น.777 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมิํ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมฺมิํ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน.สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ๖๖๓
น.778 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๑ ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิที่ขัดกับปฏิจจสมุปบาท (มี ๑๔ เรื่อง) มีเรื่อง : สัมมาทิฏฐิคือทิฏฐิที่ปราศจากอัตถิตาและนัตถิตา - - ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า "ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น ที่ก่อทุกข์" - - แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่นก็มีผัสสะเป็น จุดตั้งต้น - - พวกกรรมวาทีทุกพวกกับหลักปฏิจจสมุปบาท - - เงื่อนงำที่อาจนำไปสู่สัสสต- ทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิในอาการหนึ่ง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท - - โลกายตะ ๔ ชนิดที่ทรงปฏิเสธ - - ทิฏฐิชั้นหัวหน้า ๑๘ อย่าง ล้วนแต่ปรารภธรรมที่เป็นฐานะ ๖ อย่าง - - ทิฏฐิ ๒๖ อย่าง ล้วนแต่ปรารภขันธ์ห้า - - อันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๒,๒๐๐ นัยล้วนแต่เป็นไปในขันธ์ห้า ล้วนแต่ปิดบังการเห็นปฏิจจสมุปบาท - - ผัสสะคือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒ - - ทิฏฐิ ๖๒ เป็น เพียงความรู้ สึกผิด ๆ ของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ผัดสะคือที่มาของทิฏฐิ ๖๒ - - ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาทก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวก ตาบอดคลำข้าง. ๖๖๔
น.779 หมวดที่ ๑๑ ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิที่ขัดกันกับปฏิจจสมุปบาท ( : มิจฉาทิฏฐิ) สัมมาทิฏฐิ คือทิฏฐิที่ปราศจาก อัตถิตาและนัตถิตา ๑ ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน ท่านพระกัจจานโคตต์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่กล่าว ๆ กันว่า สัมมาทิฏฐิ -สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนกัจจานะ ! สัตว์โลกนี้ อาศัยแล้วซึ่ง ส่วนสุดทั้งสอง โดยมาก คือ ส่วนสุดว่า อัตถิตา (ความมี) และส่วนสุดว่า นัตถิตา (ความไม่มี). ๑. สูตรที่ ๕ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๑/๔๓, ตรัสแก่ภิกษุกัจจานโคตต์ ที่เชตวัน. ๖๖๕
น.780 กัจจานะ ! ส่วนสุดว่า นัตถิตา ย่อมไม่มี แก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญา อันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่ง ธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดขึ้น แห่งโลก. ดูก่อนกัจจานะ ! ส่วนสุดว่า อัตถิตา ย่อมไม่มี แก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญา อันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่ง ธรรมคือความดับไม่เหลือ แห่งโลก. ดูก่อนกัจจานะ ! สัตว์โลก นี้โดยมาก ถูกผูกพันแล้วด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยทิฏฐิ (อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ). แต่ อริยสาวก นี้ ไม่เข้าถึง ไม่ถือเอา ไม่ถึงทับ ซึ่งตัณหาและอุปาทาน อันเป็นเครื่องถึงทับแห่งใจ อันเป็นอนุสัยแห่งทิฏฐิ ว่า "อัตตาของเรา" ดังนี้ ; ย่อม ไม่สงสัย ย่อม ไม่ลังเล ในข้อที่ว่า "เมื่อจะเกิด ทุกข์ เท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อจะดับ ทุกข์เท่านั้น ย่อมดับ" ดังนี้. ญาณในข้อนี้ ย่อมมี แก่อริยสาวกนั้น โดย ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น. ดูก่อนกัจจานะ ! สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล. ดูก่อนกัจจานะ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวง มีอยู่" ดังนี้ นี้ เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง (ไม่ใช่ทางสายกลาง) ; คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่" ดังนี้ นี้ เป็นส่วนสุดที่สอง (ไม่ใช่ทางสายกลาง). ดูก่อนกัจจานะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
น.781 เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้" , ดังนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า "ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น ที่ก่อทุกข์" ๑ ครั้นอเจลกัสสปะ ได้รับพุทธานุญาตให้ทูลถามปัญหาได้ จากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ทูล ถามปัญหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ เองหรือ พระเจ้าข้า ?" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า "อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !" ดังนี้. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า ?" อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และ บุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?" ---------------------------- ๑. สูตรที่ ๗ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๓/๔๙, ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่เวฬุวัน.
น.782 อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิด ขึ้นได้หรือ พระเจ้าข้า?" อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ! "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า?" ดูก่อนกัสสปะ! มิใช่ความทุกข์ไม่มี ที่แท้ ความทุกข์มีอยู่. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็น ความทุกข์ กระมัง?" ดูก่อนกัสสปะ ! เราจะไม่รู้ ไม่เห็นความทุกข์ ก็หามิได้. เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งความทุกข์ "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! พระองค์, เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระ- โคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ พระเจ้าข้า ?' ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ!’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ! ความทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ!' ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และบุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ พระ เจ้าข้า?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ!' ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้น ได้หรือ พระเจ้าข้า?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลยกัสสปะ!' ดังนี้; เมื่อ
น.783 ข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า 'ดูก่อนกัสสปะ! มิใช่ความทุกข์ไม่มี; ที่แท้ ความทุกข์มีอยู่' ดังนี้; ครั้น ข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นความทุกข์ กระมัง?' ดังนี้, ก็ยังทรงตอบว่า 'ดูก่อนกัสสปะ! เราจะไม่รู้ ไม่เห็น ความทุกข์ ก็หามิได้; เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งความทุกข์' ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์; และจงทรง แสดง ซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด". ดูก่อนกัสสปะ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า "ผู้นั้นกระทำ ผู้นั้นเสวย (ผล)" ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า "ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเอง" ดังนี้ : นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ (ทิฏฐิที่ถือว่าเที่ยง). ดูก่อนกัสสปะ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า "ผู้อื่นกระทำผู้อื่น เสวย (ผล)" ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า "ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ บุคคลอื่นกระทำให้" ดังนี้ : นั้นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิ ที่ถือว่า ขาดสูญ). ดูก่อนกัสสปะ! ตถาคตย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุด ทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบ ถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-
น.784 โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้" ดังนี้. อเจลกัสสปะนั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบทกะพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ได้เป็น พระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย, ดังนี้ แล. แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่น ก็มีผัสสะเป็นจุดตั้งต้น ๑ ดูก่อนอานนท์! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้ กรุงราชคฤห์ นี่เอง. ครั้งนั้น เวลาเช้า เราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตใน กรุงราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่า ยังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉน เราเข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด. ดูก่อนอานนท์! เราได้เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น กระทำสัมโมทนียกถาแก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ดูก่อนอานนท์! ปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ได้กล่าวแก่เราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า "ท่านโคตมะ! มีสมณ- พราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วย ตนเอง; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นกระทำให้; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม ๑. สูตรที่ ๔ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๗๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน.
น.785 บัญญัติความทุกข์ว่า เป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย; มีสมณพราหมณ์ อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ ก็เกิดขึ้นได้. ในเรื่องนี้ ท่านโคตมะของพวกเรา จะพูดว่าอย่างไร จะกล่าวว่าอย่างไร; และพวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็น การกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม จะไม่พลอยเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย?" ดังนี้. ดูก่อนอานนท์! เราเมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว ได้ตอบแก่ปริพพาชกเหล่านั้นว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ทุกข์นั้นเรากล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่าง หนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม). ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเล่า? ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือผัสสะ. ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว, ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคน ที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย. ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ทั้งสี่พวก นั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำ เอาด้วยตนเอง; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึง เกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ผู้อื่นทำให้; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึง เกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวก ใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม; แม้ความ ทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง.
น.786 ท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่ พวกนั้ :สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง;สมณพราหมณ์พวกนั้นหนาเว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความ ทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้ . ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าว สอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์ พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั้นไม่ใช่ ฐานะที่จักมีได้ . ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วยก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้น หนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่ จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จัก มีได้" , ดังนี้. พวกกัมมวาทีทุกพวก กับหลักปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนอานนท์ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้ กรุงราชคฤห์ นี่เอง. ครั้งนั้น เวลาเช้า เราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่ายังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉน เราเข้า ไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด. ๑. สูตรที่๔ทสพลวรรคนิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๔๑/๗๖,ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน. ข้อความ ตอนต้นแห่งเรื่องนี้ เหมือนกับข้อความในหัวข้อที่แล้วมา คือหัวข้อว่า “ แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่น ก็มีผัสสะเป็นจุดตั้งต้น" ทุกตัวอักษร ;แต่จำเป็นต้องยกมาใส่ ไว้ในที่นี้อีก ก็เพื่อสะดวกแก่การศึกษา ในประเด็นแห่งหัวข้อนี้ซึ่งมุ่งจะเปรียบเทียบลัทธิกรรมนอกพระพุทธศาสนากับหลักปฏิจจสมุปบาทแห่ง พระพุทธศาสนา.
น.787 ดูก่อนอานนท์ ! เราได้เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น กระทำสัมโมทนียกถาแก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ดูก่อนอานนท์ ! ปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ได้กล่าวแก่เราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า "ท่านโคตมะ ! มีสมณ- พราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วย ตนเอง ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ว่า เป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติ ความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอา ด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; มีสมณพราหมณ์อีก บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิด ขึ้นได้. ในเรื่องนี้ท่านโคตมะของพวกเราจะพูดว่าอย่างไร จะกล่าวว่าอย่างไร ; และ พวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็นการ กล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม จะไม่พลอยเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย !" ดังนี้. ดูก่อนอานนท์ ! เราเมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว ได้ตอบแก่ปริพพาชกเหล่านั้นว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ทุกข์นั้นเรากล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม).ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเล่า?ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือผัสสะ .ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว, ไม่เป็น การกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง, และสหธรรมิกบางคนที่ กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย. ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่ พวกนั้น:สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้นก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะ เป็น
น.788 ปัจจัยจึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่า เป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็น สิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรม พวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; แม้ความทุกข์ ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยัง ต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง. ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่ พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความ ทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอน เรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์ พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือ ใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึก ต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้". "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ! คือข้อที่ ในกาลใด อรรถะทั้งปวง จักเป็นอรรถะที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว (ว่าผัสสะ) และ
น.789 อรรถะนั้น จะพึงเป็นอรรถะที่ เมื่อกล่าวโดยพิสดารแล้ว จะพึงเป็นของลึกซึ้งด้วย มีลักษณะ ดูลึกซึ้งด้วยไหม พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น คำตอบในกรณีนี้ จงแจ่มแจ้งกะเธอเองเถิด. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่ ท่านอานนท์ ! ชรามรณะ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไร เป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูก ถามอย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า 'ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชรามรณะ มีชาติเป็นเหตุให้ เกิด มีชาติเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีชาติเป็นเครื่องกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด' ดังนี้. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้". "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์ (ต่อไป) อย่างนี้ว่า 'ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ก็ชาติเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไร เป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?' ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถาม อย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด มีภพ เป็นเครื่องก่อให้เกิด มี ภพเป็นเครื่องกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด' ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้". ...ฯลฯ... ภพมีอุปาทาน เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... อุปาทานมีตัณหา เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ตัณหามีเวทนา เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ.... ...ฯลฯ... เวทนามีผัสสะ เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ... "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ ว่า ‘ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ก็ผัสสะเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ?
น.790 มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูก ถามอย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสหายตนะเป็นเหตุ ให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องกำเนิด มีสฬายตนะเป็น แดนเกิด. ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสา- ยตนะทั้งหก ๑ นั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่ง ภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกอง ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูก ถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้" , ดังนี้. เงื่อนงำที่อาจนำไปสู่สัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ ในอาการหนึ่ง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะ มีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ ...ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ๑. ความหมายเล็งถึง ความจางคลายแห่งอุปาทาน ที่มีต่ออัสสาทะ ในผัสสายตนะ. ๒. สูตรที่ ๕ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๒/๑๒๘, ตรัสตอบแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ในหมู่ ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.791 ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิด ขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอย่างนี้แล้ว, ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรหนอ? และชรามรณะนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า "นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อน ภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า ‘ชรามรณะ เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้ เป็นของใคร่ ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า ‘ชรามรณะเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้าม จากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชรามรณะนี้ เป็นของผู้อื่น ๑ ( : ตรงกันข้ามจากที่ กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)’ ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมาย เพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่ กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น' ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การ อยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า ‘ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น' ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ๒ ดูก่อนภิกษุ ! ๑. คำว่า “อื่น” ในที่นี้ หมายความว่าตรงกันข้ามจากความเป็นตัวมันเอง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า มิใช่ ชรามรณะนั่นเอง จึงเกิดเป็นของคู่ขึ้นมา ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ และสิ่งอื่นเป็นอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนี้. พุทธศาสนา ไม่ยอมกล่าวว่า "อย่างนี้" หรือ "อย่างอื่น" ทั้งสองอย่าง แต่จะกล่าวโดยสายกลางว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งถัดมาจึงมี เป็นลำดับ ๆ ไป ไม่มีลักษณะเป็นตัวมันเอง หรือไม่เป็นตัวมันเองเสียเลย. - ผู้รวบรวม. ๒. “การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มี" นี้หมายความว่า การประพฤติกระทำของชนเหล่านั้น แม้มีอยู่ ก็ไม่ เรียกว่า การประพฤติพรหมจรรย์, เพราะว่า การกระทำของเขานั้น มิได้เป็นไป เพื่อดับทุกข์ นั่นเอง.
น.792 ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อม แสดงดังนี้ว่า ‘เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ' ดังนี้" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ชาติเป็นอย่างไรหนอ ? และชาตินี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" . นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ 1 บุคคลใดจะพึงกล่าว เช่นนี้ว่า "ชาติเป็นอย่างไร และชาตินี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะ พึงกล่าวเช่นนี้ว่า "ชาติเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชาตินี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ภพเป็นอย่างไรหนอ ? และภพนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "ภพ เป็นอย่างไร และภพนี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคลใด
น.793 จะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "ภพ เป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัย แรก) และภพนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อุปาทาน เป็นอย่างไรหนอ ? และอุปาทานนี้ เป็น ของใคร ? พระเจ้าข้า !’ นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "อุปาทาน เป็นอย่างไร และอุปาทานนี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "อุปาทานเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร , ตามนัยแรก) และอุปาทานนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร , ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อ การยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็
น.794 อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อน ภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ตัณหาเป็นอย่างไรหนอ ? และตัณหานี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "ตัณหาเป็นอย่างไรและตัณหานี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี; หรือว่าบุคคลใด จะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "ตัณหาเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตาม นัยแรก) และตัณหานี้เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่า เป็นของใคร, ตามนัย แรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่น ถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวทนา เป็นอย่างไรหนอ ? และเวทนานี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !’
น.795 นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ 1 บุคคลใดจะพึงกล่าว เช่นนี้ว่า “เวทนา เป็นอย่างไร และเวทนานี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคลใด จะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “เวทนา เป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตาม นัยแรก) และเวทนานี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า " ชีวะ ก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ผัสสะเป็นอย่างไรหนอ ? และผัสสะนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !’ นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า " ผัสสะ เป็นอย่างไร และผัสสะนี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคล ใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "ผัสสะ เป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และผัสสะนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตาม นัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการ ยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น:
น.796 มื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็ อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไ ม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรหนอ ? และสฬายตนะนี้เป็น ของใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "สฬายตนะ เป็นอย่างไร และฬหายตนะนี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "สฬายตนะเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่า เป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และสฬายตนะนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าว ว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียง ที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะ ก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ" ดังนี้.
น.797 ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นามรูปเป็นอย่างไรหนอ ? และนามรูปนี้เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าว เช่นนี้ว่า “นามรูป เป็นอย่างไร และนามรูปนี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคล ใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "นามรูปเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตาม นัยแรก) และนามรูปนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัย แรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่น ถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การ อยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโ ดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิญญาณ เป็นอย่างไรหนอ ? และวิญญาณนี้ เป็นของ ใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "วิญญาณ เป็นอย่างไร และวิญญาณนี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี; หรือว่า บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "วิญญาณเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร , ตามนัยแรก) และวิญญาณนี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตาม
น.798 นัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มี อรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่น ถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ1 เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า " ชีวะก็ อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อน ภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดง ดังนี้ว่า "เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรหนอ ? และสังขาร ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !" นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ1 บุคคลใดจะพึง กล่าวเช่นนี้ว่า "สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไร และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า "สังขารทั้งหลายเป็นอย่างอื่น ( : ตรง กันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคล ทั้งสองนั้น มีอ รรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่ เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ !
น.799 ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้. ... (ปฏิปักขนัย) ... ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั้นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้วว่า "ชรามรณะ เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชรามรณะเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี; หรือว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีราก เง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมี ไม่ได้แล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เ พราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั้นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "ชาติ เป็นอย่างไร และชาตินี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี; หรือว่า "ชาติเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชาตินี้ เป็น ของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีรากเง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมี ไม่ได้แล้ว ทำให้เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป.
น.800 พราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า " ภพ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เ ขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. (คำที่ละเปยยาลนี้ พึงเทียบดูกับข้อที่แล้วมา) ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้วว่า "อุปาทาน เป็นอย่างไร ...ฯล ... ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า " ตัณหา เป็นอย่างไร ...ฯลฯ... ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "เวทนา เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "ผัสสะ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป.
น.801 ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "สฬายตนะ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า “นามรูป เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "วิญญาณ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลายบรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว ดิ้นรนไปผิดแล้ว ว่า "สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไร และสังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี; หรือว่า "สังขารทั้งหลายเป็นอย่างอื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร , ตามนัยแรก) และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของผู้อื่น ( : ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของ ใคร, ตามนัยแรก) " ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น ละได้แล้ว มีรากเง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่า แล้ว ถึงซึ่งความมี ไม่ได้แล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป, ดังนี้ แล.
น.802 หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรถัดไปอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ แห่งกฬาร- ขัตติยวรรคนิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๕/๑๓๗) มีเนื้อความตรงเป็นอันเดียวกันทุกตัว อักษร ผิดกันแต่ว่า ในสูตรหลังนี้ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยพระองค์เอง ไม่มีภิกษุรูปใด ทูลถาม เหมือนในสูตรข้างบนนี้. โลกายตะ ๔ ชนิด ที่ทรงปฏิเสธ ๑ โลกายติกพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า " ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ ?" พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไป ด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีอยู่" ดังนี้ : นี้ เป็น ลัทธิโลกายตะ ชั้นสุดยอด". "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่" ดังนี้ : นี้ เป็น ลัทธิโลกายตะ อย่างที่สอง. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพ เป็นอย่างเดียวกัน" ดังนี้ : นี้ เป็น ลัทธิโลกายตะ อย่างที่สาม. ๑. สูตรที่ ๘ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๒/๑๗๖, ตรัสแก่โลกายติกพราหมณ์ ที่เชตวัน.
น.803 "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกันหรือ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพ ต่างกัน' ดังนี้ : นี้ เป็น ลัทธิโลกายตะ อย่างที่สี่. ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุด ทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ...ฯลฯ ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้", ดังนี้. พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นผู้รับนับถือพระพุทธ- ศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ และ
น.804 ทิฏฐิชั่นหัวหน้า ๑๘ อย่าง ล้วนแต่ปรารภธรรมที่เป็นฐานะ ๖ อย่าง [ทิฏฐิที่ ๑ : เอสิกัฏฐายิฏฐิตสัสสตทิฏฐิ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ ไหล สตรีมีครรภ์ ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้ง อยู่อย่างมั่นคง ดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ1 ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุ ทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ ; เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคง ดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ ตรัสอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น). ๑. สูตรที่ ๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔๘/๔๑๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.805 ทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง : ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !" ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่างๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้! ("ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” ) (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและพวกภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุก ตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้เป็นของเที่ยง หรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !” ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็น สุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" ) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ไหมว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และ พระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของ เสาระเนียด" ดังนี้ ? ("ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กงฺขา) ในฐานะ ทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว ; ในกาลนั้น ก็เป็น อันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ แม้ในความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ แม้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว. ๑. ฐานะ ๖ ประการ คือ ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้วเป็นต้น; ดังที่กล่าวแล้วข้างบน.
น.806 ตูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็น อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้. [ทิฏฐิที่ ๒ : อัตตา-อัตตนิยานุทิฏฐิ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "นั่นของเรา ; นั้นเป็นเรา ; นั่นเป็น ตัวตนของเรา ;" ดังนี้ ....ฯลฯ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้า พระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อ ความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ทิฏฐิที่ ๓ : สัสสตทิฏฐิ (ทั่วไป) ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "อัตตา (ตน) ก็อันนั้น ; โลกก็อันนั้น ; เรานั้น ละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้ : ...ฯลฯ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ๑. สูตรที่ ๒ โสตาบัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๐/๔๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๓ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๑/๔๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.807 ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อ ความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.); [ทิฏฐิที่ ๔ : อุจเฉททิฏฐิ (ทั่วไป)] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "เราไม่พึงมีด้วย ; ของเราไม่พึงมีด้วย ; เราจักไม่มี ของเราจักไม่มี" ดังนี้! ...ฯลฯ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อ ความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.); [ทิฏฐิที่ ๕ : นัตถิกทิฏฐิ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มี ยัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่ง กรรมอันบุคคลกระทำดีแล้วกระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและพราหมณ์ ผู้ไป แล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ และโลกอื่น ด้วยปัญญา ๑. สูตรที่ ๔ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๒/๔๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๕ โสตาบัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.808 อันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้ เป็นแต่การประชุมของมหาภูตทั้ง ๔ ; เมื่อใดทำกาละ, เมื่อนั้น ดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน, น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ, ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ, ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม, อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมหาย ไปในอากาศ ; บุรุษทั้งหลายมีเตียงวางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขาผู้ตายแล้วไป ; ร่องรอยทั้งหลายปรากฏอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสีเพียงดัง สีแห่งนกพิลาป ; การบูชาเซ่นสรวงมีขี้เถ้าเป็นที่สุด ; สิ่งที่เรียกว่าทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคนเขลา ; คำของพวกที่กล่าวว่าอะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำ เปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่การตาย" ดังนี้! ...ฯลฯ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอด ข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น) ; [ทิฏฐิที่ ๖ : อกิริยทิฏฐิ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า " เมื่อกระทำเองหรือยังบุคคลอื่นให้ กระทำก็ดี, เมื่อตัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ตัดก็ดี, เมื่อกำจัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ กำจัดก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้เศร้าโศกเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้เศร้าโศกก็ดี, ๑. สูตรที่ ๖ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๖/๔๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.809 เมื่อทำสัตว์ให้ลำบากเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ลำบากก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้ ดิ้นรนเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ดิ้นรนก็ดี, เมื่อยังสัตว์มีปราณให้ตกล่วงไป ก็ดี, เมื่อถือเอาสิ่งของที่บุคคลไม่ได้ให้แล้วก็ดี, เมื่อตัดซึ่งที่ต่อ (ตัดช่องย่องเบา) ก็ดี, เมื่อปล้นทั้งหมู่บ้านก็ดี, เมื่อปล้นเฉพาะเรือนก็ดี, เมื่อชุ่มปล้นอยู่ตาม หนทางก็ดี, เมื่อล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นก็ดี, เมื่อกล่าวเท็จก็ดี ; บาปย่อมไม่เป็น อันกระทำสำหรับผู้กระทำ. แม้ว่าผู้ใดจะกระทำซึ่งสัตว์ทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ด้วยจักรอันคมดังมีดโกน ให้กลายเป็นลานเนื้อลานหนึ่งก็ดี, บาปเพราะการ กระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งขวา แห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเองอยู่ ใช้ผู้อื่นฆ่าอยู่, ตัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นตัดอยู่, กำจัดเอง อยู่ ใช้ผู้อื่นกำจัดอยู่ ; บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี; การมาแห่ง บาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้ทานเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้ให้ทานอยู่ก็ดี, บูชาเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้บูชาอยู่ก็ดี; บุญ เพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญ ย่อมไม่มี. เพราะการ ให้ทานก็ตาม เพราะการฝึกจิตก็ตาม เพราะการสำรวมก็ตาม เพราะการกล่าว คำสัจก็ตาม บุญย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญ ย่อมไม่มี" ดังนี้ ...ฯลฯ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ... ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อ ความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น) ; [ทิฏฐิที่ ๗ : อเหตุกทิฏฐิ ® ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความเศร้า ๑. สูตรที่ ๗ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๗/๔๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.810 (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิ ที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้ เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๙ : สัสสตโลกทิฏฐิ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิ ที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้ เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๐ : อสัสสตโลกทิฏฐิ ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกไม่เที่ยง" ดังนี้ ? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ๑. สูตรที่ ๙ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนธ. สํ. ๑๗/๒๖๑/๔๓๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๐ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.811 ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๑ : อันตวันตโลกทิฏฐิ ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกมีที่สุด" ดังนี้? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิ ที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น ผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๒ : อนันตวันตโลกทิฏฐิ ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า " โลกไม่มีที่สุด" ดังนี้ ? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิ ที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็น ผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; ๑. สูตรที่ ๑๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๒ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.812 ตังชีวตังสรีรทิฏฐิ ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่อะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๔ : อัญญังชีวอัญญังสรีรทิฏฐิ ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๕ : โหติตถาคโตทิฏฐิ ] ๓ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปัก ใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก" ดังนี้? ... ฯลฯ ... ๑. สูตรที่ ๑๓ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๕/๔๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๔ โสดาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. สูตรที่ ๑๕ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.813 (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนถึงข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๖ : นโหติตถาคโตทิฏฐิ ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มี อีก" ดังนี้? ... ฯลฯ ... (ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนถึงข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๗ : โหติจนจโหติทิฏฐิ ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก ก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี" ดังนี้? ... ฯลฯ ... ๑. สูตรที ๑๖ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๑, ตรัสแก่ภิกษุทงหลาย ที่เชตวน. ๒. สูตรที่ ๑๗ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๕/๔๔๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.814 ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า "ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์" ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... "เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้." เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น.) ; [ ทิฏฐิที่ ๑๘ : เนวโหตินนโหติทิฏฐิ ] @ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้นจงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั้นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะ ปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หา มิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้า ๑. สูตรที่ ๑๘ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.815 เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ตถาคตภายหลังแต่ ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") (แม้ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและพวกภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้เป็นของเที่ยง หรือไม่เที่ยง ? ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า!") ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็น สุขเล่า ? ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า!") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ไหมว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และ พระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของ เสาระเนียด" ดังนี้ ? ("ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า!") ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กงฺขา) ในฐานะ ทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ ๑ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว ; ในกาลนั้น ก็เป็น อันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ แม้ในความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ แม้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็น อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล. ทิฏฐิทั้ง ๑๘ ประการนี้ เกิดขึ้นเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา ที่เกี่ยวข้องกัน อยู่กับฐานะทั้ง ๖ ; กล่าวคืออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ และสิ่งที่รู้สึกทางอายตนะทั้งหลาย ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า ถ้ายังมีทิฏฐิเหล่านี้อยู่เพียงใด ก็ไม่อาจจะรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท อยู่เพียงนั้น.- ผู้รวบรวม. ๑. ฐานะ ๖ ประการคือ ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้ว เป็นต้น ; ดังที่กล่าวแล้วข้างบน.
น.816 ทิฏฐิ ๒๖ อย่าง ล้วนแต่ปรารภขันธ์ห้า [ทิฏฐิที่ ๑ : เอสิกัฏฐายิฏฐิตทิฏฐิ] ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะ ปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมี ครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของ ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้ ! ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมี ครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่ อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ! ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !" ) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า ! ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "ลมก็ ๑. สูตรที่ ๑ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๖๖/๔๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
น.817 พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้ : ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !° ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้และ เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะเข้าไป ยึดถือซึ่งทุกข์ เพราะปักใจเข้าไปสู่ทุกข์ ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ลมก็ไม่พัด แม่น้ำ ก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส การตรัสถาม และการทูลตอบ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่คำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ ...ไปจน จบข้อความด้วยคำว่า... แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ดังนี้." ซึ่ง ตรัสเป็นคำสุดท้ายในกรณีแห่งรูป ; เป็นข้อความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น. ในทิฏฐิที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไปจนถึงทิฏฐิที่ ๒๖ มีข้อความนำเรื่องเหมือนกับตอนต้นของทิฏฐิที่ ๑ ทุกตัวอักษร คือตั้งแต่คำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร ...จน ไปถึงคำว่า... พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อ ความดังต่อไปนี้ : - "; ในทิฏฐิต่อ ๆ ไป ข้อความเหล่านี้จะไม่เขียนไว้ จะเริ่มที่ตัวทิฏฐิเลยทีเดียว. และข้อความตอนสรุปท้ายของเรื่องทิฏฐิหนึ่ง ๆ ตั้งแต่คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอ ทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? ... ไปจนจบเรื่องทิฏฐินั้นๆ ก็มีข้อความเหมือนกันทุกทิฏฐิทุก ตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิเท่านั้น ; ดังนั้น ข้อความตอนสรุปท้ายเช่นนี้ ในทิฏฐิต่อ ๆ ไป จะไม่เขียนไว้ เป็นอันว่ารู้กันได้เอง. สำหรับทิฏฐิที่ ๒๖ ได้นำมาใส่ไว้เต็ม ดังที่กล่าวไว้ในทิฏฐิที่หนึ่ง. อนึ่ง ผู้ศึกษาต้องไม่ลืมสังเกตว่า ทิฏฐิทั้ง ๒๖ นี้ แม้แต่ละทิฏฐิ ล้วนเป็นไปในปัญจุปาทาน- ขันธ์แต่ละขันธ์ด้วยกันทั้งนั้น.)
น.818 อัตตา-อัตตนิยานุทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า " นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา ; นั่นเป็น ตัวตนของเรา" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๓ : สัสสตทิฏฐิ (ทั่วไป)] ๒ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "อัตตา (ตน) ก็อันนั้น ; โลกก็อันนั้น ; เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๔ : อุจเฉททิฏฐิ (ทั่วไป)] ๓ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๔) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "เราไม่พึงมีด้วย; ของเราไม่พึงมี ด้วย ; เราจักไม่มี ของเราจักไม่มี" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๕ : นัตถิกทิฏฐิ] ๔ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๕) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มี ๑. สูตรที่ ๒ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๐/๔๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๓ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๑/๔๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. สูตรที่ ๔ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๕๒/๔๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๔. สูตรที่ ๕ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.819 ธัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่ง กรรมอันบุคคลกระทำดีแล้ว กระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มี มารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและพราหมณ์ ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้เป็นแต่การประชุมของมหาภูตทั้ง ๔ ; เมื่อใดทำกาละ, เมื่อนั้นดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน, น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ, ไฟซ่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ, ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม, อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อม หายไปในอากาศ ; บุรุษทั้งหลายมีเตียงวางศพเป็นที่ครบ ๕ จะพาเขาผู้ตาย แล้วไป; ร่องรอยทั้งหลายปรากฏอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสีเพียงดังสีแห่งนกพิลาป ; การบูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด; สิ่งที่เรียกว่า ทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคนเขลา ; คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ ; ทั้งคนพาลและ บัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่ ตายแล้ว." ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๖ : อกิริยทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า " เมื่อกระทำเองหรือยังบุคคลอื่นให้ กระทำก็ดี, เมื่อตัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ตัดก็ดี, เมื่อกำจัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ กำจัดก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้เศร้าหมองเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้เศร้าหมองเอง ก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้ลำบากเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ลำบากก็ดี, เมื่อทำสัตว์ ๑. สูตรที่ ๖ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนธ. สํ. ๑๗/๒๕๖/๔๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.820 ให้ดิ้นรนเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ดิ้นรนก็ดี, เมื่อยังสัตว์มีปราณให้ตกล่วง ไปก็ดี, เมื่อถือเอาสิ่งของที่บุคคลไม่ได้ให้แล้วก็ดี, เมื่อตัดซึ่งที่ต่อ (ตัดช่องย่อง เขา) ก็ดี, เมื่อปล้นทั้งหมู่บ้านก็ดี, เมื่อปล้นเฉพาะเรือนก็ดี, เมื่อซุ่มปล้นอยู่ตาม หนทางก็ดี, เมื่อล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นก็ดี, เมื่อกล่าวเท็จก็ดี; บาปย่อมไม่ เป็นอันกระทำสำหรับผู้กระทำ. แม้ว่าผู้ใดจะกระทำซึ่งสัตว์ทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ด้วยจักรอันคมดังมีดโกน ให้กลายเป็นลานเนื้อลานหนึ่งก็ดี, บาปเพราะการกระทำ อย่างนั้น ย่อมไม่มี; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งขวา แห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเองอยู่ ใช้ผู้อื่นฆ่าอยู่, ตัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นตัดอยู่, กำจัด เองอยู่ ใช้ผู้อื่นกำจัดอยู่ : บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี; การมา แห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้ทานเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้ให้ทานอยู่ก็ดี, บูชาเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้บูชาอยู่ก็ดี; บุญ เพราะการกระทำอย่างนั้นย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญย่อมไม่มี. เพราะการให้ทาน ก็ตาม เพราะการฝึกจิตก็ตาม เพราะการสำรวมก็ตาม เพราะการกล่าวคำสัตย์ก็ตาม บุญย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญย่อมไม่มี" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๗ : อเหตุกทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เมื่อรูปนั้นและมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความ เศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็เศร้าหมอง. เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มี ปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็บริสุทธิ์. กำลังไม่มี, ความเพียรไม่มี, เรี่ยวแรงแห่ง ๑. สูตรที่ ๗ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๗/๔๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
น.821 บุรุษไม่มี, ความบากบั่นของบุรุษไม่มี. สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร; ย่อมแปรปรวนไปตาม สภาวะ นิยติ และสังคติ; ย่อมเสวยซึ่งสุขและทุกข์ ในอภิชาติทั้งหลาย ๖ ประการ นั่นเอง" ดังนี้. .... [ทิฏฐิที่ ๘ : สัตตกายทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๘) เมื่อรูปนั้นและมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "กาย (หมู่แห่งธรรมชาติ) ทั้งหลาย ๗ หมู่เหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิต ไม่มีระเบียบ อันใครนฤมิต ไม่คลอดผลใด ๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ ของเสาระเนียด. กายทั้งหลายเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบ กระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. กายทั้งหลาย ๗ หมู่ เป็นอย่างไรเล่า ? กาย ๗ หมู่ คือ ปฐวีกาย อาโปกาย เตโชกาย วาโยกาย สุข (กาย) ทุกข (กาย) ชีว (กาย). กาย ๗ หมู่เหล่านี้ เป็นกายที่ไม่มีใครทำ ไม่มี ใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิต ไม่มีระเบียบอันใครนฤมิต ไม่คลอดผลใด ๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด. กายทั้งหลาย เหล่านั้นไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำ ซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. แม้ผู้ใดจะตัดศีรษะใครด้วยศาสตราอันคม ก็ไม่ ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร : เป็นแต่เพียงศาสตราผ่านไปตามช่องในระหว่างแห่งกาย ทั้งหลาย๗หมู่เหล่านั้นเท่านั้น. ก็โยนีประมุขทั้งหลายเหล่านี้แลมีอยู่๑,๔๐๐,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖๐๐ ; กรรม ๕๐๐ ; กรรม ๕ ; กรรม ๓; กรรมเต็ม ๑. สูตรที่ ๘ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๙/๔๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.822 กรรมด้วย ; กรรมกึ่งกรรมด้วย ; ปฏิปทา ๖๒; อันตรกัปป์ ๖๒ ; อภิชาติ ๖ ; ปุริสภูมิ ๘ ; อาชีวก ๔,๙๐๐ ; ปริพพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ ; อินทรีย์ ๒,๐๐๐ ; นรก ๓,๐๐๐ ; รโชธาตุ ๓๖ ; สัญญีครรภ์ ๗; อสัญญีครรภ์ ; นิครนถครรภ์ ๗ ; เทพ ๗; มนุษย์ ๗; ปีศาจ ๗; สระ ๗ ; ปวุฎะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; ปปาตะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; สุปินะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; มหากัปป์ ๘,๔๐๐,๐๐๐ ; เหล่านี้ เป็นสังสารวัฏซึ่งทั้งคนพาลและบัณฑิตแล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ; ในสังสารวัฏนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ ที่ใครจะหวังได้ว่า กรรมที่ยังไม่แก่รอบ เราจักกระทำให้แก่รอบ, หรือว่าจักเสวย ผลแห่งกรรมที่แก่รอบแล้ว กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้, ด้วยข้อปฏิบัตินี้คือ ด้วยศีล หรือด้วยวัตร ด้วยตบะ ด้วยพรหมจรรย์ ; สุขและทุกข์ที่หมดไปสิ้นไป ราวกะว่า ตวงของด้วยทะนาน จึงไม่มี. ในสังสารวัฏฏ์นั้น ไม่มีอะไรที่ชื่อว่าความเสื่อม หรือความเจริญ, ความดีขึ้นหรือความเลวลง, เปรียบเหมือนกลุ่มด้ายอันบุคคล ชัดให้กลิ้งไป ย่อมคลี่ออก ๆ จนหมดกลุ่ม แล้วก็หยุดเอง, ฉันใด ; ทั้งคนพาส และบัณฑิต แล่นไปในสงสาร ย่อมมีสุขและทุกข์อันคลี่คลาย จนหมดไปเอง, ฉันนั้น" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๙ : สัสสตโลกทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๙) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะบักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้. ... ๑. สูตรที่ ๙ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๑/๔๓๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.823 อสัสสตโลกทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๐) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือ ซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกไม่เที่ยง " ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๑ : อันตวันตโลกทิฏฐิ] ๒ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๑) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือ ซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกมีที่สุด" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๒ : อนันตวันตโลกทิฏฐิ] ๓ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๒) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "โลกไม่มีที่สุด" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๓ : ตังชีวตังสรีรทิฏฐิ] ๔ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๓) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้. ... ๑. สูตรที่ ๑๐ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๑ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. สูตรที่ ๑๒ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๔. สูตรที่ ๑๓ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.824 อัญญังชีวอัญญังสรีรทิฏฐิ] ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๔) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๕ : โหติตถาคโตทิฏฐิ] ๒ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๕) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือ ซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๖ : นโหดิตถาคโตทิฏฐิ] ๓ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๖) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะบักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อม ไม่มีอีก" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๗ : โหติจนจโหติทิฏฐิ] ๔ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๗) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมี อีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี" ดังนี้. ... ๑. สูตรที่ ๑๔ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๕ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. สูตรที่ ๑๖ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๔. สูตรที่ ๑๗ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.825 เนวโหตินนโหติทิฏฐิ) ๑ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๘) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมี อีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๑๙ : รูปีอัตตาทิฏฐิ] ๒ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๙) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูป” (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ (อโรโค) ๔ หลังจากตายแล้ว " ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๒๐ : อรูปีอัตตาทิฏฐิ] ๕ ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๐) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า " (ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป” (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. .. . ๑. สูตรที่ ๑๘ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๑๙ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๖๘/๔๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. อัตตามีรูป คืออัตตาที่มีรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ. ๔. อโรโค หรือหาโรคมิได้ หมายถึงความที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรกระทบกระทั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้. ๕. สูตรที่ ๒๐ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๖. อัตตาไม่มีรูป คืออัตตาที่มีอรูปสมาบัติ เป็นนิทานสัมภวะ.
น.826 รูปีจอรูปีจอัตตาทิฏฐิ] ๑ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๑) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือ ซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "อัตตามีรูปก็ได้ ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๒๒ : เนวรูปีนารูปีอัตตาทิฏฐิ] ๒ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๒) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะบักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๒๓ : เอกันตสุขีอัตตาทิฏฐิ] ๓ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๓) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๒๔ : เอกันตทุกขีอัตตาทิฏฐิ] ๔ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๔) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีทุกข์โดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ... ๑. สูตรที่ ๒๑ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๒๒ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๓. สูตรที่ ๒๓ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๔. สูตรที่ ๒๔ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.827 [ทิฏฐิที่ ๒๕ : สุขทุกขีอัตตาทิฏฐิ] ๑ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๕) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีทั้งสุขและทุกข์ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ... [ทิฏฐิที่ ๒๖ : อทุกขมสุขีอัตตาทิฏฐิ] ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้ ! ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้นจงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๖) เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๒๕ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. สูตรที่ ๒๖ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๖๕/๔๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.828 พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ! ("ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือ เป็นสุขเล่า : ("เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !") แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข(เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจาก ตายแล้ว" ดังนี้ ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้และ เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะเข้าไป ยึดถือซึ่งทุกข์ เพราะปักใจเข้าไปสู่ทุกข์ ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มี ทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว" ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส การตรัสถาม และการทูลตอบอย่าง เดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่คำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อรูปนั้นแลมีอยู่" ... ไปจนจบ ข้อความด้วยคำว่า ... "อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข หาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว ดังนี้." ซึ่งตรัสเป็นคำ สุดท้ายในกรณีแห่งรูป เป็นข้อความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์ เท่านั้น). หมายเหตุผู้รวบรวม : ทิฏฐิทั้ง ๒๖ ทิฏฐินี้ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เพราะไม่รู้ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท จึงเกิดทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ขึ้น โดยเห็นอุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕ พร้อมกับความทุกข์อันเนื่องด้วยขันธ์ ๕ นั้น ไปในแง่ใดแง่หนึ่ง ตามลักษณะแห่ง ทิฏฐินั้น ๆ ทั้ง ๒๖ ทิฏฐิ ครั้นเกิดทิฏฐิเหล่านี้แล้ว ก็กลับบดบังการรู้การเห็นปฏิจจสมุปบาท ยิ่งขึ้นไปอีก; ดังนั้น จึงถือว่า ทิฏฐิทั้งหลายเป็นเครื่องบีดกั้นการเห็นปฏิจจสมุปบาท ทุกทิฏฐิทีเดียว นับว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในส่วนลึก ซึ่ง บางทีก็มิได้กล่าวไว้ชัด โดยตัวอักษรตรง ๆ.
น.829 อันตคาหิกทิฏฐิ สิบ ๒,๒๐๐ นัย ล้วนแต่เป็นไปในขันธ์ห้า ล้วนแต่ขีดบังการเห็นปฏิจจสมุปบาท ๑ ปริพพาชกชื่อวัจฉโคตต์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า " ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ทิฏฐิทั้งหลายมีประการต่างๆ เป็นอเนก เหล่านี้ จึงเกิดขึ้น (๑) ว่า โลกเที่ยง ดังนี้บ้าง ; (๒) ว่า โลกไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ; (๓) ว่า โลกมีที่สุด ดังนี้บ้าง ; (๔) ว่า โลกไม่มีที่สุด ดังนี้บ้าง ; (๕) ว่า ชีวะก็ อันนั้น สรีระก็อันนั้น ดังนี้บ้าง ; (๖) ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น ดังนี้บ้าง ; (๗) ว่า ตถาคต ภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก ดังนี้บ้าง ; (๘) ว่า ตถาคตภายหลัง แต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก ดังนี้บ้าง ; (๙) ว่าตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี ดังนี้บ้าง ; (๑๐) ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้บ้าง ?" (๑) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพรา ะความไม่รู้ (อญฺญาณ) ... ฯลฯ ... (๒) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่เห็น (อทสฺสน) ... ฯลฯ ... (๓) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่ถึงพร้อมเฉพาะ (อนภิสมย) ... ฯลฯ ... (๔) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่รู้ โดยลำดับ (อนนฺโพธ) ... ฯลฯ ... ๑. วัจฉโคตตสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๑๙/๕๕๔, ตรัสแก่ปริพพาชกชื่อวัจฉโคตต์ ที่เชตวัน.
น.830 (๕) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่แทงตลอด (อปฺปฏิเวธ) ....ฯลฯ... (๖) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่กำหนดทั่วถึง (อสลุลกฺขณ) ...ฯลฯ... (๗) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่เข้าไปกำหนด (อนุปลกฺขณ) ...ฯลฯ... (๘) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่เพ่งพินิจอย่างสม่ำเสมอ (อสมเปกฺขณ) ...ฯลฯ... (๙) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่พิจารณาโดยเจาะจง (อปฺปจุจเวกฺขณ) ...ฯลฯ... (๑๐) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ ความไม่เข้าไปกำหนดโดยเฉพาะ (อปฺปจฺจุปลกฺขณ) ...ฯลฯ.... (๑๑) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะ การไม่ทำให้ประจักษ์ (อปฺปจุจกุขกมุม) (๑) ในรูป (๒) ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป (๓) ในความดับไม่เหลือแห่งรูป (๔) ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป, ทิฏฐิทั้งหลายมีประการ ต่าง ๆ เป็นอเนกเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้บ้าง; ว่า "โลกไม่เที่ยง" ดังนี้บ้าง ; ว่า "โลกมีที่สุด" ดังนี้บ้าง ; ว่า "โลกไม่มีที่สุด" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ชีวะ ก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น " ดังนี้บ้าง ; ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้บ้าง.
น.831 ท่านผู้วัจฉโคตต์ ! อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้เป็นปัจจัย ทิฏฐิทั้งหลาย มีประการต่างๆ เป็นอเนกเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้บ้าง; ว่า "โลกไม่ เที่ยง" ดังนี้บ้าง ; ว่า "โลกมีที่สุด" ดังนี้บ้าง ; ว่า "โลกไม่มีที่สุด" ดังนี้บ้าง ; ...ฯลฯ... ฯลฯ... ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีก ก็หามิได้" ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล. ข้างบนนี้ เป็นการถามและการตอบแก่ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการเกิดขึ้น ของอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปขันธ์ ซึ่งมีลักษณะ ๔ ประการ ตามนัยะแห่งอริยสัจสี่. แม้ในกรณีแห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ก็มีการถามและการตอบโดยนัยะอย่าง เดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปขันธ์ ต่างกันแต่เพียงชื่อของขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่า วิธีการกำหนดรู้นั้น มีถึง ๑๑ อย่าง กำหนดรู้ลงไปที่ขันธ์ถึง ๕ ขันธ์ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ยังต้องกำหนด รู้ถึง ๔ นัย จึงกลายเป็นการกำหนดรู้ถึง ๒๒๐ นัย และนัยหนึ่ง ๆ สามารถให้เกิดทิฏฐิได้ถึง ๑๐ ทิฏฐิ ; ดังนั้น ทางเกิดหรือไม่เกิดแห่งทิฏฐิ จึงมีได้ถึง ๒,๒๐๐ อย่าง ดังนี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องบดบังอริยสัจสี่ ซึ่งได้แก่ปฏิจจ- สมุปบาท ทั้งฝ่ายสมุทรวารและฝ่ายนิโรธวาร นั่นเอง. - ผู้รวบรวม. ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกสัสสตวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย, ... สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึก ๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๓-๕๗/๖๔-๘๙, ข้อความในพระบาลีตอนนี้ แยกกล่าวเป็นสองกลุ่ม ต่างกัน แต่คำสำคัญท้ายกลุ่ม (คำสำคัญท้ายกลุ่มที่หนึ่ง คือคำว่า "เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย" ; ท้ายกลุ่มที่สอง ตั้งแต่คำว่า “สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ" เป็นต้นไป จนจบข้อแต่ละข้อ.) ในที่นี้ นำมารวมเป็นกลุ่มเดียว โดยนำข้อความสำคัญท้ายกลุ่มที่สอง มาต่อท้ายข้อความสำคัญท้ายกลุ่ม ที่หนึ่ง แต่ได้คันละไว้ให้เห็นด้วย ... ขอให้สังเกตด้วย. ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
น.832 ต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมา (ปฏิส์เวทิสฺสนฺติ) ได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกเอกัจจสัสสติก- เอกัจจอสัสสติกวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่า เที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ... สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอันตานัน- ติกวาท ย่อม บัญญัติความมีที่สุดหรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสส ะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้ นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอมราวิก- เขปิกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตั ว ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ... สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอธิจจสมุป- ปั่นนิกวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุ ๒ ประการ ; เหตุการณ์ นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ
น.833 เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. (๑๘ พวกนี้ เป็นพวกปุพพันตานุทิฏฐิ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๑๖ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้ นั้น: ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกอสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้ นั้น: ข้ อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ภายหลังจาก ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ... สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิ เฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
น.834 ยเหล่าใด เป็น พวกอุจเฉทวาท ย่อม บัญญัติความขาดสูญ ความวินาศ ความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้ นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกทิฏฐธัมม- นิพพานวาท ย่อมบัญญัตินิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรมแห่งสัตว์ผู้มีอยู่ด้วยวัตถุ ๕ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย. (๔๔ พวกนี้ เป็นพวกอปรันตานุทิฏฐิ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกปุพพันต- กัปปีกวาท ก็ดี เป็น พวกอปรันตกัปปีกวาท ก็ดี เป็น พวกปุพพันตอปรันตกัปปีกวาท ก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าว บัญญัติซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่ง ฅน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมดด้วยกัน) ๖๒ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะ เสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
น.835 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นเป็นพิเศษ เฉพาะในกรณี อันสำคัญยิ่งนี้ว่า ผัสสะอย่างเดียว เป็นตัวสำคัญอันร้ายกาจ นำให้เกิดสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ทุกชนิดทุกประการ รวมทั้งทิฏฐิ ๖๒ ประการนี้ด้วย ขออย่าได้ศึกษาอย่างเล่น ๆ กับคำว่า ผัสสะ. หรือเมื่อได้ยินคำว่า "ผัสสะคือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒" ก็อย่าได้สำคัญไปว่า เป็นคำพูดขบขันหรือเพ้อเจ้อแล้วก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจ นั่นแหละคือต้นตอของความไม่ เข้าใจโดยแท้จริงในเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือทิฏฐิ ๖๒ ก็ตาม. คำว่า "ผัสสะ" ในที่นี้ หมายถึง “อวิชชาสัมผัส" คือผัสสะที่มีอวิชชาเข้าผสม อยู่ด้วย มิใช่ผัสสะที่เป็นสักว่าการกระทบระหว่างอายตนะ ; คือในขั้นสุดท้าย ซึ่งเล็ง ถึงมโนสัมผัสที่มีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นตัวธรรมารมณ์ ; ดังนั้น จึงเป็นช่องทาง ให้อวิชชาเข้าผสมอยู่ในสัมผัสนั้นได้ ตั้งแต่ต้นจนปลาย ; ด้วยเหตุนี้ จึงมีนามว่า “อวิชชาสัมผัส" เป็นที่เกิดแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ทุกชนิด โดยผ่านเวทนาทุก ๆ ขั้น จนถึง ขั้นที่จิตสัมผัสเวทนาอันประกอบอยู่ด้วยทิฏฐินั้น ๆ ทุกคราวไป จนเป็นทิฏฐิที่แน่นแฟ้น ตายตัว. ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆ ของผู้ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกสัสสตวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาด เสียวสั่นคลอนแห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกเอกัจจสัส- สติกเอกัจจอสัสสติกวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่า เที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ๑. พรหมชาลสูตร สี. ที. ๙/๕๐/๕๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
น.836 ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มี ญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอันตานัน- ติกวาท ย่อม บัญญัติความมีที่สุดหรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอมราวิก- เขปีกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มี ญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอธิจจสมุป- ปั่นนิกวาท ย่อม บัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุ ๒ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหา เท่านั้น. (๑๘ พวกนี้ เป็นพวกปุพพันตานุทิฏฐิ)
น.837 หลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๑๖ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่า นั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกอสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ : นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุทธมาฆต- นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ภายหลัง แต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่ง จิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกอุจเฉทวาท ย่อม บัญญัติความขาดสูญ ความวินาศ ความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหา เท่านั้น.
น.838 ยเหล่าใด เป็น พวกทิฏฐธัมม- นิพพานวาท ย่อม บัญญัตินิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐ ธรรม แก่สัตว์ผู้มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๕ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. (๔๔ พวกนี้ เป็นพวกอปรันตานุทิฏฐิ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็น พวกปุ่นพันตกัป- ปีกวาท ก็ดี เป็น พวกอปรันตกัปปีกวาท ก็ดี เป็น พวกปุพพันตอปรันตกัปปีกวาท ก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าว บัญญัติซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่ง ฅน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมดด้วยกัน) ๖๒ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เป็นเพียงความรู้สึก (เวทิตํ) ของจิตที่ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ในเมื่อกระทบอารมณ์ ก็เกิด ความตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน หวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิต, จากความรู้สึกนั้น ๆ ผู้นั้น สรุป ความเห็นของตนว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างไร ได้ตามความรู้สึกของตน แล้วก็ถือเอาเป็นทิฏฐิ ของตน ว่านี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ เป็นเหตุให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นต่าง ๆ นานา แปลก กันไปตามลักษณะของอารมณ์ที่มากระทบ หรือตามลักษณะของจิตที่มีภาวะต่าง ๆ กัน ของ ผู้เป็นเจ้าของทิฏฐิ. ถ้าเป็นผู้มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปฏิจจ- สมุปบาท แล้ว ทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย.
น.839 ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่าเที่ยงแต่บางอย่าง ไม่ เที่ยงบางอย่าง ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่า มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติด้วยคำดิ้นได้ไม่ตายตัว ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่า เกิดเองลอย ๆ ดังนี้ (๒ จำพวก) ก็ดี, (รวมเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ บัญญัติทิฏฐิ ปรารภปุพพันตขันธ์ (๑๘ จำพวก ดังกล่าวแล้วข้างบน) ก็ดี ; ๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๗/๙๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
น.840 สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่า ตายแล้วมีสัญญา ดังนี้ (๑๖ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่า ตายแล้ว ไม่มีสัญญา ดังนี้ (๘ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า ตายแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้ (๘ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัติว่า (ตายแล้ว) ขาดสูญ ดังนี้ (๗ จำพวก) ก็ดี, สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่ บัญญัตินิพพานในทิฏฐธรรม (๕ จำพวก) ก็ดี, (รวมเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ บัญญัติทิฏฐิปรารภอปรันตขันธ์ (๔๔ จำพวก ดังที่กล่าวแล้วข้างบน) ก็ดี ; (รวมทั้งหมดเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพ- พันตขันธ์ ก็ดี ปรารภอปรันตขันธ์ ก็ดี ปรารภทั้ง ปุพพันตะและอปรันตขันธ์ ก็ดี ล้วนแต่ เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้ แล้ว กล่าว บัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตาม ทิฏฐิแห่งตน ๆ ) มีอย่างต่าง ๆ กันเป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการก็ดี;
น.841 หลายเหล่านั้นทั้งหมด รู้สึกต่อ เวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมา (ปฏิส์เวเทฺติ) ๑ เ พราะการถูกต้อง แล้ว ๆ ด้วยผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ. เพราะเวทนาแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ; เพราะ มีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมี ภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ ; เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย, จึงมี ชรามรณ ะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ภิกษุย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่ง ความเกิดขึ้น (สมุทัย) ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ (อัตถังคมะ) ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ) ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ) ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น (นิสสรณะ) แห่ง ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ ; ภิกษุนี้ ชื่อว่าย่อมรู้ชัด (ซึ่งเรื่องอันเกี่ยวกับ ผัสสายตนะ ๖ ประการนั้น) ยิ่งกว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ในกาลนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติ ทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันต- ขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและ อปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่ง ๑. คำว่า "รู้สึก" (ปฏิส์เวเทนฺติ) ในที่นี้ เป็นความรู้สึกต่อธัมมารมณ์ด้วยมโน, เมื่อคนมีทิฏฐิอยู่อย่างไร การ เสวยเวทนาของเขา ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นไปตามอำนาจแห่งทิฏฐิที่เขามีอยู่ ; ดังนั้นเมื่อมี ทิฏฐิต่างกัน แม้อารมณ์ที่มากระทบจะเป็นอย่างเดียวกัน เขาย่อมเกิดความรู้สึกต่ออารมณ์ต่างกันไปตาม ทิฏฐิของเขา; ดังนั้น เวทนาที่มาจากอารมณ์เดียวกัน จึงมีความหมายต่างกันได้ เป็นเหตุให้มีทิฏฐิ ชนิดที่หล่อเลี้ยงทิฏฐิเดิมให้แน่นแฟ้นอยู่เสมอไป : นี้เรียกได้ว่า ผัสสะหรือเวทนาสร้างทิฏฐิ แล้วก็ หล่อเลี้ยงทิฏฐินั้นไว้. ถ้าปราศจากผัสสะหรือเวทนาเสียอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดทิฏฐิได้.
น.842 ของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ กันเป็นอเนก ; สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำแล้วให้ ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเอง เมื่อโงหัวอยู่ที่เดียว ก็ โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยว โงหัวอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนชาวประมงและลูกมือของชาวประมงผู้ เชี่ยวชาญ ได้ล้อมแหล่งน้ำน้อยไว้ด้วยอวนตาถี่ เมื่อเป็นอย่างนี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเป็น อันมากเหล่าหนึ่งเหล่าใด ในแหล่งน้ำนี้ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ชื่อว่าถูก กระทำไว้แล้วในภายในแห่งอวน เมื่อผุดอยู่ที่เดียว ก็ผุดอยู่ในอวนนั้น เมื่อเที่ยวผุดอยู่ ในที่ทั่ว ๆ ไป ก็ยังคงผุดอยู่ในอวนนั้นนั่นเอง, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ ก็ฉันนั้น กล่าวคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันต- ขันธ์บ้าง ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็น ผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าว บัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่ง ฅน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ กัน เป็นอเนก ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำ แล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเอง เมื่อโงหัวอยู่ที่เดียว ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยวโงหัวอยู่ในที่ทั่วๆ ไป ก็โงหัวอยู่ ในข่ายนั้นนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กาย (หมู่แห่งนามรูป) ของตถาคต มีตัณหาเครื่องนำ ไปสู่ภพถูกตัดขาดแล้ว ยังตั้งอยู่. กายนั้น ยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย จักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะ การทำลายแห่งกาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อพวงแห่งผลมะม่วง ขาดแล้ว
น.843 ที่ขั้ว ผลมะม่วงใด ๆ ที่มีขั้วเนื่องกัน ย่อมหล่นลงมาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กายของตถาคตมีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ถูกตัดขาดแล้ว ยังตั้งอยู่. กายนั้นยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะการ ทำลายแห่งกาย. (เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ ได้กราบทูลว่า "น่าอัศจรรย์พระ- เจ้าข้า ! ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมปริยายนี้ มีนามว่ากระไร พระเจ้าข้า !" ดังนี้). ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงจำธรรมปริยายนี้ไว้ว่า ชื่อว่า "อัตถ- ชาละ" บ้าง "ธัมมชาละ" บ้าง "พรหมชาละ" บ้าง "ทิฏฐิชาละ" บ้าง "อนุตตร- สังคามวิชัย" บ้าง ดังนี้เถิด. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความของพระพุทธ- ภาษิตที่ตรัสไว้ในตอนนี้ว่า ถ้ารู้จักสมุทัย, อัตถังคมะ, อัสสาทะ, อาทีนวะ, และนิสสรณะ ของผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะเป็นความรู้ที่ยิ่งกว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น ข้อนี้แสดงว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้ลักษณะ ๖ ประการ อันเกี่ยว กับผัสสายตนะนั่นเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไม่รู้ว่าผัสสะคืออะไร อะไรเป็นมูลเหตุของ ผัสสะ อะไรเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของผัสสะ อะไรเป็นรสอร่อยที่ได้รับจากผัสสะ อะไรเป็น โทษที่เลวทรามของผัสสะ อะไรเป็นอุบายที่จะอยู่เหนืออำนาจของผัสสะ รวมกันเป็นลักษณะ ๖ ประการ. ความรู้ตามเป็นจริงทั้ง ๖ ประการ ที่เกี่ยวกับผัสสะ ก็คือความรู้ปฏิจจสมุปบาท ทั้งสายนั่นเอง : ผัสสะ เกิดมาจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น มีผลให้เกิดเวทนา ตัณหา อันเป็นรสอร่อยของผัสสะ แล้วให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ อันเป็นทุกข์ ซึ่งเป็น โทษอันเลวทรามของผัสสะ และปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวารทั้งสาย เป็นความตั้งอยู่ไม่ ได้ หรือเป็นอุบายเครื่องออกไปพ้น จากอำนาจของผัสสะนั่นเอง. ทิฏฐิ ๖๒ ประการ ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความรู้เกี่ยวกับผัสสะ ตลอดสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังนี้. อย่าลืมว่า ผัสสะในที่นี้ ก็คือ "อวิชชาสัมผัส" ดังที่กล่าวมาแล้ว ในเรื่องก่อน ๆ นั่นเอง.
น.844 ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีธรรม ๒ ที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะ รู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอน ผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นอย่างไรเล่า ? [หมวด ๑ ปุพพันตกัปปีกวาท ๑๘ ประการ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกปุพพันตกัปปีกวาท มีปุพพันตานุทิฏฐิ [ทิฏฐิเป็นไปตามซึ่งขันธ์อันเป็นปุพพันตะ (ขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อน)] ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้น อย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๑๘ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงบัญญัติอธิมุตติบทด้วยวัตถุ ๑๘ ประการเหล่านั้น ? ๑. พรหมชาลสูตร สี. ที. ๙/๑๖/๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา. ๒. คำว่า "ธรรม" (ธมฺมา) ในข้อความอย่างนี้ เป็นคำนามนามธรรมดา หมายถึง "เรื่อง" หรือ "สิ่ง" ตามธรรมดาสามัญเท่านั้น มิได้หมายความว่า เป็นพระธรรม หรือตัวคำสั่งสอนใด ๆ. ผู้ที่ไม่เคยศึกษา ภาษาบาลี อาจจะเข้าใจผิดได้ จึงต้องอธิบายไว้ดังนี้. สำหรับในกรณีนี้ คำว่า "ธรรม” หมายถึงเรื่อง ทิฏฐิ ๖๒ เรื่อง ซึ่งพระองค์ทรงรู้แจ้งและไม่ติดอยู่ในทิฏฐิเหล่านั้น นั่นเอง.
น.845 (ก. สัสสตทิฏฐิ ๔ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก สัสสตวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ ... (ต่อไปนี้จะตัดข้อความ อันยืดยาวแห่งทิฏฐิหนึ่ง ๆ ให้เหลือเฉพาะแต่ใจความ นำมาเรียงลำดับติดต่อกันไปจนกว่าจะครบทั้ง ๖๒ ทิฏฐิ- วัตถุ และจัดเป็นหมวดย่อย ๆ ตามลำดับหมวดดังที่มีอยู่ในพระบาลีนับตั้งแต่หมวด ก. ข้างบนนี้ไป) : - ( ๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่านในโลกนี้อาศัยความเพียร เผากิเลส ...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ ชาติบ้าง, ๒ ชาติบ้าง, ...ฯลฯ... หลายแสนชาติเป็นอเนก บ้าง ; ...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า "อัตตา และโลกเป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของ เสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง" ดังนี้; ...เพราะว่า เราย่อม ระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนมีประการต่างๆ เป็นเอนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อม ทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวก หนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผา กิเลส ...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ใน กาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ สังวัฏฏะ - วิวัฏฏกัปป์บ้าง... กระทั่ง สิบสังวัฏฏะ - วิวัฏฏกัปป์ บ้าง ...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า "อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้ง อยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป
น.846 เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง" ดังนี้; ...เพราะว่า เราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนกได้ พร้อมทั้ง อาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๒ อันสมณ- พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและ โลกว่าเที่ยง. (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผา กิเลส ...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือระลึกได้สิบสังวัฏฏะ - วิวัฏฏกัปป์บ้าง... กระทั่งถึง สี่สิบสังวัฏฏะ - วิวัฏฏกัปป์ บ้าง ; ... แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่าง นี้ว่า "อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคง ดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยว ไป เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง" ดังนี้; ... เพราะว่าเราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนกได้ พร้อม ทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๓ อันสมณ- พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและ โลกว่าเที่ยง. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรอง เขา ย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเอง ว่า "อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการ ตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไป บังเกิดไป แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั้นเอง" ดังนี้. ...ดูก่อน
น.847 ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๔ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาทอาศัย แล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาท บัญญัติอัตตา และโลกว่าเป็นของเที่ยง สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติ โดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดา วัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต ย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อ ไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้ว เฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษ อันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่ง เวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความ ตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่น ให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึง สังเกตให้ เห็นความสำคัญของสิ่งที่ เรียกว่า "เวทนา" ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า เพราะรู้เหตุให้เกิดขึ้น ความยั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษต่ำทราม อุบายเครื่องออก ตถาคตจึงรู้แจ้งสัสสตทิฏฐิเหล่านั้น รู้แจ้งซึ่งสิ่งที่ยิ่งขึ้นไปกว่า ทิฏฐิเหล่านั้น แล้วไม่ยึดมั่น จนกระทั่งรู้แจ้งนิพพุติ (ความดับเย็น) อันเป็นภายใน. ความ
น.848 รู้แจ้งเวทนาในลักษณะ ๕ ประการ มีรู้แจ้งเหตุให้เกิดขึ้นเป็นต้นนั้น คือ รู้แจ้งเวทนาในสาย แห่งปฏิจจสมุปบาท ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังของเวทนานั้นเอง. ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนาใน ลักษณะอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งสัสสตทิฏฐิ ๔ ประการนี้. (ข. เอกัจจสัสสติก - เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็น พวกเอกัจจสัสสติก- เอกัจจอสัสสติกวาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ : (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ อาภัสสรเทพ นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมาสู่ความ เป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส..... มีเจโตสมาธิ ในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน (ชั่วเวลาที่เขาอยู่ในหมู่อาภัสสรเทพ), ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า "พรหมผู้เจริญผู้ใด เป็นมหาพรหม เป็นผู้ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีสัตว์ใดครอบงำเขา ได้ เห็นสิ่งทั้งหลายอย่างถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจให้เป็นไป เป็นอิศวร เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้จัดสรร ( สิ่งทั้งปวง) ผู้มีอำนาจ เป็นบิดาแห่ง สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นแล้วและจักเป็น. พวกเราทั้งหลายเป็นผู้อันพรหมนั้นนิรมิตแล้ว. พรหมนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ ผู้ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั้นเทียว. ส่วนว่าเราทั้งหลายเป็นผู้อัน พรหมนั้นนิรมิตแล้ว จึงเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดา มาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณ-
น.849 พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง. (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ...ฯลฯ .. ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ ตนใดคนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ บิททาป โทสิกเทพ นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมา สู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส ...มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้, ที่เกินกว่านั้นเขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เทพทั้งหลาย เหล่าใด ซึ่งมิใช่พวกขิฑฑาปโทสิกา เทพทั้งหลายเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยธรรมคือความ ยินดีในการร่าเริงและการเล่นหัว ไม่เกินเวลา (ไม่เกินขนาด) เป็นอยู่ เมื่อ เทพทั้งหลาย เหล่านั้น ไม่ยินดีในการร่าเริงเล่นหัวจนเกินเวลาเป็นอยู่ สติย่อมไม่หลงลืม เพราะ ความไม่หลงลืมแห่งสติ เทพทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่เคลื่อนจากเทพนิกายนั้น จึงเป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่อย่าง เที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนว่าเราทั้งหลายซึ่งเป็นพวกขิฑฑาปโทสิกา ได้เป็นผู้ยินดีในการร่าเริงเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกเรายินดีในการร่าเริง เล่นหัว จนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะความหลงลืมแห่งสติ พวกเราทั้งหลาย จึงเคลื่อนแล้วจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติ เป็นธรรมดา มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ มโนปโทสิกเทพ นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมาสู่
น.850 ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส ... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้, ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า "เทพทั้งหลายที่ไม่ใช่พวกมโนปโทสิกา ย่อมไม่เพ่งโทษซึ่งกันและกันเกินเวลา (เกินขนาด) ; เมื่อ เทพทั้งหลายเหล่านั้นไม่เพ่งโทษซึ่งกันและกันเกินเวลา จิตก็ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อมีจิตไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน กายก็ไม่บอบช้ำ จิตก็ไม่บอบช้ำ เทพทั้งหลายเหล่านั้น จึงไม่เคลื่อนจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั้นเทียว. ส่วนพวกเราเหล่ามโนปโทสิกา มีปรกติเข้าไปเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา, เมื่อเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา จิตก็ประทุษร้ายในกันและกัน ; เมื่อมีจิตประทุษร้ายในกันและกัน กายก็บอบช้ำ จิตก็บอบช้ำ. พวกเราทั้งหลาย จึงเคลื่อนแล้วจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดา มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรอง เขา ย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตน อย่างนี้ว่า "อัตตาใด ที่เขาเรียกกันว่า ‘จักษุ' ดังนี้บ้าง 'โสตะ' ดังนี้บ้าง ‘ฆานะ' ดังนี้บ้าง ‘ชิวหา' ดังนี้บ้าง ‘กายะ' ดังนี้บ้าง อัตตานี้ ๆ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงแท้ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา. ส่วนว่าอัตตาใด ที่เขาเรียกกันว่า ‘จิต' ก็ดี 'มโน' ก็ดี 'วิญญาณ’ ก็ดี อัตตานี้ เป็นของเที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้ สม่ำเสมอ เช่นนั้น นั่นเทียว" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๔
น.851 อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกเอกัจจสัสสติก-เอกัจจอสัสสติกวาท บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง สมณ-พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่ จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่ง เวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก เอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียก ว่า “เวทนา” ; มีข้อความอย่างเดียวกับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับ พวกสัสสตวาท ; ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้ง หนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจาก ข่ายแห่งเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา" เพียงสิ่งเดียว.
น.852 ค. อันตานันติกทิฏฐิ ๔ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อันตานันติกวาท ย่อม บัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ : (๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผา กิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า มีที่สุดอยู่ในโลก สมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด". เพราะเหตุไร ข้าพเจ้า จึงกล่าวอย่างนี้ ! เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิใน ลักษณะที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "มีที่สุดอยู่ในโลก". ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้า จึงรู้ความข้อนี้ว่า "โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็น ฐานะ ที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด. (๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผา กิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีที่สุดอยู่ในโลก. สมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด" ; สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของ สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นมุสา ; เพราะว่า โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด. ข้อนี้ เพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนี้เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิ ในลักษณะที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "ไม่มีที่สุดอยู่ในโลก ". ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า "โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
น.853 นี้เป็นฐานะ ที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภ แล้ว จึง บัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด. (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผา กิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่ามีที่สุดในเบื้องบน และเบื้องต่ำ อยู่ในโลก มีสัญญาว่าไม่มีที่สุดในเบื้องขวาง (รอบตัว) อยู่ในโลก. สมณ- พราหมณ์ผู้นี้ กล่าวอย่างนี้ว่า "โลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย" ; สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณ- พราหมณ์เหล่านั้น เป็นมุสา ; ถึงแม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่พูดว่า โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; เพราะเหตุว่า โลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะ เหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า "มีที่สุดในเบื้องบนและเบื้องต่ำ อยู่ในโลก" มีสัญญาว่า "ไม่มี ที่สุดในเบื้องขวาง (รอบตัว) อยู่ในโลก" . ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า "โลก นี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๓ อันสมณ- พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติซึ่งโลก ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด. (๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรอง เขา ย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเอง ว่า "โลกนี้มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวก ที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นมุสา ; แม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันไม่มีที่สุด
น.854 อบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; ถึงแม้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; เพราะว่า โลกนี้มีที่สุดก็หา มิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๔ อันสมณ- พราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติซึ่งโลก ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานันติก- วาท บัญญัติโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติ โดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดา วัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้ว อย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อ ไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเทียว เพราะ รู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่ง เวทนาทั้งหลาย . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต เป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบ สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะ บัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตาม ที่เป็นจริง.
น.855 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก อันตานันติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ; มีข้อความอย่างเดียวกับ ข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่ง อันตานันติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” เพียงสิ่งเดียว. (ม. อมราวิกเขปีกทิฏฐิ ๔ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อมราวิกเขปีกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยวัตถุ ทั้งหลาย ๔ ประการ : ( ๑๓ ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ... มีความคิดว่า เราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ไปพยากรณ์เข้าว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะเป็นการกล่าวเท็จของเรา ; การกล่าวเท็จ เป็นความคับแค้น, ความคับแค้น เป็นอันตราย ดังนี้. สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่อมุสาวาท ขยะแขยงต่อมุสาวาท อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้เป็นกุศล เช่นนี้เป็นอกุศล ; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๑ อันสมณพราหมณ์ พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปีกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ ไม่ตายตัว.
น.856 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ....มีความคิดว่า เราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะทำให้เกิดฉันทะ (ความ พอใจ) บ้าง ราคะบ้าง โทสะบ้าง ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด) บ้าง ; ฉันทะ ราคะ โทสะ ปฏิฆะ เกิดในธรรมใด ธรรมนั้น เป็นอุปาทานแก่เรา อุปาทานนั้น เป็นความคับแค้น แก่เรา ความคับแค้น เป็นอันตรายดังนี้. สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่ออุปาทาน ขยะแขยง ต่ออุปาทาน อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้ เป็นกุศล เช่นนี้ เป็นอกุศล ; เมื่อถูก เขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่าง นี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิก- เขบีกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่ายแห่ง วาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว. (๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่า เราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว เกิดมีสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็น บัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน เชี่ยวชาญในการข่มด้วยวาทะ มีความเฉียบแหลมดุจยิง ถูกเส้นขนเนื้อทราย เผอิญมาเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่น ด้วยปัญญาอยู่ สมณพราหมณ์ เหล่านั้น จะพึงรุมกันซักไซ้ไล่เลียงเราในที่นั้น เราจะไม่สามารถตอบโต้แก่เขาได้ การที่ ตอบโต้เขาไม่ได้นั้น มันเป็นความคับแค้นแก่เรา ความคับแค้นนั้นเป็นอันตราย ดังนี้. สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่อการรุมล้อมซักถาม ขยะแขยงต่อการรุมล้อมซักถาม อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้ เป็นกุศล เช่นนี้ เป็นอกุศล ; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า "อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่,
น.857 อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขบีกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว. (๑๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นคนเขลา เป็นคน งมงาย เพราะความเป็นคนเขลา เพราะความเป็นคนงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในที่ นั้น ๆ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว โดยกล่าวว่า ถ้าท่านถามเราว่า โลก อื่นมีอยู่หรือ ? ถ้าเรารู้สึกว่าโลกอื่นมีอยู่ เราก็จะพยากรณ์ข้อนั้นแก่ท่านว่า โลกอื่นมีอยู่ แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่าอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างโน้น ก็มิได้เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็มิได้เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา .... (จะมีการตอบส่ายไปส่ายมา ไม่ตายตัวถึง ๕ ประการ ในลักษณะอย่างนี้ ในทุก ๆ คำถาม ซึ่งได้สมมติขึ้นต่อ ไปอีกถึง ๑๕ คำถาม. รวมกันทั้งหมดเป็น ๑๖ คำถาม ทั้งคำถามที่กล่าวแล้วข้างต้น. สำหรับอีก ๑๕ คำถาม ต่อไปนั้น คือ ๒. โลกอื่นไม่มีหรือ ? ๓. โลกอื่นมีและไม่มีหรือ ? ๔. โลกอื่นมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ ? ๕. สัตว์เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) มีหรือ? ๖. สัตว์เป็นโอปปาติกะ ไม่มีหรือ ? ๗. สัตว์เป็นโอปปาติกะมีและไม่มีหรือ ? ๘. สัตว์เป็นโอปปาติกะมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ? ๙. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีหรือ ? ๑๐. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี หรือ ? ๑๑. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ ? ๑๒. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ ? ๑๓. ตถาคตตายแล้วมีอีกหรือ? ๑๔. ตถาคตตายแล้วไม่มีอีกหรือ ? ๑๕. ตถาคตตายแล้วมีอีกและไม่มีอีกหรือ ? ๑๖. ตถาคตตายแล้วมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หา มิได้หรือ ? แล้วก็มีคำตอบต่อท้ายทุก ๆ ปัญหาว่า ถ้าเขารู้สึกว่าอย่างไร เขาก็จะตอบว่า อย่างนั้น ตามตัว ปัญหาที่ถาม แล้วก็กลับปฏิเสธว่า แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่า อย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้ การตอบว่าอย่างโน้น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา,แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา,แม้การตอบว่า ไม่ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
น.858 นี้เป็นฐานะ ที่ ๔ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ ตายตัว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอมราวิก- เขปิกวาท เมื่อถูกเขาถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็อาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่า วัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใคร ถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่ง ที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคต รู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเที่ยว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความ ตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอัน ยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก อมราวิกเขปิกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” มีข้อความอย่างเดียวกับ ข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท
น.859 อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่ง อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา” เพียงสิ่งเดียว. (ง. อธิจจสมุปปั่นนิกทิฏฐิ ๒ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อธิจจสมุปปั่นนิก- วาท ย่อม บัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการ : (๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเทพทั้งหลายมีชื่อว่า อสัญญีสัตว์ (สัตว์ผู้ ไม่มีสัญญา) มีอยู่. ก็พวกเทพเหล่านั้น ย่อมเคลื่อนจากอสัญญีเทพนิกายนั้น เพราะการ เกิดขึ้นแห่งสัญญา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ตนใดตน หนึ่ง เคลื่อนจากอสัญญีเทพนิกายนั้นแล้ว มาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้, ครั้นมาสู่ ความเป็นอย่างนี้แล้ว ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน ครั้นออกบวชจากเรือนแล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน ครองชีวิตอยู่, ได้อาศัยความเพียรเผากิเลส... เกิดเจโตสมาธิใน ลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อม ระลึกได้ถึงการเกิดขึ้นแห่งสัญญานั้น ; ที่ไกลไป กว่านั้น (เมื่อเป็นอสัญญีสัตว์) เขาระลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า "อัตตาและโลก เกิดขึ้นเองลอย ๆ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในกาลก่อน ข้าพเจ้ามิ ได้มีอยู่เลย แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามี เพราะข้าพเจ้าน้อมจิตไป เพื่อความไม่มีแล้วกลับมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอธิจจ- สมุปปั่นนิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ . (๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรอง เขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเอง
น.860 อย่างนี้ว่า "อัตตาและโลกเกิดเองลอย ๆ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะ ที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอธิจจสมุปปั่นนิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึง บัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอธิจจสมุป- ปั่นนิกวาท บัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นเองลอย ๆ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการเหล่านี้ หรือวัตถุประการใดประการ หนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อ นั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ "ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอัน เลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบ- สงบ ประณีต ไม่เป็นสิ่งที่หยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่อง นำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก อธิจจสมุปบันนิกวาท ๒ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” มีข้อความอย่างเดียว กับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้าย หมวด สัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไป จากข่ายแห่งอธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" เพียงสิ่งเดียว.
น.861 สรุป ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกปุพพันต- กัปปิกวาท มีปุพพันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน (ขันธ์มีส่วนสุดในกาล ก่อน) ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบท ทั้งหลาย มีอย่างเป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๑๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่า ด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๘ ประการเหล่านี้, วัตถุ อื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้ง แห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่ง ไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้ง ตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอัน เลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่ง เวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรร- เสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (ครั้นตรัสปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ จบลงดังนี้แล้ว ต่อนี้ไปเป็นการตรัสอปรันตกัปปิก- ทิฏฐิ ๔๔ ประการ :- )
น.862 [ หมวด ๒ อปรันตกัปปิกวาท ๔๔ ประการ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอปรันตกัปปิกวาท มือปรันตานุทิฏฐิ [ทิฏฐิเป็นไปตามซึ่งขันธ์อันเป็นอปรันตะ (ขันธ์มีส่วนสุดในเบื้องหน้า)] ปรารภซึ่งขันธ์มีที่สุดในเบื้องหน้า ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีอย่างเป็น อเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงบัญญัติอธิมุตติบท ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านั้น ? (จ. อุทธมาฆตนิก ชนิด สัญญีทิฏฐิ ๑๖ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อุทธมาฆตนิก- สัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการ : (๑๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า " (ต้องเป็น) อัตตามีรูป ๑ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ (อโรโค) ๒ หลัง จากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า " (ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป ๓ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). ๑. อัตตามีรูป คืออัตตาที่มีรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ. ๒. อโรโค หรือหาโรคมิได้ หมายถึงความที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรกระทบกระทั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้. ๓. อัตตาไม่มีรูป คืออัตตาที่มีอรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ.
น.863 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา " ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้อง เป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็น สัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้อง เป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
น.864 (๒๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญานานาอย่าง (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๒๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า " (ต้อง เป็น) อัตตามีสัญญาน้อย (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้อง เป็น) อัตตามีสัญญา (มาก) ไม่มีประมาณ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีทุกข์โดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
น.865 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีทั้งสุขและทุกข์ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจาก ตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต- นิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ; สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่า ด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่น นอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิ เหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพ อย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่ จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็น สิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเที่ยว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความ ไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลง ง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้ง
น.866 ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (ฉ. อุทธมาฆตนิก ชนิด อสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อุทธมาฆตนิก- อสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้ว ว่าไม่มีสัญญา ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ : (๓๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๓๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
น.867 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). ( ๔๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรค มิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต- นิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ; สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วย วัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใคร ถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่ง
น.868 ที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุฒิ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคต รู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเที่ยว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความ ตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (ช. อุทธมาฆตนิก ชนิด เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อุทธมาฆตนิก- แนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อม บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้ว ว่ามีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ : (๔๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ 'ไม่มีสัญญาก็หามิได้ " ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
น.869 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้อง เป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลัง จากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๔๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "อัตตา มีที่สุดก็ได้ ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มี สัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง). (๕๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า "(ต้อง เป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิ ได้" ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
น.870 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆต-นิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่า มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่าฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบ-สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (ฌ. อุจเฉททิฏฐิ ๗ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก อุจเฉทวาท ย่อม บัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความพินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่ มีอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการ :
น.871 (๕๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ! อัตตานี้ใด ที่เป็น อัตตามีรูป ประกอบขึ้นด้วยมหาภูตทั้ง ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกายย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้เท่านั้น ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๕๒) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี ; แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมี อัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ เป็นอัตตามีรูป เป็นพวกกามาพจร มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา ๑ ท่านไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. * ๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า โดยทั่วไปเขาเชื่อ กันว่าพวกกายทิพย์ กินอาหารทิพย์ แต่ในที่นี้มีพระพุทธ-ภาษิต กล่าวถึงลัทธิที่ว่ามีพวกกายทิพย์จำพวกที่กินอาหารคำข้าว. ความเชื่อเรื่องกายทิพย์ ของคนทั่วไปยังไม่ตรงกับข้อความในพระบาลี อยู่อย่างนี้. พึงใคร่ครวญและพึงถือเอาใจความให้ถูกต้องด้วย จะได้หายงมงาย. ในบาลีที่กล่าวถึงอาหารทั้งสี่ ก็กล่าวทำนองว่า แม้กพฬิงการาหาร ก็เป็นไปเพื่อการตั้งอยู่ของภูตสัตว์ และเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์.
น.872 ) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญ โดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาที่มีรูป สำเร็จมาจากใจ (มโนมโย) มีอวัยวะใหญ่น้อยครบถ้วน มีอินทรีย์ ไม่ทราม ท่าน ไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตา นี้ใด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๕๔) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้นมีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้ กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญ โดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็น อัตตาซึ่งเข้า ถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้" ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้โดยประการทั้งปวง เพราะดับไปแห่งปฏิฆ- สัญญา เพราะไม่กระทำสัญญาต่าง ๆ ไว้ในใจ. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลัง แต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ. ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
น.873 ) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่าน ผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้ กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญ โดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็น อัตตาซึ่งเข้า ถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้' ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญ เอ๋ย ! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญ เอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตา อันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่ง ความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๕๖) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่าน ผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้ กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญ โดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็น อัตตาซึ่งเข้า ถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า "ไม่มีอะไร' ดังนี้อยู่, เพราะเป็น อัตตาซึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ท่าน ย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อม วินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอัน ขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติ ซึ่งความขาดสูญ ซึ่ง ความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
น.874 ) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้ามิ ได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญ โดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็น อัตตาซึ่งเข้า ถึงซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ เสียได้โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้า ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะ การทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย! อัตตา อย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง" ดังนี้. สมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่; สมณ- พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้นั่น เทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่งในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่ง ทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิ- สัมปรายภพอย่างนั้น: ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความ
น.875 ไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่น เห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลง ง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (ญ. ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวก ทิฏฐธัมมนิพพาน- วาท ย่อม บัญญัติซึ่งปรมทิฏฐิธัมมนิพพาน (นิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม) แก่สัตว์ ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการ : (๕๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า "อัตตานี้ใด อิ่มเอิบแล้ว เพียบพร้อมแล้ว ให้เขาบำเรออยู่ ด้วย กามคุณทั้งหลาย ๕ ประการ. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้น เป็นอัตตา ที่ถึงแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติ ซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๕๙) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุ ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ข้อนั้นเพราะ
น.876 หตุว่า กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ; โสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ของ กามทั้งหลายเหล่านั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่า อัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่สงัดแล้วจาก ถามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วและอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นและ ที่ชื่อ ว่า เป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐิธัมมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๖๐) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุ ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ในปฐมฌานนั้น องค์ฌานใด เป็นเพียงธรรมอันบุคคลทำการวิตกทำการ วิจารแล้ว, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งปฐมฌานนั้น ว่าเป็นของที่ยัง หยาบอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่า อัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่ระงับวิตกวิจารเสียได้ แล้วเข้าถึงทุติยฌาน อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อันเป็น เครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ทำให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, แล้วแลอยู่. ท่าน ผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่า เป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐิธัมม- นิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๖๑) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็
น.877 มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุ ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ในทุติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใด ถึงซึ่งปีติเป็นที่เฟื่องฟูแห่งใจ, เพราะ เหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งทุติยฌานนั้นว่ายังเป็นของที่ยังหยาบอยู่. ท่านผู้ เจริญเอ๋ย! แต่ว่า อัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งตติยฌาน เพราะความจางคลายแห่ง ปีติด้วย เป็นผู้อยู่อุเบกขาด้วย มีสติสัมปชัญญะด้วย เสวยสุขโดยนามกายด้วย อันเป็น ฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้เข้าถึงฌานนี้ว่า เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่ เป็นสุข ดังนี้, แล้วแลอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่า เป็น อัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธรรมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อม บัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. (๑๒) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ ไม่กล่าวอัตตานั้นว่ามิได้มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุ ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ในตติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใด เป็นเพียงความยินดีแห่งจิตว่า ‘สุข ๆ' ดังนี้, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งตติยฌานนั้นว่าเป็นของที่ยังหยาบอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย .! แต่ว่า อัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์และ สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะเหตุที่ละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งหลายในกาลก่อน ดังนี้, แล้วและอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่า เป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐ- ธัมมนิพพาน" ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่ สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
น.878 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกทิฏฐธัมม- นิพพานวาท ย่อมบัญญัติซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ ; สมณพราหมณ์ทั้ง หลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้นั่นเทียว หรือ ว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่น นอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพ อย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับ ฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่ง ที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่ง เวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ ยึดมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็น ได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่าย แห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่ เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (สรุป อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกอปรันต- กัปปิกวาท มือปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์มีส่วนสุดในเบื้องหน้า ; สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีประการต่างๆ เป็น อเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใด ประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี.
น.879 ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอา แล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคต รู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้ว เฉพาะตนนั่นเที่ยว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่ง รสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึกที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะ รู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเรา ตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. (สรุปทิฏฐิหมดทั้ง ๖๒ ประการ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิ ปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง (คือพวกปุพพันตกัปปิกวาท) ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง (คือพวกอปรันตกัปปิกวาท) ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์บ้าง (คือพวก ปุพพันตาปรันตกัปปิกวาท) ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ย่อม กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ กันเป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อม รู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมี
น.880 คติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรม อันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั้นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่ เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และ ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต เป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต- วิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็น คุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่ เป็นจริง. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทุก ๆ ตอนที่ทรง แสดงซึ่งทิฏฐิหมวดหนึ่ง ๆ จบลงไปทั้ง ๑๐ หมวดย่อย จะมีคำสรุปท้ายให้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า “เวทนา" ในลักษณะที่ว่า เป็นตัวการสำคัญ : ถ้าไม่รู้สมุทัย ความดับ รสอร่อย โทษต่ำทราม และอุบายเป็นเครื่องออก แห่งเวทนาทั้งหลายแล้ว จะไม่มีความดับเย็น จะ มีแต่การเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ๖๒ ประการนี้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง. ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้ารู้ข้อเท็จจริงทั้ง ๕ ประการนี้ เกี่ยวกับเวทนาแล้ว ไม่มีทางที่จะถือ เอา หรือจะลูบคลำ หรือจะถึงทับ ด้วยอุปาทาน ในสิ่งใดเลย. ข้าพเจ้าขอร้องให้ตรวจดู คำว่า "ผัสสะ" และ "เวทนา” มากมายหลายสิบคำที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับทิฏฐิเหล่านี้ ดังที่ ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิตที่นำมาแสดงไว้ ก่อนหน้าเรื่องทิฏฐิ ๖๒ นี้ โดยหัวข้อที่ว่า "ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒" , และว่า "ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆ ของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท" , "ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของ ทิฏฐิ ๖๒ ”. ทิฏฐิวัตถุ คือต้นเหตุเดิมอันจะให้เกิดทิฏฐิต่าง ๆ ขึ้น มีอยู่ ๖๒ วัตถุ แต่เราเรียกกัน ว่าทิฏฐิ ๖๒ เฉย ๆ.
น.881 ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาท ก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวกตาบอดคลำช้าง ๑ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ครองจีวรถือบาตรเข้าไปสู่เมืองสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต ในเวลาเช้า; กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า :- "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ในเมืองสาวัตถีนี้ มีสมณพราหมณ์ปริพพาชกผู้มี ทิฏฐิต่าง ๆ กันเป็นอันมาก อาศัยอยู่ ล้วนแต่มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน มีความชอบใจต่าง ๆ กัน มีความพอใจต่าง ๆ กัน อาศัยทิฏฐิต่าง ๆ กัน : สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกเที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ; สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ' ; สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ' ; สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกไม่มี ที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ; สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ; ๑. สูตรที่ ๔ ชัจจันธวรรค อุ.ชุ. ๒๕/๑๘๒/๑๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.882 สด็จไปสู่ที่ประชุมแห่งคนตาบอดแต่กำเนิด แล้วตรัสว่า "พ่อบอดทั้งหลาย! พ่อเห็นช้าง แล้วหรือ ?" ครั้นได้ทรงรับคำตอบว่า เห็นแล้ว จึงตรัสว่า "ถ้าเห็นแล้ว พ่อบอด ทั้งหลายจงกล่าวดูที่ว่า ช้างนั้น เป็นอย่างไร ?" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คนตาบอดพวกใด ได้คลำศีรษะช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนหม้อ, คนตาบอดพวกใด ได้คลำหูช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนกระด้ง, คนตาบอดพวกใด ได้คลำงาช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนผาล, คนตาบอดพวกใด ได้คลำงวงช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนงอนไถ, คนตาบอดพวกใด ได้คลำกายช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนพ้อม, คนตาบอดพวกใด ได้คลำเท้าช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนเสา, คนตาบอดพวกใด ได้คลำหลังช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้ างเหมือนครก กระเดื่อง, คนตาบอดพวกใด ได้คลำโคนหางช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนสาก ตำข้าว, คนตาบอดพวกใด ได้คลำพวงหางช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนไม้กวาด ; คนตาบอดแต่กำเนิดทั้งหลายเหล่านั้นเถียงกันอยู่ว่า ช้างเป็นอย่างนี้ ช้างมิใช่ อย่างนี้บ้าง ; ช้างมิใช่อย่างนี้ ช้างเป็นอย่างนี้ต่างหาก ดังนี้บ้าง ; ได้ประหารซึ่งกันและ กันด้วยกำหมัดทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พระราชามีความพอพระทัยเป็นอันมาก ด้วยเหตุนั้น, นี้ฉันใด ;
น.883 ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ปริพพาชกทั้งหลายผู้เป็น เจ้าลัทธิอื่น ๆ เหล่านั้น เป็นคน บอดไร้จักษุ จึงไม่รู้อัตถะ ไม่รู้อนัตถะ ; จึงไม่รู้ ธรรมะ ไม่รู้อธรรมะ : เมื่อไม่รู้อัตถะอนัตถะ เมื่อไม่รู้ธรรมะอธรรมะ ก็เกิดการ บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอก คือปาก ทั้งหลายว่า "ธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้; ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้" อยู่ดังนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลา นั้นว่า :- "ได้ยินว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายพวกหนึ่ง ๆ ย่อมข้องอยู่ ในทิฏฐิหนึ่ง ๆ แห่งทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้. ชนทั้งหลาย ผู้มี ความเห็นแล่นไปสู่ที่สุดข้างหนึ่ง ๆ ถือเอาซึ่งทิฏฐิต่างกัน แล้ว ย่อมวิวาทกัน เพราะเหตุนั้น," ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องเรื่องเดียวกัน มีขึ้นมาได้เพราะเหตุที่พวกหนึ่ง ๆ ถือเอาเพียงส่วนหนึ่ง ๆ ของ เรื่องนั้นมายืนยัน แก่ผู้อื่น จึงเกิดความต่างกันถึงกับเป็นเหตุให้วิวาททำร้ายกันเหมือนพวก ตาบอดคลำช้าง ๙ พวก ประหัตประหารกันเพราะคลำอวัยวะของช้างคนละส่วนกัน ทั้ง ๙ พวก. ธรรมหรือสัตถุศาสน์ในพระพุทธศาสนา เป็นเหมือนช้างที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าช้าง แล้ว ยังอาจจะแบ่งได้เป็น ๙ ส่วน ตามจำนวนแห่งนวังคสัตถุศาสน์ กล่าวคือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ รวม ๙ องค์ด้วยกัน ฉันใดก็ฉันนั้น. แต่ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่อง สำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้งหลายเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในฝ่ายเกิด และฝ่ายดับแห่งกองทุกข์แล้ว ก็จะเท่ากับคลำช้างทีเดียวทั้งตัว ไม่มีโอกาสจะเถียงกัน แล้ว วิวาทหรือทำร้ายกันได้ แต่ประการใดเลย. หมวดที่สิบเอ็ด จบ
น.885 หมวด ๑๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ส่อไปในทางภาษาคน - เพื่อศีลธรรม ๗๗๕
น.887 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมี สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมฺสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสุมี อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน.สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๗๗๗
น.888 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ส่อไปในทางภาษาคน - เพื่อศีลธรรม ( มี ๒ เรื่อง ) มีเรื่อง : ท รงขยายความปฏิจจสมุปบาทอย่างประหลาด - - ธาตุ ๓๑ อย่างเป็น ที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท. ๗๗๘
น.889 หมวดที่ ๑๒ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ส่อไปในทางภาษาคน - เพื่อศีลธรรม ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างประหลาด ๑ ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ" ดังนี้, เช่น นี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ" :- ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าชาติ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุก ชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ เพื่อความเป็น เทพ แห่งหมู่เทพทั้งหลายก็ดี, เพื่อความ ๑. มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘, ตรัสแก่พระอานนท์ . ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ. ๗๗๙
น.890 เป็น คนธรรพ์ แห่งพวกคนธรรพ์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น ยักษ์ แห่งพวกยักษ์ทั้งหลาย ก็ดี, เพื่อความเป็น ภูต แห่งพวกภูตทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น มนุษย์ แห่งพวกมนุษย์ ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้า แห่งพวกสัตว์สี่เท้าทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์มีปึก แห่งพวกสัตว์มีปีกทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลาน แห่งพวกสัตว์ เลื้อยคลานทั้งหลายก็ดี, แล้วไซร้; ดูก่อนอานนท์ ! ชาติก็จักไม่ได้มีแล้วแก่สัตว์ทั้งหลาย เหล่านั้น ๆ เพื่อความเป็นอย่างนั้นแล. เมื่อชาติไม่มี เพราะความดับไปแห่งชาติ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ชรามรณะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ (ปญฺญาเยถ) ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละ คือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชรามรณะ ; นั้นคือ ชาติ. ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า "ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ" ดังนี้, เช่นนี้ แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย ปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าภพ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามภพ ก็ดี, รูปภพ ก็ดี, อรูปภพ ก็ดี, แล้วไซร้ ; เมื่อภพไม่มี เพราะความดับไปแห่งภพ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ชาติ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม หนอง ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ”) ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชาติ ; นั้นคือ ภพ. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน" ดังนี้, เช่น นี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดย
Buddhadasa