า สมุทาจารตัณหา.
น.898 ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป" ดังนี้, เช่น นี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป”" ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนาม ย่อมมีได้โดยอาศัย อาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลาย เป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว การสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ (อธิวจนสมุตสฺโส ) ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปกาย จะมีขึ้นมา ให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ; ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลาย เป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว การสัมผัสด้วยการกระทบ (ปฏิมสมฺญฺโส) ในกรณีอันเกี่ยวกับนามกาย จะมีขึ้นมา ให้เห็นได้ไหมหนอ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ; ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนามด้วย ซึ่งหมู่แห่งรูปด้วย ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลาย เป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว การสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ ก็ดี การสัมผัสด้วยการกระทบ ก็ดี จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ” ) ; ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งนามรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว, ผัสสะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ! ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ”) ; ๑. พึงสังเกตไว้ว่า ปฏิจจสมุปบาท แบบที่หยุดลงเพียงนามรูป-วิญญาณ ไม่เลยขึ้นไปถึงสังขารและอวิชชา นี้: สำหรับสูตรนี้ ไม่มี สหายตนะ เหมือนสูตรอื่น ๆ แห่งแบบนี้.
น.899 ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละ คือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของผัสสะ ; นั้นคือ นามรูป. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้ ; นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ; ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว" จักสลายลง เสียแล้วไซร้ ; นามรูป จักบังเกิดขึ้น เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ; ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อน ที่เป็นชายก็ตาม เป็นหญิง ก็ตาม จักขาดลงเสียแล้วไซร้ ; นามรูป จักถึงซึ่งความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ บ้างหรือ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !’ ) ; ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือ นิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของนามรูป; นั้นคือ วิญญาณ. * ข้อความนี้ เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างภาษาคน, หรือภาษาศีลธรรม. แต่เราอาจถือ เอาข้อความนี้ เป็นเพียงอุปมา แล้วถือเอาข้อความในภาษาธรรมเป็นอุปไมย. หรือมิฉะนั้น ก็ถือว่า เป็นเรื่องศีลธรรม โดยส่วนเดียว.
น.900 วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้ ; ความ เกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือชาติชรามรณะต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม? (" ข้อนั้น หามิ ได้ พระเจ้าข้า ! " ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละ คือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของวิญญาณ ; นั่นคือ นามรูป. ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก จึงเกิดบ้าง จึงแก่บ้าง จึงตายบ้าง จึงจุติบ้าง จึงอุบัติบ้าง : คลองแห่งการเรียก (อธิวจน) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการพูดจา (นิรุตฺติ) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการบัญญัติ (ปญฺญตฺติ) ก็มี เพียงเท่านี้, เรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา (ปญฺญาวจร) ก็มีเพียงเท่านี้, ความเวียนว่าย ในวัฏฏะ ก็มีเพียงเท่านี้ : นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่ เพื่อการบัญญัติซึ่งความเป็น อย่างนี้ (ของนามรูปกับวิญญาณ นั่นเอง). ธาตุ ๓ อย่าง เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท ๑ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คำที่กล่าว ๆ กันว่า ‘ภพ - ภพ' ดังนี้นั้น ภพย่อม มีได้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรแล พระเจ้าข้า !" ----------------------------- ๑. สูตรที่ ๖ อานันทวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๘๗/๕๑๖, ตรัสแก่พระอานนท์.
น.901 ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก = ผลแห่งการ กระทำ) จักไม่ได้มีแล้วไซร้, กามภพจะพึงปรากฏได้แลหรือ: ( "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้า ข้า !" ) ดูก่อนอานนท์! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อ วิญญาณ ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหา เป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันทราม (กามธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นใน ภพใหม่ต่อไป (อายตึ ปุนพุภวาภินิพฺพตฺติ) ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, รูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ? ( "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อ วิญญาณ ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมือรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, อรูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ : ( "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อ วิญญาณ ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
น.902 (ต่อไปนี้ เป็นข้อความในสูตรอีกสูตรหนึ่ง” ซึ่งมีหลักธรรมทำนองเดียวกัน :-) "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ " คำที่กล่าว ๆ กันว่า ‘ภพ - ภพ' ดังนี้นั้น ภพย่อม มีได้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรแล พระเจ้าข้าว" ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก=ผลแห่งการกระ- ทำ) จักไม่ได้มีแล้วไซร้, กามภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ") ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อ เจตนา ก็ดี ความปรารถนา (ปตฺถนา) ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มี อวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันทรา ม (กามธาตุ) อย่างนี้ แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. * ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, รูปภาพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุ ดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อ เจตนา ก็ดี ความปรารถนา ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหา เป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพ- ใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมือรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, อรูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ”) ดูก่อนอานนท์ ! ๑. สูตรที่ ๗ อานันทวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๘๘/๕๑๗, ตรัสแก่พระอานนท์.
น.903 ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายาง ในพืช. เมื่อ เจตนา ก็ดี ความปรารถนา ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิด ในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ .. ดูก่อนอานนท์ ! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การเกิดขึ้นแห่งภพ ใหม่ต่อไปในที่นี้ หมายถึงการเกิดแห่งภพ เพราะอำนาจแห่งอุปาทาน ของสัตว์ผู้ประกอบ ด้วยอวิชชาและตัณหา ในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ๆ ทุกสาย ต่างกันไปตามอารมณ์ ของตัณหา ซึ่งเป็นกามธาตุบ้าง รูปธาตุบ้าง อรูปธาตุบ้าง; ดังนั้น ถ้าธาตุทั้ง ๓ นี้ ยังมี อยู่ แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเกิดในภพใหม่ ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็พึง มีต่อไป, หมวดที่สิบสอง จบ
น.905 บทสรุป ว่าด้วย คุณค่าพิเศษ ของปฏิจจสมุปบาท ๓๙๕
น.907 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมฺสฺมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสฺปฺปาทา อิทํ อุปฺปฺชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...) ๗๙๗
น.908 ลำดับเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทสรุป ว่าด้วย คุณค่าพิเศษของปฏิจจสมุปบาท (มี ๕ เรื่อง) มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - - ที่สุด แห่งปฏิจจสมุปบาทคือที่สุดแห่งภพ - - ธรรมไหลไปสู่ธรรมโดยไม่ต้องมีใครเจตนา - - แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท - - เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่องที่ พุทธบริษัทควรทำสังคีติ. ๗๕๘
Buddhadasa