Buddhadasa.org

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๐ — ปฏิจจสมุปบาทนานาแบบ

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทครบทุกปริยาย — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๑)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.686 ปฏิจจสมุปบาท (สมุทยวาร) ที่ตรัสอย่างย่อที่สุด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ความตั้งขึ้นพร้อม (สมุทโย) แห่งทุกข์ เป็น อย่างไรเล่า ? (ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ :- ) เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การ ประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. -------------------------- ๑. สูตรที่ ๓ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๖/๑๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.687 เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา : นี้ คือ ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์. ปฏิจจสมุปบาท (ทั้งสมุทยะและนิโรธวาร) ที่ตรัสอย่างสั้นที่สุด ๑ ดูก่อนปุณณะ ! รูป ทั้งหลายที่เห็นด้วยตา อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ ---------------------------- ๑. ปุณโณวาทสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๘๑/๗๕๕-๖, สฬา. สํ. ๑๘/๗๕/๑๑๒ - ๓, ตรัสแก่พระปุณณะ ; มิคชาลสูตร สฬา. สํ. ๑๘/๔๕/๖๘ - ๙, ตรัสแก่พระมิคชาละ.

น.688 ป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในรูปนั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในรูป นั้นอยู่, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น . ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า " ความ เกิดขึ้นแห่งทุกข์มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งนันทิ " ดังนี้. ดูก่อนปุณณะ ! เสียง ทั้งหลายที่ได้ยินด้วยหู ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ดูก่อนปุณณะ ! กลิ่น ทั้งหลายที่คมด้วยจมูก ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ดูก่อนปุณณะ ! รส ทั้งหลายที่ล้มด้วยลิ้น ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ดูก่อนปุณณะ ! โผฏฐัพพะ ทั้งหลายที่ถูกต้องด้วยกาย .. ฯลฯ .. .. ฯลฯ .. ดูก่อนปุณณะ ! ธัมมารมณ์ ทั้งหลายที่รู้แจ้งด้วยใจ อันเป็นธัมมารมณ์ที่น่า ปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความ ใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในธัมมารมณ์นั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา ในธัมมารมณ์นั้นอยู่, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า " ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งนันทิ " ดังนี้. **** (ปฏิบักขนัย) **** ดูก่อนปุณณะ ! รูป ทั้งหลายที่เห็นด้วยตา อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบ มัวเมาในรูปนั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ในรูปนั้นอยู่, นันทิ ย่อมดับไป. ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า " ความดับไปไม่มี เหลือของทุกข์มีได้ เพราะความดับไปไม่เหลือของนันทิ " ดังนี้.

น.689 (ในกรณีแห่งเสียงก็ดี กลืนก็ดี รสก็ดี โผฏฐัพพะก็ดี และธัมมารมณ์ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ มีนัยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป). ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อาหารทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ (นิทาน), มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น (สมุทย), มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด (ชาติก), มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็น ต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู. ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.

น.690 ผัสสะนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่อง ก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่อง ก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นต้นเหตุ ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไร เป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?

น.691 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มือวิชชาเป็นต้นเหตุ, มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอวิชชาเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอวิชชาเป็นแดนเกิด. ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่ เพื่อภูตสัตว์ และ สัมภเวสีสัตว์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสี สัตว์ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด(สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด(ชาติก) ? มีอะไร เป็นแดนเกิด (ปภว) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็น เหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อ ให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็น เหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ๑. สูตรที่ ๑ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๔/๒๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.692 เวทนานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่อง ก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะ เป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อ ให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะ เป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่อง ก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่อง ก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณ เป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่อง ก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! วิญญาณ มีสังขาร เป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขาร ทั้งหลายมือวิชชาเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.

น.693 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; .... ฯลฯ .... ฯลฯ .... ฯลฯ ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : เรื่องอาหารอย่างเดียวกันนี้ ได้มีกล่าวถึงในสูตร ชื่อมหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๙/๔๔๖ ; ผิดกันแต่ว่าตอนท้าย มีเรื่องอื่นแทรก แล้วจึงกล่าวถึงนิโรธวาร. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อภัททกาลกิริยา (ตายชั่ว) ๑ ดูก่อนคหบดี! เมื่อจิตไม่ได้รับการรักษา, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา ; ---------------------------- ๑. ติก. อํ. ๒๐/๓๓๕/๕๔๙, ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี.

น.694 มื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมไม่ได้รับการรักษา, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็มีสภาพเปียกแฉะ (กิเลสรั่วรด) ; เมื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเปียกแฉะ, กายกรรม วจีกรรม มโน- กรรม ก็มีสภาพบูดเน่า ; เมื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบูดเน่า, ก็มี การตายที่ไม่งดงาม มีกาลกิริยาที่ไม่งดงาม. เปรียบเหมือนเมื่อ เรือนหลังคาแหลม (กูฏาคาร) มุงไม่ดี ยอดหลังคา (อก ไก่) ก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา กลอนหลังคาก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา ฝาเรือนก็เป็น อันไม่ได้รับการรักษา ; (เมื่อเป็นดังนี้) อกไก่ก็เปียกชื้น กลอนหลังคาก็เปียกชื้น ฝาเรือน ก็เปียกชื้น ; อกไก่ก็ผุเปื่อย กลอนหลังคาก็ผุเปื่อย ฝาเรือนก็ผุเปื่อย, ฉันใดก็ฉันนั้น. (ข้อความต่อไป ได้ตรัสถึงเรื่องจิตที่ตรงกันข้าม ผู้ศึกษาพึงทราบโดยปฏิปักขนัยโดยตลอดสาย กล่าวคือ มี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ได้รับการรักษา, ไม่เปียกแฉะ, ไม่บูดเน่า, ตายงดงาม.) ปฏิจจสมุปบาท แห่งทุพพลภาวะ ของมนุษย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ราชา (ผู้ปกครอง) ทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ใน ธรรม, สมัยนั้น ราชยุตต์ (ข้าราชการ) ทั้งหลาย ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ; ------------------------------------- ๑. จตุกฺก. อํ. ๒๑/๙๗/๘๐.

น.695 เมื่อ ราชยุตต์ทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ; เมื่อพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, ชาวเมืองและชาวชนบททั้งหลาย ก็ไม่ ตั้งอยู่ในธรรม ; เมื่อชาวเมืองและ ชาวชนบททั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็มี ปริวรรตไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ดาวนักษัตรและดาวทั้งหลาย ก็มี ปริวรรตไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ ดาวนักษัตรและดาวทั้งหลาย มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ. คืนและวัน ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ คืนและวัน มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, เดือนและปักษ์ ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ เดือนและปักษ์ มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ฤดูและปี ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ ฤดูและปี มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ลม (ทุกชนิด) ก็พัดไปไม่สม่ำเสมอ ; เมื่อ ลม (ทุกชนิด)พัดไปไม่สม่ำเสมอ, บัญชสา (ระบบแห่งทิศทางลมอันถูกต้อง) ก็แปรปรวน ; เมื่อ ปัญชสา แปรปรวน, เทวดาทั้งหลาย ก็ระส่ำระสาย ; เมื่อ เทวดาทั้งหลาย ระส่ำระสาย, ฝน ก็ตกลงมาอย่างไม่เหมาะสม ; เมื่อ ฝน ตกลงมาอย่างไม่เหมาะสม, พืชพรรณข้าวทั้งหลาย ก็แก่และสุกไม่สม่ำเสมอ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย บริโภคพืชพรรณข้าวทั้งหลายอัน มีความแก่และสุกไม่สม่ำเสมอ ก็กลายเป็นผู้มีอายุสั้น ผิวพรรณทราม ทุพพลภาพ และมีโรคภัยไข้เจ็บมาก. (ข้อความต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงภาวะการณ์ที่ตรงกันข้าม ผู้ศึกษาพึงทราบโดยปฏิปักขนัยโดย ตลอดสาย.) ปฏิจจสมุปบาท แห่ง มิคสัญญีสัตถันตรกัปป์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระราชา (ชนชั้นปกครอง ในสมัยที่ท่านกล่าวว่า มนุษย์มีอายุขัย ๘ หมื่นปี ซึ่งข้อนี้เป็นการคำนวณเทียบส่วนแห่งความต้องการของกิเลสกับ ----------------------------- ๑. จักกวัตติสูตร ปา. ที. ๑๑/๗๐ - ๘๐/๓๙-๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ในแว่นแคว้นมคธ.

น.696 ความเป็นอยู่ของมนุษย์) มีการกระทำชนิดที่เป็นไปแต่เพียงเพื่อการคุ้มครอง อารักขา, แต่มิได้เป็นไปเพื่อการกระทำให้เกิดทรัพย์ แก่บุคคลผู้ ไม่มีทรัพย์ทั้งหลาย ดังนั้นแล้ว ความยากจนขัดสน ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; เพราะความยากจนขัดสน เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด อทินนาทาน ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; เพราะอทินนาทาน เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด การใช้ศัสตราวุธ โดยวิธีการต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; เพราะการใช้ศัสตราวุธ โดยวิธีการต่างๆ เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ปาณาติบาต (ซึ่งหมายถึงการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; เพราะปาณาติบาต เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด มุสาวาท (การ หลอกลวงคดโกง) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๔ หมื่นปี) เพราะมุสาวาท เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด มีสุณาวาท (การพูดจา ยุแหย่เพื่อการแตกกันเป็นก๊กเป็นหมู่ ทำลายความสามัคคี) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า ถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒ หมื่นปี) เพราะมีสุณาวาท เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด กาเมสุมิจฉาจาร (การทำชู้ การละเมิดของรักของบุคคลอื่น) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑ หมื่นปี)

น.697 เพราะกาเมสุมิจฉาจาร เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ผรุสวาท และ สัมผัปปลาปวาท (การใช้คำหยาบ และคำพูดเพ้อเจ้อเพื่อความสำราญ) ก็เป็นไปอย่าง กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕ พันปี) เพราะผรุสวาท และสัมผัปปลาปวาท เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด อภิชญาและพยาบาท (แผนการกอบโกย และการทำลายล้าง) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง แรงกล้าถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒,๕๐๐-๒,๐๐๐ ปี) เพราะอภิฌาและพยาบาท เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดชนิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นิยมความชั่ว) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรง กล้าถึงที่สุด ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุชัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑,๐๐๐ ปี) เพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรม ทั้งสาม คือ อธัมมราคะ (ความยินดีที่ไม่เป็นธรรม) วิสมโลภะ (ความโลภไม่สิ้นสุด) มิจฉา- ธรรม (การประพฤติตามอำนาจกิเลส) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อย่างไม่ แยกกัน) ; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕๐๐ ปี) เ พราะ (อกุศล) ธรรม ทั้งสาม ... นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรม ทั้งหลาย คือ ไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องในมารดา, - บิดา, - สมณะ,

น.698 พราหมณ์ , และ ไม่มีกุลเชฏฐาปจายนธรรม (ความอ่อนน้อมตามฐานะสูงต่ำ), ก็เป็น ไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด. (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒๕๐ - ๒๐๐ - ๑๐๐ ปี) สมัยนั้น จักมีสมัยที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงมาเหลือเพียง ๑๐ ปี (จักมีลักษณะ แห่งความเสื่อมเสียมีประการต่างๆ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร ; รสทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย, และรสเค็ม ก็ไม่ปรากฏ ; มนุษย์ทั้งหลาย กินหญ้าที่เรียกว่า กุท์รุสกะ (ซึ่งนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทน การกินข้าว ; กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย, อกุศลกรรมบถ รุ่งเรืองถึง ที่สุด ; ในหมู่มนุษย์ ไม่มีคำพูดว่ากุศล จึงไม่มีการทำกุศล ; มนุษย์สมัยนั้น จักไม่ยกย่องสรรเสริญมัตเตยยธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อมารดา), เปตเตยยธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อบิดา), สามัญญธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อสมณะ), พรหมัญญธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อชีพราหมณ์), และกุลเชฎฐาปจายนธรรม, เหมือนอย่างที่มนุษย์ยกย่องกันอยู่ในสมัยนี้ ; ไม่มีคำพูดว่าแม่ น้าชาย น้ำหญิง พ่อ อา ลุง ป้า ภรรยาของอาจารย์ และคำพูดว่า เมียของครู; สัตว์โลกจักกระทำการ สัมเภท (สมสู่สำส่อน) เช่นเดียวกันกับแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอก ; ความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดฆ่า เป็นไปอย่างแรงกล้า แม้ในระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่กับน้อง น้องกับพี่ ทั้งชายและหญิง เหมือนกับที่นายพรานมีความรู้สึกต่อเนื้อทั้งหลาย. ในสมัยนั้น จักมีสัตถันตรกัปป์ (การใช้ศัสตราวุธติดต่อกันไม่หยุด หย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน : สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จักมีความสำคัญแก่กันและกัน

น.699 ราวกะว่าเนื้อ ; แต่ละคนมีศัสตราวุธในมือ ปลงชีวิตซึ่งกันและกันราวกะว่าฆ่าปลา ฆ่าเนื้อ. (มีมนุษย์หลายคน ไม่เข้าร่วมวงแห่งสัตถันตรกัปป์ด้วยความกลัว หนีไปซ่อนตัวอยู่ในที่ที่พอ จะซ่อนตัวได้ตลอด ๗ วัน แล้วกลับออกมาพบกันและกัน ยินดีสวมกอดกัน กล่าวกะกันและกันในที่นั้น ว่า มีโชคดีที่รอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการตั้งต้นประพฤติธรรมกันใหม่ต่อไป ชีวิตมนุษย์ก็ค่อยเจริญขึ้น จาก ๑๐ ปี ตามลำดับ ๆ จนถึงสมัย ๘ หมื่นปี อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเป็นสมัยแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้ามีพระ- นามว่า เมตเตยยสัมมาสัมพุทธะ). ปฏิจจสมุปบาทแห่งอารัมมณลาภนานัตตะ ๑ (การได้อารมณ์ หก) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ธาตุนานัตตะ (ธาตุนานาชนิด) จึงมีการ เกิดขึ้นแห่งสัญญานานัตตะ (สัญญานานาชนิด) ; เพราะอาศัย สัญญานานัตตะ จึงมีความเกิดขึ้นแห่ง สังกัปปนานัตตะ (ความ ตริตรึกนานาชนิด) ; เพราะอาศัย สังกัปปนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ผัสสนานัตตะ (ผัสสะ นานาชนิด) ; เพราะอาศัย ผัสสนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เวทนานานัตตะ (เวทนา นานาชนิด) ; เพราะอาศัย เวทนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ฉันทนานัตตะ (ความ พอใจนานาชนิด) ; ๑. สูตรที่ ๙ ธาตุสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๗๕/๓๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.700 ฉันทนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ปริฬาหนานัตตะ (ความ เร่าร้อนนานาชนิด) ; เพราะอาศัย ปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ปริเยสนานานัตตะ (การ แสวงหานานาชนิด) ; เพราะอาศัย ปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ลาภนานัตตะ (การ ได้รับนานาชนิด). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธาตุนานัตตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ธาตุนานัตตะคือ รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ ธัมมธาตุ. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ธาตุนานัตตะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยธาตุนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญา- นานัตตะ ; เพราะอาศัยสัญญานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสังกัปปนานัตตะ; ... ฯลฯ ... เพราะอาศัยปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งปริเยสนานานัตตะ ; เพราะ อาศัยปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งลาภนานัตตะ ; เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย รูปธาตุ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสัญญา (สัญญาในรูป) ; เพราะอาศัยรูปสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสังกัปปะ (ความตริตรึก ในรูป) ; เพราะอาศัยรูปสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสัมผัสสะ (การสัมผัสซึ่งรูป) ; เพราะอาศัยรูปสัมผัสสะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดขึ้นจาก การสัมผัสซึ่งรูป) : เพราะอาศัยรูปสัมผัสสชาเวทนา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปฉันทะ (ความพอใจในรูป) ; เพราะอาศัยรูปฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปปริฬาหะ (ความเร่าร้อน เพราะรูป) ; เพราะอาศัยรูปปริพาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปปริเยสนา (การแสวงหา ซึ่งรูป) ; เพราะอาศัยรูปปริเยสนา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปลาภะ (การได้รับซึ่งรูป).

น.701 (หมวดเกี่ยวกับธาตุอื่น ๆ อีก ๕ ธาตุ คือ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ และ ธัมมธาตุ ก็มีการจำแนกโดยนัยะอย่างเดียวกันกับหมวดรูปธาตุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบนนี้). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล (ที่เรากล่าวว่า) เพราะอาศัยธาตุนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญานานัตตะ ; เพราะอาศัยสัญญานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง สังกัปปนานัตตะ ; ... ฯลฯ ... เพราะอาศัยปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งปริเยส- นานานัตตะ ; เพราะอาศัยปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งลาภนานัตตะ. [ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ต่างแต่ตรัสไว้ โดยย่อ คือเว้นผัสสนานัตตะ และเวทนานานัตตะ แล้วเว้นลาภนานัตตะ ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายเสีย คงตรัส เพียงแค่ปริเยสนานานัตตะ เท่านั้น (-สูตรที่ ๗ ธาตุสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๗๓/๓๔๔).] ปฏิจจสมุปบาท แห่งการปฏิบัติผิดโดยไตรทวาร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามวิตก (ความครุ่นคิดในกาม) เป็นธรรมมีนิทาน (เหตุให้เกิด) ไม่ใช่เป็นธรรมไม่มีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย กามธาตุ (ธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึก ทางกาม) จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามสัญญา (ความหมายมั่นในกาม) ; เพราะอาศัยกามสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามสังกัปปะ (ความตริตรึก ในกาม) ; เพราะอาศัยกามสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) ; ---------------------------- ๑. สูตรที่ ๒ ทุติยวรรค ธาตุสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๑/๓๕๕-๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.702 กามฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามปริฬาหะ (ความเร่าร้อน เพื่อกาม) ; เพราะอาศัยกามปริฬาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามปริเยสนา (การแสวง หากาม). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่ซึ่งกาม ย่อม ปฏิบัติผิดโดยฐานะสาม คือ โดยกาย โดยวาจา โดยใจ. (ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสถึง พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก โดยนัยะอย่างเดียวกันกับการ แสดงนัยะแห่งกามวิตกนี้). ปฏิจจสมุปบาท แห่งการปฏิบัติชอบโดยไตรทวาร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เนกขัมม ๒ วิตก เป็นธรรมมีนิทาน (เหตุให้เกิด) ไม่ใช่ เป็นธรรมไม่มีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย เนกขัมมธาตุ (ธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึก ในการหลีกออกจากกาม) จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมสัญญา (ความหมายมันใน เนกขัมมะ) ; เพราะอาศัยเนกขัมมสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมสังกัปปะ (ความ ตริตรึกในเนกขัมมะ) ; ๑. สูตรที่ ๒ ทุติยวรรค ธาตุสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๒ -๓/๓๕๘-๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. คำว่า "เนกขัมมะ" หมายถึงการหลีกออกจากกาม; ดังนั้น คำว่า "เนกขัมมวิตก" เป็นต้น จึงหมาย ความว่า ความวิตกไปในการหลีกออกจากกาม, เป็นต้น.

น.703 เพราะอาศัยเนกขัมมสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมฉันทะ (ความ พอใจในเนกขัมมะ) ; เพราะอาศัยเนกขัมมฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมปริฬาหะ (ความ เร่าร้อนเพื่อเนกขัมมะ) ; เพราะอาศัยเนกขัมมปริฬาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมปริเยสนา (การ แสวงหาซึ่งเนกขัมมะ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่ซึ่งเนกขัมมะ ย่อม ปฏิบัติชอบ โดยฐานะสาม คือ โดยกาย โดยวาจา โดยใจ. (ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสถึงอัพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตก โดยนัยะอย่างเดียวกันกับ การแสดงนัยะแห่งเนกขัมมวิตกนี้). ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การรบราฆ่าฟันกัน ๑ (ซึ่งน่าอัศจรรย์) ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา ; เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา ๒ (ปริเยสนา) ; เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ) ; เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) ; ๑. มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ. ๒. คำว่า "แสวงหา" ในที่นี้ หมายถึงแสวงด้วยตัณหา นั่นเอง ; มิใช่การแสวงด้วยวิชชา หรือยถาภูต- สัมมัปปัญญา.

น.704 ความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค) ; เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) ; เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคุคโห) ; เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริย์) ; เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข) ; เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขา-ธิกรณ์) ; กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง !" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้ ; (เป็นอันว่า) ข้อความเช่นนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยาย ดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าว ไว้แล้วว่า "ธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า ‘มึง ! มึง !’ การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อม เพราะอาศัยการหวงกั้น" ดังนี้ : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการหวงกั้นจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการหวงกั้นไม่มี เพราะความดับไปแห่งการหวงกั้น โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ธรรมเป็นบาปอกุศล เป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย จะพึงเกิดขึ้นพร้อมได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนกเหล่านี้ กล่าว

น.705 คือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง !" การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ; นั้นคือ การหวงกั้น. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น" : ตูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความตระหนี่ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความตระหนี่ไม่มี เพราะความดับไปแห่งความตระหนี่ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การหวงกั้น จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการหวงกั้น ; นั้นคือ ความตระหนี่. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความ ตระหนี่" ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความจับอกจับใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความจับอกจับใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความจับอกจับใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความตระหนี่ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความตระหนี่ ; นั้นคือ ความจับอกจับใจ.

น.706 อานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความ จับอกจับใจ " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะ อาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความสยบ มัวเมา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความสยบมัวเมาไม่มี เพราะความดับไปแห่งความสยบมัวเมา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความจับอกจับใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหนหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละ คือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความจับอกจับใจ ; นั้นคือ ความสยบมัวเมา. ดูก่อนอานนท์! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความกำหนัดด้วยความพอใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความกำหนัดด้วยความพอใจไม่มี เพราะความดับไป แห่งความกำหนัดด้วยความพอใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความสยบมัวเมา จะมีขึ้น มาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความสยบมัวเมา ; นั้นคือ ความกำหนัดด้วยความพอใจ. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความ กำหนัดด้วยความพอใจ " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

น.707 "เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความปลงใจรัก จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อความปลงใจรักไม่มี เพราะความดับไปแห่งความปลงใจรัก โดยประการ ทั้งปวงแล้ว ; ความกำหนัดด้วยความพอใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !’) ดูก่อนอานนท์! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความกำหนัดด้วยความ พอใจ; นั้นคือ ความปลงใจรัก. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบ อธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการได้ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการได้ไม่มี เพราะความดับไป แห่งการได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความปลงใจรัก จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (" ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !") ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละ คือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความปลงใจรัก ; นั้นคือ การได้. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า " เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้ " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการแสวงหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการแสวงหาไม่มี เพราะความดับไปแห่ง

น.708 การแสวงหา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การได้จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ’ ) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการได้ ; นั้นคือ การแสวงหา. ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า "เ พราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา " ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า "เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการ แสวง" : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดย ทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แล้วไซร้ ; เมื่อ ตัณหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การแสวงหา จะมี ขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? ("ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" ) ดูก่อนอานนท์! เพราะ เหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละ คือปัจจัย ของการแสวงหา ; นั้นคือ ตัณหา. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความข้างบนนี้ มีลักษณะเป็นอิทัปปัจจยตา กล่าวคือเป็นปฏิจจสมุปบาท อย่างเต็มตัว : ตั้งต้นที่เวทนา, อันทำให้มีตัณหา, การแสวงหา, การได้, การปลงใจรัก, การกำหนัดพอใจ, การสยบมัวเมา, การจับอกจับใจ, การตระหนี่, การหวงกั้น, และเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น; รวมเป็น ๑๑ อย่าง และเป็น ๑๒ อย่างทั้งผลของมัน กล่าวคือการทะเลาะวิวาท. ปฏิจจสมุปบาท สายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิจจสมุปบาทสายปรกติ คือแทรกอยู่ตรงที่เวทนาให้เกิดตัณหา นั่นเอง. การที่ยกมาแสดงให้เห็นชัดในตอนนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายอันกว้าง ขวาง ของคำว่าปฏิจจสมุปบาท ในทุกแง่ ทุกมุม อันจะเป็นเหตุให้เข้าใจปฏิจจสมุปบาท สายปรกติได้ดีขึ้น ว่าคำว่า "ปฏิจจสมุปบาท” นี้ มีขอบเขตแห่งความหมายเพียงไหน. ขอให้เปรียบเทียบดูกับปฏิจจสมุปบาทในรูปอื่น อีกทุกแบบด้วย เสมอไป. ที่สำคัญที่สุด ก็คือ เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นมูลเหตุ แห่งการทะเลาะวิวาท การ รบราฆ่าฟัน กระทั่งถึงการทำสงคราม มหาสงคราม ของโลก ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ทั้งโดย ส่วนปัจเจกชน และโดยหมู่คณะหรือสังคมใหญ่ๆ ในโลกนี้ ในแง่ของจิตตวิทยาที่เป็น สัจจธรรม.

น.709 ปฏิจจสมุปบาท แห่ง กลหวิวาทนิโรธ ๑ (ข้อความเหล่านี้ แปลมาตามรูปคาถา บรรทัดต่อบรรทัด, และ ในการอ่าน ต้องอ่านคำถามให้จบตอนเสียก่อน แล้วจึงอ่านซีก คำตอบ, แล้วจึงเหลือบดูอย่างเทียบกันเป็นคู่ ๆ อีกครั้ง - ผู้รวบรวม) (คำถาม) (คำตอบ) (๑) การทะเลาะวิวาท มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? การทะเลาะวิวาท มีขึ้นมาจากสิ่ง เป็นที่รัก แม้กระทั่งความร่ำไรรำพัน เศร้าโศก ความตระหนี่, แม้กระทั่งความร่ำไรรำพัน เศร้าโศก และความตระหนี่, ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และการยุให้แตกกันนี้ด้วย, ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น การยุให้แตกกัน, ก็เช่นเดียวกัน, ขอจงตรัสบอก ว่าสิ่งเหล่านี้ มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? รวมทั้งการยุให้แตกกัน ซึ่งเกิดมาจากการทะเลาะวิวาทนั้น. (๒) สิ่งเป็นที่รักเล่า มีอะไรเป็นแดนเกิด ในโลกนี้ ? สิ่งเป็นที่รัก ในโลกนี้ มีฉันทะ เป็นแดนเกิด, ซึ่งเป็นเหตุให้พวกคนโลภ ท่องเที่ยวไป ในโลก ; ความหวัง และสมหวังเล่า มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ซึ่งทำให้คนสามัญ เขาหวังกันเพื่อสัมปรายภพ ? ซึ่งเป็นเหตุให้พวกคนโลภ ท่องเที่ยวไป ในโลก ; ความหวัง และสมหวัง มีฉันทะนี้เอง เป็นแดนเกิด ซึ่งทำให้คนสามัญ เขาหวังกัน เพื่อสัมปรายภพ. (๓) ฉันทะเล่า ในโลกนี้ มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ความยินดี ความไม่ยินดี ที่กล่าวกันอยู่ในโลกนั่นแหละ หรือว่า ความตกลงใจต่าง ๆ มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? ฉันทะ ย่อมมีขึ้นมา เพราะอาศัยซึ่ง สิ่งทั้งสอง นั้น ; รวมทั้งความโกรธ การพูดเท็จ และความสงสัย- เพราะเห็นความฉิบหายความเจริญ กันที่วัตถุธรรมทั้งหลาย, ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่ง ที่สมณะกล่าวถึงกันอยู่ ด้วย ? สัตว์โลก จึงทำความตกลงใจต่าง ๆ (ไปตามนั้น) ; แม้ความโกรธ การพูดเท็จ และความสงสัยเหล่านี้ ก็จักมี, ในเมื่อความยินดี ความไม่ยินดี ทั้งสองอย่างนั้น มีอยู่, ซึ่งผู้สงสัยอยากรู้ พึงศึกษา เพื่อนำไปสู่ญาณ, ให้รู้ซึ่งสิ่งเหล่านั้น อันสมณะกล่าวถึง กันอยู่. ๑. กลหวิวาทสูตร อัฏฐกวรรค สุ.ชุ. ๒๕/๕๐๒/๔๑๘.

น.710 (๔) ความยินดีและไม่ยินดี มีอะไรเป็นแดนเกิด? ความยินดีและความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นแดนเกิด : เมื่ออะไรไม่มี สิ่งทั้งสองนั้น จึงไม่มี ? เมื่อผัสสะ ไม่มี, สิ่งทั้งสองนั้นก็ไม่มี. แม้ความรู้สึกว่าความฉิบหายและเจริญ นั้นเล่า แม้ความรู้สึกว่าความฉิบหาย และความเจริญนั้นเล่า ขอจงตรัสบอก ว่าสิ่งทั้งสองนั้น มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เราบอกท่านว่า มีผัสสะนี้เอง เป็นแดนเกิด. (๕) ผัสสะเล่า ในโลกนี้ มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ผัสสะ ในโลกนี้ ย่อมเกิด เพราะอาศัยซึ่งนามและรูป แม้ความคิดยึดครองก็ตาม มีขึ้นมาแต่เหตุอะไร? ความคิดยึดครองทั้งหลาย มีความอยากเป็นแดนเกิด ; เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าของเรา จึงไม่มี ? เมื่อความอยากไม่มี ความยึดถือว่าของเรา ก็ไม่มี ; เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงจะไม่เกิดการกระทบ ? เมื่อรูปธรรมไม่มี ผัสสะก็จะไม่เกิดการกระทบ. (๖) รูปจะไม่มี เมื่อดำรงอัตตภาพไว้ อย่างไร ? ไม่เป็นผู้ สัญญสัญญี, ๑ ไม่เป็น ผู้วิสัญญสัญญี. ๒ สุขหรือทุกข์ก็ตาม จะไม่มีได้อย่างไร ? ไม่เป็น ผู้อสัญญี, ๓ ไม่เป็น ผู้วิภูตสัญญี, ๔ ขอจงตรัสบอกโดยประการที่สิ่งนั้นจะไม่มี ดำรงอัตตภาพอยู่ในสถานะอย่างนี้ รูปจึงไม่มี, ใจของข้าพระองค์ หวังอยู่ว่าจักได้ทราบซึ่งข้อนั้น. เพราะว่าปปัญจสังขามีสัญญา เป็นแดนเกิด. (๗) ทูลถามข้อใด ได้ทรงอธิบายข้อนั้นแล้ว ; แม้พวกหนึ่งกล่าวความบริสุทธิ์ ว่าสูงสุดเพียงเท่านั้น ขอทูลถามข้ออื่นอีก ขอจงบอก ซึ่งข้อนั้น : อ้างตนเป็นบัณฑิต กล่าวความบริสุทธิ์ของคนในโลกอยู่ ; พวกบัณฑิตที่กล่าวความบริสุทธิ์ของคนในโลก แต่ก็ยังมีอีกพวกหนึ่ง กล่าวลัทธิสมัยแห่งตน พวกหนึ่งกล่าวความบริสุทธิ์ว่าสูงสุดเพียงเท่านั้น ๖ เป็นพวกฉลาดพูดกล่าวถึงชั้น "อนุปาทิเสส ๗ หรือว่ายังมีพวกที่กล่าวสิ่งอื่น ที่สูงสุดกว่าสิ่งนั้น ? ส่วนมุนี รู้จักทั้งสองพวกนั้น ว่ายังถูกทิฏฐิอาศัยอยู่. พิจารณาเห็นอยู่ว่า มีนิสสัยของทิฏฐิทั้งสองพวก . มุนีรู้เช่นนั้นแล้ว จึงหลุดพ้น ไม่ถึงซึ่งการวิวาท, เป็นปราชญ์ ไม่ไปสู่ความมีและความไม่มี อีกต่อไป. ๑. ไม่ใช่ผู้มีสัญญาด้วยสัญญาปรกติ, ๒. ไม่ใช่ผู้มีสัญญา ด้วยสัญญาวิปริต (คือไม่ใช่เมาหรือบ้า ฯลฯ), ๓. ไม่ใช่ผู้ไม่มีสัญญา (คือไม่ใช่อยู่ในนิโรธสมาบัติหรืออสัญญีสัตว์). ๔. ไม่ใช่ ผู้ปราศจากสัญญา (คือไม่ใช่กำลังอยู่ในอรูปฌาน). ๕. ปปัญจสังขา คือธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้าแก่การหลุดพ้น, ได้แก่ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ. ๖. พวกนี้ถือว่า ความบริสุทธิ์ของบุคคลชั้นเลิศ สูงสุดอยู่ที่ความไม่มีรูป ของผู้ที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยสัญญา ๔ ประการ ดังที่กล่าวแล้ว ในคำตรัสตอบ ตอนที่ (๖) ข้างบน. ๗. "อนุปาทิเสส" ในที่นี้ ได้ใส่เครื่องหมายอัญญประกาศไว้ เพราะเป็นเรื่องของอุจเฉททิฏฐิ, กล่าวคือ ความที่ตายแล้วขาดสูญไม่มีอะไร โดยประการทั้งปวง, อันเป็นผลของอุจเฉททิฏฐิ นั่นเอง.

น.711 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การทะเลาะวิวาทนั้น จะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิงไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังไม่หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์, เพราะยังมีรูป และอรูป อันเป็นที่ตั้งของสัญญาที่เป็นแดนเกิดของปปัญจสังขา, กล่าวคือ ยังไม่บรรลุ ความเป็นพระอรหันต์นั่นเอง. พระบาลีนี้ แสดงไว้ในลักษณะของปฏิจจสมุปบาท อย่าง น่าสนใจยิ่ง. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การอยู่อย่างมี "เพื่อนสอง" ๑ พระมิคชาละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุ เพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มี การอยู่ อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนมิคซาละ ! รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้, แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ, นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. เมื่อนันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมมี ; เมื่อสาราค่ะ มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี : ๑. สูตรที่ ๑ มิคชาลวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๔๓/๖๖, ตรัสแก่พระมิคซาละ ที่เชตวัน.

น.712 มิคชาละ ! ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย การผูกจิตติดกับอารมณ์ - ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า " ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง" . (ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงคมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะ พึงเห็นด้วยจักษุ)- ดูก่อนมิคซาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะต้องเสพเสนาสนะ อันเป็นป่าและบ่าชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย ปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำการลับของมนุษย์ เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น เช่นนี้แล้วก็ตาม ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง อยู่นั้นเอง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ตัณหานั้นแล เป็นเพื่อนสอง ของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า พระพุทธภาษิตนี้ แสดงให้เห็นความหมาย และความแตกต่างของภาษาคน และภาษาธรรม. เพื่อนสองใน ภาษาธรรม หมายถึงตัณหาที่กำลังเกิดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นเพื่อนสองที่มีความหมายรุนแรง มากกว่าเพื่อนสองในภาษาคน, เพราะว่าเข้าไปอยู่ถึงภายในจิต. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การอยู่อย่าง "คนเดียว" ๑ พระมิคชาละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุเพียง เท่าไรหนอแล ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว พระเจ้าข้า?" ๑. สูตรที่ ๑ มิคชาลวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๔๕/๖๗, ตรัสแก่พระมิคชาละ ที่เชตวัน.

น.713 ดูก่อนมิคชาละ ! รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบ มัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้, แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นนั่นแหละ, นันทิ ย่อมดับ ; เมื่อนันทิไม่มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ซ่อมไม่มี ; เมื่อสาราละไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมไม่มี ; ดูก่อนมิคชาละ ! ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า (ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลาย อันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ). ดูก่อนมิคซาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้อยู่ในหมู่บ้าน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย, ด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม ; ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละ เสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว, ดังนี้ แล.

น.714 ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การอยู่ด้วยความประมาท” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งอาการของภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยความ ประมาท และของภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอ ทั้งหลายจงฟังซึ่งความข้อนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท เป็นอย่าง ไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ ไม่สำรวมระวัง ซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่ จิต ย่อมเกลือกกลั้ว ในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา ; เมื่อภิกษุนั้นมี จิตเกลือกกลั้วแล้ว ปราโมทย์ ย่อมไม่มี ; เมื่อ ปราโมทย์ ไม่มี ปีติ ก็ไม่มี ; เมื่อ ปีติ ไม่มี ปัสสัทธิ ก็ไม่มี ; เมื่อ ปัสสัทธิ ไม่มี ภิกษุนั้นย่อม อยู่เป็นทุกข์ : เมื่อ มีทุกข์ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ; เมื่อ จิตไม่ตั้งมั่น ธรรม ทั้งหลายย่อม ไม่ปรากฏ : เพราะ ธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้ มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท โดยแท้. ๑. สูตรที่ ๔ ฉฬวรรค สฬายคนสั่งยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๘๗/๑๔๓-๔ .

น.715 (ในกรณีแห่งอินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็มีนัยะอย่างเดียวกัน) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท (ในกรณีแห่งภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ได้ทรงแสดงไว้โดยปฏิบักขนัย, ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงเอาเอง). หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สูตรนี้ เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น มีอยู่ในรูปต่างๆกันไม่จำเป็นจะต้อง ขึ้นต้นด้วยคำว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ... ฯลฯ ... " เสมอไป. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณะ ๑ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ; บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อม รู้สึก (สัญญา) ซึ่งเวทนานั้น ; บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อม ตริตรึก (วิตก ) อยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลตริตรึกอยู่กะเวทนาใด, ย่อม ประพฤติซึ่งความเนิ่นช้า (ปปัญจะ) อยู่กะเวทนานั้น ;บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (กล่าวคืออนุสัย) ชนิดต่างๆอันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญาสังขา) ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ ในรูปทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยตา ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. ๑. มธุบีณฑิกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๒๒๖/๒๔๘, พระมหากัจจานะ กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.716 เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ในเสียงทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยหู ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ในกลิ่นทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจมูก ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ในรสทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยลิ้น ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; บุคคลเสวย

น.717 ซึ่งเวทนาใด, ย่อม รู้สึก (สัญญา) ซึ่งเวทนานั้น ; บุคลลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อม ตริตรึก (วิตก) อยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลตริตรึกอยู่กะเวทนาใด, ย่อม ประพฤติซึ่ง ความเนิ่นช้า (ปปัญจะ) อยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (กล่าวคืออนุสัย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญา- สังขา) ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ ในธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันจะ พึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน. .... .... .... .... ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อตามีอยู่. เมื่อรูปมีอยู่, เมื่อจักขุวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อหูมีอยู่. เมื่อเสียงมีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ...... ฯลฯ ... ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกมีอยู่, เมื่อกลื่นมีอยู่, เมื่อฆานวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้.

น.718 หนอ เมื่อลิ้นมีอยู่, เมื่อรสมีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เมื่อกายมีอยู่, เมื่อโผฏฐัพพะมีอยู่, เมื่อกาย- วิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็น ฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจมีอยู่, เมื่อธัมมารมณ์มี อยู่, เมื่อมโนวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญา อันทำความเนิ่นช้า แก่การละอนุสัย ๑ (เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเล่าเรื่องการสนทนากับทัณฑปาณิศากยะจบลงแล้ว, ภิกษุ รูปหนึ่ง ได้ทูลถามขึ้นว่า : - ) ------------------- ๑. มธุบิณฑิกสูตร มู.ม. ๑๒/๒๒๒, ๒๒๕/๒๔๕, ๒๔๘, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ต่อหน้าภิกษุทั้งหลาย ที่นิโคร- ธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ .

น.719 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! พระผู้มีพระภาคทรงมีปรกติตรัสอย่างไร จึงไม่ โต้เถียงกับผู้ใดผู้หนึ่ง ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์, ดำรงอยู่ในโลก ; อนึ่ง จะเป็นไปได้โดย วิ ธีใด ที่สัญญาทั้งหลาย จะไม่นอนตาม ซึ่งบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ปราศจากกาม ทั้งหลายอยู่, ผู้หมดความสงสัยอันเป็นเหตุให้ถามว่าอะไรเป็นอย่างไร, ผู้มีความรำคาญ อันตัดขาดแล้ว, ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่ ; พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนภิกษุ! สัญญา (ความสำคัญมั่นหมายซึ่งเป็นอนุสัย) ๑ ชนิดต่าง ๆ อันเป็น เครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญา), ย่อมกลุ้มรุมบุรุษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็น ต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์นั้น มีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้น จะพึงเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมก แล้วไซร้ ; นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งราคานุสัย, แห่งปฏิฆานุสัย, แห่งทิฏฐานุสัย, แห่งวิจิกิจฉานุสัย, แห่งมานานุสัย, แห่ง ภวราคานุสัย แห่งอวิชชานุสัย; และนั่นแหละคือที่สุดแห่งการใช้อาวุธไม่มีคม การ ใช้อาวุธมีคม, การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า "มึง ! มึง! " , การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะ เหตุนั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ, ดังนี้. ๒ (ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเข้าสู่ที่ประทับ, พวกภิกษุที่ฟังอยู่ยังไม่เข้าใจในเนื้อ ความแห่งพุทธพจน์นี้ จึงพากันไปหาพระมหากัจจานะให้ช่วยขยายความ. พระมหากัจจานะกล่าวขยายความ ดังนี้ : - ) ----------------------- ๑. สัญญาในที่นี้ มิใช่เป็นเพียงความจำ ; แต่เป็นความสำคัญมั่นหมาย เช่น สุขสัญญา = สัญญาว่าสุข ; อัตตสัญญา = สัญญาว่าตัวตน เป็นต้น, เกิดขึ้นด้วยอุปาทาน ; เกิดเมื่อใด ย่อมก่ออนุสัย และเพิ่มความ เป็นอนุสัย (ความเคยชิน) ยิ่งขึ้นทุกที ; ก็ทำความเนิ่นช้า หรือความยากแก่การดับทุกข์ ยิ่งขึ้นทุกที. ๒. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสตอบคำถามที่หนึ่งโดยตรง เพราะตอบรวมกันได้กับคำตอบของคำถาม ที่สองนั่นเอง, ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นได้, ไม่ต้องฉงน : ข้อความตอนที่ว่า "นั่นคือที่สุดแห่งการใช้ อาวุธไม่มีคม .... ", นั่นเองเป็นคำตอบของปัญหาที่หนึ่ง ที่ถามว่า มีปรกติตรัสอย่างไร ?

น.720 ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอุเทศ ไว้แต่โดยย่อ ว่ า "ดูก่อนภิกษุ1 สัญญาชนิดต่างๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมบุรุษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็นต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์นั้น มีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้นจะพึงเพลิดเพลิน ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ธรรม อันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะเหตุนั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ", ดังนี้แล้ว ไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร และเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เราย่อมรู้เนื้อความแห่งอุเทศ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้แต่โดยย่อ, ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความไว้โดยพิสดารนี้ ; ได้โดยพิสดาร อย่างนี้คือ : - ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย, รูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ ( ตา + รูป + จักขุ- วิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึกซึ่งเวทนานั้น ; บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อมมีวิตกอยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลมีวิตกอยู่กะเวทนาใด, ย่อมประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น, โดยมีเวทนานั้น เป็นเหตุ, เป็นไปในรูปทั้งหลาย อันพึงรู้แจ้งได้ด้วยตา, ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน. ๑. ผู้อ่านควรจะสังเกตให้เห็นได้ตรงนี้เลยว่า เวทนา นี้แหละคืออาการของปฏิจจสมุปบาทที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ทำความเห็นช้าแก่การละอนุสัย.

น.721 ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย, ... ฯลฯ ... ๑ และปัจจุบัน ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย, ... ฯลฯ ... และปัจจุบัน ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย, ... ฯลฯ ... และปัจจุบัน ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย, ... ฯลฯ ... และปัจจุบัน. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึกซึ่งเวทนานั้น ; บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อมมีวิตกอยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลมีวิตกอยู่กะเวทนาใด, ย่อมประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่ละเวทนานั้น ; บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น, โดยมีเวทนานั้น เป็นเหตุ. เป็นไปในธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันพึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ, ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน. .... .... ......... ๑. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลืน, ลิ้นกับรส, กาย กับโผฏฐัพพะ ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ไว้, ก็พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ เพียงชื่อแห่งอายตนะ แต่ละอายตนะเท่านั้น.

น.722 หนอ เมื่อตามีอยู่, เมื่อรูปมีอยู่ , เมื่อจักขุวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ ๑ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะ ที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญา- สังขาสมุทาจรณบัญญัติ ๒ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อหูมีอยู่, เมื่อเสียงมีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ๓ ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกมีอยู่, เมื่อกลิ่น มีอยู่, เมื่อมานวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อลิ้นมีอยู่, เมื่อรสมีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้. ---------------------- ๑. ผัสสบัญญัติ คือการกล่าวไปตามความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับผัสสะ ว่า มีอยู่โดยลักษณะ โดยชนิด โดย อาการเป็นต้น ว่ามีอยู่อย่างนั้น ๆ, ไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่านี้. แม้ในการบัญญัติข้ออื่น ๆ มีเวทนา- บัญญัติเป็นต้น ก็มีนัยอย่างเดียวกัน. ๒. ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ คือการบัญญัติซึ่งการกลุ้มรุมของสัญญา กล่าวคือความสำคัญ ซึ่ง เป็นอนุสัยมีชนิดต่าง ๆ ล้วนแต่ทำความเนิ่นช้า. ๓. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ; ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลิ่น, ลิ้นกับรส, กายกับโผฏฐัพพะ, ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ไว้, พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน.

น.723 ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อกายมีอยู่, เมื่อโผฎ- รู้พพะมีอยู่, เมื่อกายวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจมีอยู่, เมื่อธัมมารมณ์ มีอยู่, เมื่อมโนวิญญาณมีอยู่ ; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะ ที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตก- บัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติ ซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. .... (ปฏิบักขนัย) .... ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อตาไม่มีอยู่, เมื่อรูป ไม่มีอยู่, เมื่อจักขุวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็น ฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งเวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญาไม่มีอยู่ เขา จักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกไม่มี อยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.

น.724 หนอ เมื่อหูไม่มีอยู่. เมื่อเสียง ไม่มีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ๑ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกไม่มีอยู่, เมื่อกลิ่น ไม่มีอยู่, เมื่อมานวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อลิ้นไม่มีอยู่, เมื่อรส ไม่มีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อกายไม่มีอยู่, เมื่อ โผฏฐัพพะไม่มีอยู่, เมื่อกายวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจไม่มีอยู่ , เมื่อ ธัมมารมณ์ไม่มีอยู่, เมื่อมโนวิญญาณไม่มีอยู่ ; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งสัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่ง ๑. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลิ่น, ลิ้นกับรส, กาย กับโผฏฐัพพะ, ซึ่งละ ... ฯลฯ ... ไว้, พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน.

น.725 สัญญาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้ ; เมื่อ การบัญญัติซึ่งวิตกไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้. .... .... .... .... ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอุเทศไว้ แต่โดยย่อ ว่า "ดูก่อนภิกษุ ! สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความ เห็นช้า ย่อมกลุ้มรุมบุรุษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็นต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์ นั้นมีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้นจะพึงเพลิดเพลิน ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ธรรม อันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะเหตุนั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ" ดังนี้ แล้ว ไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร และเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เราย่อมรู้เนื้อความแห่งอุเทศ ที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงไว้แต่โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความโดยพิสดารนี้ ได้โดยพิสดาร อย่างนี้แล. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็ถ้าท่านทั้งหลายหวังอยู่ ก็จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า แล้วทูลถามซึ่งความข้อนั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่าน ทั้งหลายอย่างไร ท่านทั้งหลาย จงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด. (ภิกษุเหล่านั้น ได้เข้าไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ได้ตรัสรับรองข้อความนั้น ว่าถูกต้องตามที่พระองค์จะตรัสเอง และได้ตรัสสรรเสริญพระมหากัจจานะว่า เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก). หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษา พึง สังเกต อาการ แห่ง ปฏิจจ สมุปบาท เพียงอาการเดียว ซึ่งในที่นี้ได้แก่เวทนา อันเกิดมาจากอวิชชาสัมผัสนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตาม เป็นสิ่งทำความเห็นช้าแก่การละเสียซึ่งอนุสัย คือ ความเคยชินในการสยบมัวเมาในเวทนาแต่กาลก่อน, ยิ่งเสวยเวทนาอีก ก็ยิ่งเพิ่มอนุสัยยิ่ง ขึ้นไปอีก : สุขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัยประเภทราคะ, ทุกขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัย

น.726 ประเภทโทสะ, อทุกขมสุขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัยประเภทโมหะ. มันเพิ่มกำลังแก่อนุสัย อย่างไร รู้ได้ที่อาการแห่งปฏิจจสมุปบาททั้งสาย นั่นเอง ; กล่าวคือ ทำความเคยชิน เพิ่มขึ้น ในการสร้างภพ-ชาติ-ตามแบบปฏิจจสมุปบาท; ดังนั้น จงระวังแม้แต่ปฏิจจ- สมุปบาท เพียงอาการเดียว คือ “เวทนา” ในลักษณะที่กล่าวไว้ในสูตรนี้แล้ว ซ่อนตัวอยู่ ในนามของ "สัญญา" ซึ่งในที่นี้หมายถึงความสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การดับปปัญจสัญญาสังขา ๑ "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! อะไรเป็น เครื่องผูกพันเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คันธัพพ์ทั้งหลาย อันมีอยู่เป็นหมู่ ๆ (ซึ่งแต่ละหมู่) ปรารถนาอยู่ว่า เราจักเป็นคนไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถจักเป็นผู้อยู่ อย่างผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกันเล่า พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนจอมเทพ ! อิสสาและมัจฉริยะ นั้นแล เป็นเครื่องผูกพัน ... ฯลฯ ... "ข้าแต่พระสุคต! ความสงสัยของข้าพระองค์ในเรื่องนั้นสิ้นแล้ว เรื่องที่จะต้อง ถามใครว่าอย่างไรในเรื่องนั้น ก็ปราศจากไปแล้ว เพราะได้ฟังปัญหาพยากรณ์ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็อิสสาและมัจฉริยะนั้น มีอะไรเป็นนิทาน (ต้นเหตุ) มีอะไรเป็นสมุทัย (เครื่องก่อขึ้น) มีอะไรเป็นชาติกะ (เครื่องทำให้เกิด) มีอะไรเป็นปภวะ (แดนเกิด) : เมื่ออะไรมีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะ จึงไม่มี พระเจ้าข้า ?" ----------------------------- ๑. สักกปัญหสูตร มหา.ที. ๑๐/๓๑๐/๒๕๕, ตรัสแก่ท้าวสักกเทวราช ที่ถ้ำอินทสาละ ภูเขาเวทยิกบรรพต.

น.727 ดูก่อนจอมเทพ ! อิสสาและมัจฉริยะนั้น มีสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็น ที่รัก (ปิยาปฺปิย) นั่นแล เป็นนิทาน ... ฯลฯ ... เมื่อสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก ไม่มีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะ ก็ไม่มี. "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้นเล่า มีอะไรเป็น นิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก จึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนจอมเทพ ! สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้น มีฉันทะ (ความ พอใจ) เป็นนิทาน ... ฯลฯ ... เมื่อฉันทะ ไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็ไม่มี. "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ฉันทะนั้นเล่า มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ ฉันทะจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ ฉันทะจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนจอมเทพ ! ฉันทะนั้นมีวิตก (ความตริตรึก) เป็นนิทาน ... ฯลฯ ... เมื่อวิตกไม่มีอยู่ ฉันทะก็ไม่มี. "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็วิตกนั้นเล่า มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็น ชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ วิตกจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ วิตกจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนจอมเทพ ! วิตกนั้น มีปปัญจสัญญาสังขา เป็นนิทาน ... ฯลฯ ... เมื่อปปัญจสัญญาสังขาไม่มีอยู่ วิตกก็ไม่มี.

น.728 "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติอย่างไรเล่า จึงชื่อว่าเป็นผู้ ปฏิบัติ ข้อปฏิบัติเครื่องยังสัตว์ให้ถึงซึ่งความสมควรแก่การดับไม่เหลือแห่งปปัญจ- สัญญาสังขา พระเจ้าข้า ?" ดูก่อนจอมเทพ ! เราตถาคตย่อมกล่าวซึ่งโสมนัส ไว้เป็น ๒ อย่าง คือ โสมนัส- ที่ควรเสพ อย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพ อย่างหนึ่ง (ต่อไปได้ตรัสถึงโทมนัส และอุเบกขา ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ ได้ตรัสไว้โดยแยกเป็นสองอย่างเช่นเดียวกัน). ดูก่อนจอมเทพ ! คำนี้ว่า "เราตถาคตย่อมกล่าวซึ่งโสมนัส ไว้เป็น ๒ อย่าง คือโสมนัสที่ควรเสพอย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพอย่างหนึ่ง" ดังนี้ เป็นคำที่เรากล่าว แล้ว ก็คำนั้น เราอาศัยเหตุผลอะไรกล่าวเล่า ? ดูก่อนจอมเทพ! ในบรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จักซึ่งโสมนัส อันใดว่า "เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แลอยู่ ธรรมอันเป็นอกุศลทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ย่อมเสื่อมสิ้นไป" ดังนี้; โสมนัสอันมีลักษณะอย่างนี้ เป็นโสมนัสที่ไม่ควรเสพ . ดูก่อนจอมเทพ! ในบรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคล พึงรู้จักซึ่งโสมนัสอันใดว่า "เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แลอยู่ ธรรมอันเป็นอกุศลทั้งหลาย ย่อม เสื่อมสิ้นไป ธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่งขึ้น" ดังนี้ ; โสมนัสอันมีลักษณะ อย่างนี้ เป็นโสมนัสที่ควรเส พ. ดูก่อนจอมเทพ! ในบรรดาโสมนัสทั้ง ๒ อย่างนั้น โสมนัสใดแล มีวิตกมีวิจาร, โสมนัสใดแล ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร; โสมนัสที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร นั่น เป็นโสมนัสที่ประณีตกว่าโสมนัสที่มีวิตกมีวิจารนั้น. ดูก่อนจอมเทพ ! คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า "โสมนัสมีสองอย่าง คือโสมนัส ที่ควรเสพอย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพอย่างหนึ่ง" ดังนี้นั้น คำนั้น เรากล่าวแล้วอาศัย เหตุผลเหล่านี้แล.

น.729 (ต่อไปนี้ก็ได้ตรัสคำอธิบายเกี่ยวกับโทมนัส และอุเบกขา โดยนัยอย่างเดียวกัน ทุกประการ) ดูก่อนจอมเทพ ! ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว (ในลักษณะที่ทำให้รู้จักโสมนัส โทมนัสและอุเบกขา ดังที่กล่าวแล้ว) อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติเครื่องยังสัตว์ ให้ถึงซึ่ง ความสมควรแก่การดับไม่เหลือแห่งปปัญจสัญญาสังขา. ปฏิจจสมุปบาท ที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท (มี ๒๓ อาการ) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย สำหรับ บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มิใช่สำหรับบุคคลผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความสั้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้ รู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้ รู้อยู่ เห็นอยู่ว่า " รูป คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ ๆ. ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ ๆ ;" และว่า " เวทนา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ, ความ ไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ" ; และว่า " สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิด สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ ๆ"; และว่า " สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่ง ๑. สูตรที่ ๓ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๕/๖๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.730 สังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ" ; และว่า " วิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ" ; ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความสั้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ ๆ แล. (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย มีอยู่, ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะ นั้นย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวญาณแม้นั้น ว่าเป็นญาณมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่ไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณใน ความสิ้นไป ? คำตอบ พึงมีว่า " วิมุตติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณในความ สิ้นไป". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิมุตติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปอาศัยของวิมุตติ ? คำตอบ พึงมีว่า " วิราคะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิมุตติ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิราคะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิราคะ ! คำตอบ พึงมีว่า " นิพพิทา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิราคะ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้นิพพิทา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไป ตั้งอาศัยไม่.

น.731 (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา ! คำตอบ พึงมีว่า " ยถาภูตญาณทัสสนะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาภูตญาณ- ทัสสนะ ? คำตอบ พึงมีว่า " สมาธิ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาภูตญาณทัสสนะ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สมาธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็น ธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสมาธิ ! คำตอบ พึงมีว่า " สุข คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสมาธิ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สุข ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสุข ” คำตอบ พึงมีว่า " ปัสสัทธิ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสุข" . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปัสสัทธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปัสสัทธิ ? คำตอบ พึงมีว่า " ปีติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปัสสัทธิ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปีติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่.

น.732 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปีติ ? คำตอบ พึงมีว่า " ปราโมทย์ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปีติ". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปราโมทย์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรม ไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปราโมทย์ ? คำตอบ พึงมีว่า " สัทธา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปราโมทย์". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สัทธา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่ เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสัทธา ? คำตอบ พึงมีว่า " ทุกข์ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสัทธา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ทุกข์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๑๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของทุกข์ ? คำตอบ พึงมีว่า " ชาติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของทุกข์". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ชาติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๑๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของชาติ ? คำตอบ พึงมีว่า " ภพ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของชาติ". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ภพ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่

น.733 (๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของภพ ? คำตอบ พึงมีว่า " อุปาทาน คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของภพ" . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้อุปาทาน ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๑๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของอุปาทาน ? คำตอบ พึงมีว่า " ตัณหา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของอุปาทาน". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ตัณหา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่ เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๑๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของตัณหา ? คำตอบ พึงมีว่า " เวทนา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของตัณหา". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้เวทนา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของเวทนา ? คำตอบ พึงมีว่า " ผัสสะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของเวทนา" . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ผัสสะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้ง อาศัยไม่. (๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของผัสสะ ? คำตอบ พึงมีว่า " สฬายตนะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของผัสสะ". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สฬายตนะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรม ไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.

น.734 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสฬายตนะ ? คำตอบ พึงมีว่า " นามรูป คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสฬายตนะ". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้นามรูป ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่ เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๒๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนามรูป ? คำตอบ พึงมีว่า " วิญญาณ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนามรูป". ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิญญาณ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่ เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๒๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณ ? คำตอบ พึงมีว่า " สังขาร ทั้งหลาย คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณ". ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สังขารทั้งหลาย ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่ เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่. (๒๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสังขาร ทั้งหลาย ? คำตอบ พึงมีว่า " อวิชชา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสังขารทั้งหลาย". [เมื่อนับความสิ้นอาสวะเข้าด้วย ก็เป็น ๒๔ อย่าง] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล สังขารทั้งหลาย ชื่อว่ามี อวิชชาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ;

น.735 วิญญาณ ชื่อว่ามี สังขาร เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; นามรูป ชื่อว่ามี วิญญาณ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สฬายตนะ ชื่อว่ามี นามรูป เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ผัสสะ ชื่อว่ามี สฬายตนะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; เวทนา ชื่อว่ามี ผัสสะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ตัณหา ชื่อว่ามี เวทนา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; อุปาทาน ชื่อว่ามี ตัณหา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ภพ ชื่อว่ามี อุปาทาน เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ชาติ ชื่อว่ามี ภพ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ทุกข์ ชื่อว่ามี ชาติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สัทธา ชื่อว่ามี ทุกข์ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ปราโมทย์ ชื่อว่ามี สัทธา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ปีติ ชื่อว่ามี ปราโมทย์ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ปัสสัทธิ ชื่อว่ามี ปีติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สุข ชื่อว่ามี ปัสสัทธิ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สมาธิ ชื่อว่ามี สุข เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ ชื่อว่ามี สมาธิ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; นิพพิทา ชื่อว่ามี ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; วิราคะ ชื่อว่ามี นิพพิทา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; วิมุตติ ชื่อว่ามี วิราคะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ญาณในความสิ้นไป ชื่อว่ามี วิมุตติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝน นั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลายให้เต็ม ; ครั้นซอกเขา

น.736 ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย เต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม ; บึงน้อยทั้งหลาย เต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำน้อย ทั้งหลายให้เต็ม ; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม ; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรให้เต็ม, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันเดียวกันนั้นแล คือ สังขารทั้งหลาย ชื่อว่า มือวิชชาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; วิญญาณ ชื่อว่ามีสังขารเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; นามรูป ชื่อว่ามีวิญญาณเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สหายตนะ ชื่อว่ามีนามรูปเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ผัสสะ ชื่อว่ามีสหายตนะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; เวทนา ชื่อว่ามีผัสสะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ตัณหา ชื่อว่ามีเวทนาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; อุปาทาน ชื่อว่ามีตัณหาเป็นที่เข้าไปตั้ง อาศัย ; ภพ ชื่อว่ามีอุปาทานเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ชาติ ชื่อว่ามีภพเป็นที่เข้าไปตั้ง อาศัย ; ทุกข์ ชื่อว่ามีชาติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สัทธา ชื่อว่ามีทุกข์เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ปราโมทย์ ชื่อว่ามีสัทธาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย : ปีติ ชื่อว่ามีปราโมทย์เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; บัสสิทธิ ชื่อว่ามีปีติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สุข ชื่อว่ามีบัสสิทธิเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; สมาธิ ชื่อว่ามีสุขเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ ชื่อว่ามีสมาธิเป็นที่เข้าไป ตั้งอาศัย ; นิพพิทา ชื่อว่ามียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; วิราคะ ชื่อว่ามี นิพพิทาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; วิมุตติ ชื่อว่ามีวิราคะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย ; ญาณใน ความสิ้นไป ชื่อว่ามีวิมุตติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย, ดังนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อาหารของอวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ ; ก่อน แต่นี้ อวิชชามิได้มี ; แต่ว่า อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ๑. อวิชชาสูตรที่ ๑ ยมกวรรค ทสภ. อํ. ๒๔/๑๒๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.737 คำกล่าวอย่างนี้แหละ เป็นคำที่ใคร ๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า " อวิชชาย่อม ปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชานั้น ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า "นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า " ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของทุจริต ทั้งหลาย ๓ ประการ : . คำตอบพึงมีว่า " การไม่สำรวมอินทรีย์ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้การไม่สำรวมอินทรีย์ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการ ไม่สำรวมอินทรีย์ : คำตอบพึงมีว่า " ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ? คำตอบพึงมีว่า " อโยนิโสมนสิการ " ดังนี้. ๑. คำว่า วุจฺจติ คำนี้ เคยแปลกันแต่ว่า อันตถาคตย่อมกล่าว กันจนเป็นธรรมเนียมไปเสีย ในที่นี้ พิจารณา ดูแล้ว เห็นได้ว่าควรจะแปลว่าใคร ๆ ทุกคนที่เป็นผู้รู้ รวมทั้งพระองค์เองด้วย ควรจะกล่าว หาใช่เป็น การผูกขาดเฉพาะไว้แต่พระองค์ผู้เดียวไม่.

น.738 เรากล่าวว่า ถึงแม้อโยนิโสมนสิการ ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอโยนิโสมนสิ การ ? คำตอบพึงมีว่า "ความไม่มีสัทธา" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความไม่มีสัทธา ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของความไม่มี สัทธา ? คำตอบพึงมีว่า "การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการ ไม่ได้ฝั่งพระสัทธรรม ? คำตอบพึงมีว่า "การไม่คบสัตบุรุษ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ เมื่อการไม่คบสัตบุรุษเป็น ไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่ได้นั่งพระสัทธรรมให้บริบูรณ์ ; การไม่ได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความไม่มีสัทธาให้ บริบูรณ์ ; ความไม่มีสัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ; อโยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ให้บริบูรณ์ ; ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่สำรวม อินทรีย์ให้บริบูรณ์ ;

น.739 การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ให้บริบูรณ์ : ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์ ; นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งอวิชชานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และ บริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝน นั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย ให้เต็ม; ครั้น ซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย เต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม; บึงน้อย ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม ; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำ แม่น้ำน้อยทั้งหลายให้เต็ม ; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลาย ให้เต็ม; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรสาครให้เต็ม. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! อาหารแห่งมหาสมุทรสาครนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเต็มแล้วด้วย อาการอย่างนี้, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ การไม่คบสัตบุรุษเป็นไป บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่ได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์ ; การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความไม่มีสัทธาให้บริบูรณ์ ; ความไม่มีสัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำ

น.740 อโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ; อโยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้ไม่มี ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่ สติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ; สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ ; การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ; ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์ ; นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้ บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งอวิชชานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และ บริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความทั้งหมดนี้ ก็มีลักษณะแห่งอิทัปปัจจยตา คือเป็นอาการแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาทของอวิชชาโดยตรง เกิดแก่อวิชชา ก่อนหน้าแต่อวิชชาจะทำหน้าที่ปรุงแต่งปฏิจจสมุปบาทสายที่เป็นใหญ่ เป็น ประธาน ของการเกิดแห่งกองทุกข์. ปฏิจจสมุปบาท แห่งอาหารของภวตัณหา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏ : ก่อนแต่นี้ภวตัณหามิได้มี ; แต่ว่า ภวตัณหาเพิ่งมีต่อภายหลัง . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำกล่าวอย่างนี้แหละเป็นคำที่ใคร ๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า " ภวตัณหาย่อม ปรากฏ เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ภวตัณหานั้น ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของภวตัณหา ? คำตอบพึงมีว่า " อวิชชา เป็นอาหารของภวตัณหา " ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๒ ยมกวรรค ทสก. ◌ํ. ๒๔/๑๒๔/๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.741 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึง มีว่า "นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า " ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ " ดังนี้. (คำต่อไปนี้เหมือนกับข้อความในหัวข้อว่า " ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารของอวิชชา" คือหัวข้อที่แล้วมา ตั้งแต่คำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร" ... ไปจนกระทั่งถึงคำว่า ... "การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;" เป็นข้อความ ๒๙ บรรทัด ผู้ศึกษาพึงเติมเอาเองให้เต็ม) ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ให้บริบูรณ์ : นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ ; อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งภวตัณหานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝน นั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย ให้เต็ม;

น.742 ครั้นซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย เต็มแล้ว (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับข้อความ ที่เป็นอุปมาในหัวข้อว่า "ปฏิจจฯ แห่งอาหารของอวิชชา" จนกระทั่งถึงคำว่า .... "ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์ :") นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์ แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ ; อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งภวตัณหานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์ แล้วด้วยอาการอย่างนี้. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อาหารของวิชชาและวิมุตติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิชชาและวิมุตติ ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของวิชชาและ วิมุตติ : คำตอบพึงมีว่า " โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหาร ของโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ : คำตอบพึงมีว่า " สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า " สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ " ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๑-๒ ยมกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๒๒, ๑๒๖/๖๑, ๖๒

น.743 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า " การสำรวมอินทรีย์ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้การสำรวมอินทรีย์ ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการสำรวม อินทรีย์ : คำตอบพึงมีว่า " ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก็เป็น ธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ? คำตอบพึงมีว่า " โยนิโสมนสิการ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้โยนิโสมนสิการ ก็เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของโยนิโสมนสิการ ! คำตอบพึงมีว่า " สัทธา " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สัทธา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของสัทธา ? คำตอบพึงมีว่า "การได้ฝั่งพระสัทธรรม " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถึงแม้การได้ฟังพระสัทธรรม ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการได้ฟังพระสัทธรรม ฯ คำตอบพึงมีว่า " การคบสัปบุรุษ " ดังนี้.

น.744 ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่เมื่อการคบสัปบุรุษเป็นไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการได้พังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์ ; การได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสัทธาให้บริบูรณ์ ; สัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ; โยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ; ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ ; การสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ; สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการให้บริบูรณ์ ; สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการให้บริบูรณ์ ;โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งวิชชาและวิมุตตินี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝนนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย ให้เต็ม ; ครั้นซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม ; บึงน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม ; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำน้อยทั้งหลายให้เต็ม ; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม ; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรสาครให้เต็ม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งมหาสมุทรสาครนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเต็มแล้วด้วยอาการอย่างนี้, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ การคบสัปบุรุษบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์ ; การได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำ

น.745 สัทธาให้บริบูรณ์ ; สัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ; โยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ; ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ ; การสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ; สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการให้บริบูรณ์ ; สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการให้บริบูรณ์ ; โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งวิชชาและวิมุตตินี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล. ปฏิจจสมุปบาทแห่งวิชชาและวิมุตติ ( โดยสังเขป ) ๑ กุณฑลิยปริพพาชก ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเป็นผู้ชอบเที่ยวไปตามหมู่บริษัทในอารามต่างๆ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เมื่อข้าพเจ้าเสร็จภัตตกิจในเวลาเช้าแล้ว หลังจากเวลาแห่งภัตแล้ว กิจเป็นประจำวันของข้าพเจ้า คือ เที่ยวไปจากอารามนั้นสู่อารามนี้ จากอุทยานนั้นสู่อุทยานนี้. ในที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นสมณ-พราหมณ์พวกหนึ่ง ๆ เป็นผู้มีการเปลื้องวาทะแก่กันและกัน ว่าอย่างนี้ ๆ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ ( อานิสงส์ ) ก็มี, มีการติเตียนกันเมื่อกล่าวกถานั้น ๆ อยู่ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจก็มี. ก็พระสมณะโคดมเล่า เป็นผู้อยู่ด้วยการมีอะไรเป็นเครื่องสนุกสนานขอบใจ ?" ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ตลาดตอยู่ด้วยการมีผลแห่งวิชชาและวิมุตติ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ. ๑. ปัพพตวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐๕/๓๙๔, ตรัสแก่กุณฑลิยปริพพาชก ที่มิคทายอัญชนวัน.

น.746 ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ?" ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ แล .... " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์ ?" ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการ แล .... "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์ ?" ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ แล .... "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ?" ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรียสังวร แล ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรีย์สังวร อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่าจึงจะทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุในกรณีนี้ เห็นรูปที่น่าพอใจด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่เพ่งเล็งด้วยความโลภ, ไม่หวังจะเอามาทะนุถนอม,

น.747 ไม่ทำราคะให้เกิดขึ้น ; กายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้วใน ภายใน. อนึ่ง เธอ เห็นรูปที่ไม่น่าพอใจด้วยจักษุแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่เงอะงะ, ไม่มีจิต ตั้งอยู่ด้วยโทสะ, มีใจอันความโกรธไม่ครอบงำแล้ว, มีจิตไม่มาดร้ายแล้ว ; กายของเธอ ก็คงที่ จิตก็คงที่ ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้วในภายใน. (ในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฎรัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสไว้มีนัยเดียวกัน). ดูก่อนกุณฑลิยะ ! เพราะเหตุที่ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้คงที่ มีจิต อันกิเลสไม่ครอบงำแล้ว ไม่มีจิตถึงความผิดปรกติแล้ว ในรูปทั้งหลายทั้งที่น่าพอใจและ ไม่น่าพอใจ ; กายของเธอจึงคงที่ จิตของเธอจึงคงที่ เป็นจิตตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้น ดีแล้วในภายใน. (ในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสไว้มีนัยเดียวกัน). ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรีย์สังวร อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงจะทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์ : ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุใน กรณีนี้ (๑) ย่อม เจริญกายสุจริตเพื่อละกายทุจริต , (๒) ย่อม เจริญวจีสุจริตเพื่อละ วจีทุจริต , (๓) ย่อม เจริญมโนสุจริตเพื่อละมโนทุจริต . ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุ ในกรณีนี้ (๑) ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นภายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผา

น.748 กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้, (๒) ย่อมเป็น ผู้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ... ฯลฯ ... , (๓) ย่อมเป็น ผู้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ ... ฯลฯ ... , (๔) ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ พึง กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ดูก่อนกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้ บริบูรณ์ .. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุ ในกรณีนี้ (๑) ย่อม เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง, (๒) ย่อม เจริญธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ... ฯลฯ ... , (๓) ย่อม เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... ฯลฯ. ... (๔) ย่อม เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... ฯลฯ .... (๕) ย่อม เจริญบัสลัทธิสัมโพชฌงค์ . .. ฯลฯ ... , (6) ย่อม เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... ฯลฯ ... , (๗)” ย่อม เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธะ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อันบุคคล เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว กุณฑลิยปริพพาชกยกย่องชมเชยในพระธรรมเทศนา แล้วแสดงตนเป็นอุบาสก รับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จนตลอดชีวิต. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทสายนี้ เป็นการแสดงโดยสังเขปเพียงไม่กี่อาการ มีลำดับคืออินทรีย์สังวร สุจริต ๓ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และวิชชาวิมุตติ ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า อาจจะขยายออกให้มีมากครบทุก ประการ ดังที่ได้แสดงไว้แล้วในหัวข้อเรื่องที่แล้วมา.

น.749 ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ปฏิสรณาการ ๑ อุณณาภพราหมณ์ ทูลถามว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! อินทรีย์ ๕ อย่างเหล่านี้ มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยโคจรและวิสัยของกันและกัน. ห้าอย่างคือจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะ (ที่แล่นไปสู่) ของอินทรีย์เหล่านั้น ? อะไรย่อมเสวยซึ่งโคจรและวิสัย ของอินทรีย์เหล่านั้น ?" ดูก่อนพราหมณ์! ... ใจ เป็นปฏิสรณะของอินทรีย์ เหล่านั้น ; ใจ ย่อม เสวยซึ่งโคจรและวิสัยของอินทรีย์ เหล่านั้น. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของใจ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! สติ แล เป็นปฏิสรณะของใจ. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! อะไรเป็นปฏิสรณะของสติ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! วิมุตติ แล เป็นปฏิสรณะของสติ. "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! อะไรเป็นปฏิสรณะของวิมุตติ ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! นิพพาน แล เป็นปฏิสรณะของวิมุตติ. ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของนิพพาน ?" ดูก่อนพราหมณ์ ! แล่นเตลิดเลยไปเสียแล้ว, ไม่อาจถือเอาที่สุดแห่งปัญหา เสียแล้ว ; เพราะว่า พรหมจรรย์ นั้น เขาอยู่ประพฤติกัน มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพาน เป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน เป็นที่สุด. ๑. สูตรที่ ๒ ชราวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๘๘/๙๖๘-๙๗๑.

น.750 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สิ่งที่ควรสังเกตใน สูตรนี้ คือคำว่าปฏิสรณะ ซึ่งตามธรรมดาเราแปลกันว่า ที่พึ่งอาศัย เช่นคำว่า กมุมปฏิสรโณ ซึ่งแปลว่า มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ส่วนในกรณีนี้ หมายถึงที่เป็นที่แล่นไปสู่ ของมโนเป็นต้น, ขอให้ถือเอาความตามที่มีอยู่ในวงเล็บนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ข้อความในสูตรนี้ กล่าวได้ว่า ได้เป็นที่แสดงให้เห็นหลักธรรมที่แปลกเป็นพิเศษ อีกแนวหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผ่านการ ได้ยินได้ฟังกันนัก กล่าวคือ อินทรีย์แล่นไปสู่ใจ, ใจแล่นไปสู่สติ, สติแล่นไปสู่วิมุตติ, วิมุตติแล่นไปสู่นิพพาน, ซึ่งถ้าเข้าใจกันดีแล้ว จะมีประโยชน์เป็นอันมาก. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง สัจจานุโพธ และผลถัดไป ๑ กาปทิกมาณพผู้ภารทวาชโคตร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ... พระโคดมผู้เจริญ ! สัจจานุโพธ (การรู้ตามซึ่งสัจจธรรม) ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ? บุคคลย่อมรู้ตามซึ่ง สัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ? พวกเราถามซึ่งการรู้ตามซึ่งสัจจธรรมกะพระโคดม ผู้เจริญแล้วละ" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบแก่มาณพนั้น ด้วยข้อความต่อไปข้างล่างนี้ว่า : - ดูก่อนภารทวาชะ ! ได้ยินว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้าน หรือในนิคมแห่งใดแห่งหนึ่ง. คหบดีหรือคหบดีบุตร ได้เข้าไปใกล้ภิกษุนั้นแล้ว ใคร่ครวญดูอยู่ในใจเกี่ยวกับธรรม ๓ ประการ คือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ ธรรมเป็นที่ ตั้งแห่งโทสะ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทั้งหลาย (โดยนัยเป็นต้นว่า) "ท่านผู้มีอายุผู้นี้ จะมีธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะหรือไม่หนอ อันเป็นธรรมที่เมื่อครอบงำจิตของท่านแล้ว จะทำให้ท่านเป็นบุคคลที่เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น หรือว่าจะชักชวน ผู้อื่นในธรรมอันเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น ๑. สูตรที่ ๕ พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๐๒/๖๕๗, ตรัสแก่กาปทิกมาณพ ที่พราหมณคาม ชื่อโอปาสาทะ ในหมู่ชนชาวโกศล.

น.751 ตลอดกาลนาน" ดังนี้; เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ในใจซึ่งภิกษุนั้น ก็รู้ว่า "ธรรมเป็นที่ตั้ง แห่งโลภะชนิดนั้น มิได้มีแก่ท่านผู้มีอายุนี้, อนึ่ง กายสมาจาร วจีสมาจาร ของท่านผู้มี อายุผู้นี้ ก็เป็นไปในลักษณะแห่งสมาจารของบุคคลผู้ไม่โลภแล้ว, อนึ่ง ท่านผู้มีอายุนี้ แสดงซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นเป็นธรรมที่ลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมที่รำงับ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นธรรมละเอียดอ่อน รู้ได้เฉพาะ บัณฑิตวิสัย, ธรรมนั้น มิใช่ธรรมที่คนผู้มีความโลภ จะแสดงให้ถูกต้องได้" ดังนี้. เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ซึ่งภิกษุนั้น ย่อมเล็งเห็นว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง โลภะ. ต่อแต่นั้น เขาจะพิจารณาใคร่ครวญภิกษุนั้นให้ยิ่งขึ้นไป ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ ตั้งแห่งโทสะ ... ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ... (ก็ได้เห็นประจักษ์ในลักษณะ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งโลภะ ตรงเป็นอันเดียวกันทุกตัวอักษร ไปจนถึงคำว่า "เมื่อเขา ใคร่ครวญดูอยู่ซึ่งภิกษุนี้ ย่อมเล็งเห็นว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ"). ลำดับ นั้น เขา (๑) ปลูก ฝังศรัทธา ลงไปในภิกษุนั้น ครั้นมีสัทธาเกิดแล้ว (๒) ย่อม เข้าไปหา ครั้น เข้าไปหาแล้ว(๓) ย่อม เข้าไปนั่งใกล้ ครั้นเข้าไปนั่งใกล้แล้ว (๔) ย่อม เงี่ยโสตลง ครั้นเงี่ย โสตลง(๕) ย่อม ฟังซึ่งธรรม ครั้นฝั่งซึ่งธรรมแล้ว (๖) ย่อม ทรงไว้ ซึ่งธรรม (๒) ย่อม ใคร่ ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรม ทั้งหลาย อันตนทรงไว้แล้ว เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความ แห่งธรรมอยู่ (๘) ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ, เมื่อการทนต่อการเพ่ง พินิจของธรรมมีอยู่ (๙) ฉันทะ ย่อมเกิดขึ้น ผู้มีฉันทะเกิดขึ้นแล้ว (๑๐) ย่อมมี อุสสาหะ ครั้นมีอุสสาหะแล้ว (๑๑) ย่อม พิจารณาหาความสมดุลย์ แห่งธรรม ครั้นมีความสมดุลย์ แห่งธรรมแล้ว (๑๒) ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ; เขาผู้มีตนส่งไปแล้ว อย่างนี้อยู่ ย่อม กระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วย (นาม) กายด้วย, ย่อมแทงตลอด ซึ่งธรรมนั้นแล้วเห็นอยู่ด้วยปัญญา ด้วย. ดูก่อนภารทวาชะ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สัจจานุโพธ (การรู้ตามซึ่งสัจจธรรม) ย่อมมีได้, บุคคลย่อมรู้ตามซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วย เหตุเพียงเท่านี้, พวกเราบัญญัติซึ่งสัจจานฺโพธ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้; แต่ว่า สัจจานุปัตติ (การบรรลุซึ่งสัจจธรรม) ยังมิได้มี ดังนี้.

น.752 ถ้าสัจจานฺโพธ มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, บุคคลย่อม รู้ตามซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, และพวกเราก็หวังได้ซึ่งสัจจธรรม ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ ดังนี้แล้ว ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สัจจานุปัตติ (การบรรลุซึ่งสัจจธรรม) จะมี ได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? บุคคลจะบรรลุซึ่งสัจจธรรมได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? และ พวกเราถามซึ่งสัจจานุปัตติ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาชะ ! การเสพคบ การทำให้เจริญ การกระทำให้มาก ซึ่ง ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละ เป็นตัวสัจจานุปัตติ; ดูก่อนภารทวาชะ ! สัจจานุ- ปัตติ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ, บุคคลย่อมบรรลุซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียง เท่านี้แหละ, และพวกเราก็บัญญัติซึ่งสัจจานุปัตติ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ. (๑) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ... (ถ้าเป็นดังนี้แล้ว) ธรรมชื่ออะไรเล่า เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! การตั้งตนไว้ในธรรม (ปธาน) เป็น ธรรมมีอุปการะ- มากแก่สัจจานุปัตติ : ถ้าบุคคลไม่ตั้งตนไว้ในธรรม แล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงบรรลุซึ่ง สัจจธรรม. เพราะเหตุที่เขาตั้งตนไว้ในธรรม เขาจึงบรรลุซึ่งสัจจธรรม ; เพราะ เหตุนั้นการตั้งตนไว้ในธรรม จึงชื่อว่าเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ. (๒) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่การตั้งตนไว้ในธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ".

น.753 ดูก่อนภารทวาชะ ! การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม (ตุลนา) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม : ถ้าบุคคลไม่พึงพบซึ่งความสมดุลย์ แห่งธรรมนั้นแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงตั้งตนไว้ในธรรม. เพราะเหตุที่เขาพบซึ่งความ สมดุลย์แห่งธรรม เขาจึงตั้งตนไว้ในธรรม ; เพราะเหตุนั้น การพิจารณาหาความ สมดุลย์แห่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม. (๓) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณา หาความสมดุลย์แห่งธรรม กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! อุสสาหะ เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหา ความสมดุลย์แห่งธรรม : ถ้าบุคคลไม่พึงมีอุสสาหะแล้วไซร้ ก็ไม่พึงพบซึ่งความสมดุลย์ แห่งธรรม. เพราะเหตุที่เขามีอุสสาหะ เขาจึงพบความสมดุลย์แห่งธรรม ; เพราะเหตุนั้น อุสสาหะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม. (๔) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่อุสสาหะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ กะพระโคดมผู้เจริญ แล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! ฉันทะ เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ : ถ้าบุคคล ไม่พึงยังฉันทะให้เกิดแล้วไซร้ ก็ไม่พึงมีอุสสาหะ. เพราะเหตุที่ฉันทะเกิดขึ้น เขาจึงมี อุตสาหะ ; เพราะเหตุนั้น ฉันทะจึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ.

น.754 ) " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่ฉันทะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ." ดูก่อนภารทวาชะ ! ความที่ธรรมทั้งหลายทนได้ต่อการเพ่งพินิจ (ธมฺม- นิชฺฌานกุขนฺติ) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ : ถ้าธรรมทั้งหลายไม่พึงทนต่อการ เพ่งพินิจแล้วไซร้ ฉันทะก็ไม่พึงเกิด. เพราะเหตุที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ ฉันทะ จึงเกิด ; เพราะเหตุนั้น ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ จึงเป็นธรรมมีอุปการะ มากแก่ฉันทะ. (๖) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า- เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ความ ที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาชะ ! ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ (อตฺถุปปริกฺขา) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ : ถ้าบุคคลไม่เข้าไป ใคร่ครวญซึ่งอรรถะแล้วไซร้ ธรรมทั้งหลายก็ไม่พึงทนต่อการเพ่งพินิจ. เพราะเหตุที่บุคคล เข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ ธรรมทั้งหลายจึงทนต่อการเพ่งพินิจ; เพราะเหตุนั้นการเข้าไป ใคร่ครวญซึ่งอรรถะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรม ท. ทนต่อการเพ่งพินิจ. (๗) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ความเข้าไป ใคร่ครวญซึ่งอรรถะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ".

น.755 ดูก่อนภารทวาชะ! การทรงไว้ซึ่งธรรม (ธมฺมธารณา) เป็น ธรรมมีอุปการะ มากแก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ. ถ้าบุคคลไม่ทรงไว้ซึ่งธรรมะแล้วไซร้ เขา ก็ไม่อาจเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ เพราะเหตุที่เขาทรงธรรมไว้ได้ เขาจึงเข้าไปใคร่ครวญ ซึ่งอรรถะได้. เพราะเหตุนั้น การทรงไว้ซึ่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความ เข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ. (๘) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่การทรงไว้ซึ่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ ซึ่งธรรม กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! การฟังซึ่งธรรม (ธมฺมสฺสวน) เป็น ธรรมมีอุปการะมาก แก่การทรงไว้ซึ่งธรรม. ถ้าบุคคลไม่พึงฟังซึ่งธรรมแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงทรงธรรมไว้ได้ เพราะเหตุที่เขาฟังซึ่งธรรม เขาจึงทรงธรรมไว้ได้. เพราะเหตุนั้น การฟังซึ่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ซึ่งธรรม. (๙) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่การฟังซึ่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม กะพระโคดม ผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาชะ ! การเงี่ยลงซึ่งโสตะ (โสตาวธาน) เป็น ธรรมมีอุปการะ มากแก่การฟังซึ่งธรรม. ถ้าบุคคลไม่เงี่ยลงซึ่งโสตะแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงฟังซึ่งธรรมได้ เพราะเหตุที่เขาเงี่ยลงซึ่งโสตะ เขาจึงฟังซึ่งธรรมได้. เพราะเหตุนั้น การเงี่ยลงซึ่งโสตะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม.

น.756 ) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! การเข้าไปนั่งใกล้ (ปยิรุปาสนา) เป็น ธรรมมีอุปการะ มากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ. ถ้าบุคคลไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้แล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงเงี่ยลงซึ่ง โสตะ เพราะเหตุที่เขาเข้าไปนั่งใกล้ เขาจึงเงี่ยลงซึ่งโสตะได้. เพราะเหตุนั้น การเข้าไป นั่งใกล้ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ. (๑๑) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่การเข้าไปนั่งใกล้ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้ กะพระโคดม ผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาชะ ! การเข้าไปหา (อุปสงฺกมน) เป็น ธรรมมีอุปการะมาก แก่การเข้าไปนั่งใกล้. ถ้าบุคคลไม่เข้าไปหาแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้ได้ เพราะเหตุที่เขาเข้าไปหา เขาจึงเข้าไปนั่งใกล้ได้. เพราะเหตุนั้น การเข้าไปหาจึงเป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้. (๑๒) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การ เข้าไปหา ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ". ดูก่อนภารทวาซะ ! สัทธา เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา. ถ้า สัทธาไม่พึงเกิดแล้วไซร้ เขาก็จะไม่เข้าไปหา เพราะเหตุที่สัทธาเกิดขึ้น เขาจึงเข้าไปหา. เพราะเหตุนั้น สัทธาจึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา.

น.757 "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์ได้ทูลถามพระสมณโคดมด้วยเรื่อง สัจจานุรักขณา .... ด้วยเรื่องสัจจานุโพธ ... ด้วยเรื่องสัจจานุปัตติ .... และเรื่องใด ๆ ดังที่ กล่าวแล้วนั้นก็ตาม พระโคดมผู้เจริญได้พยากรณ์ซึ่งเรื่องนั้น ๆ นั่นเทียว. ก็คำพยากรณ์นั้น เป็นที่ชอบใจด้วย เหมาะสมด้วย แก่พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายพอใจ ด้วยคำพยากรณ์นั้น. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ในกาลก่อนแต่นี้ พวกข้าพระองค์รู้สึกว่า จะเอาอะไรกะมันกะพวกสมณะหัวโล้นทั้งหลาย ซึ่งเป็นเชื้อไพร่กุฎุมพีกัณหโคตร เกิดแต่ เท้าแห่งพรหม (วรรณศูทร) อะไรกะมันที่จะเป็นผู้รู้ธรรมได้. บัดนี้ พระโคดมผู้เจริญได้ทำ ความรักของสมณะให้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ทำความเลื่อมใสในสมณะให้เกิดแล้วในสมณะ ทั้งหลาย ทำความเคารพในสมณะให้เกิดขึ้นแล้วในสมณะทั้งหลาย. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า วิเศษนัก พระเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุคคลหงาย ของที่คว่ำอยู่ หรือว่าเปิดของที่ปิดอยู่ หรือว่าบอกหนทางให้แก่บุคคลที่หลงทาง หรือว่า จุดประทีปอันโพลงขึ้นด้วยน้ำมันไว้ในที่มืด ด้วยความหวังว่า ผู้มีจักษุทั้งหลายจักได้เห็นรูป ทั้งหลาย ฉันใด ; ธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศแล้ว โดยปริยายเป็นอเนก ก็ฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคด้วย ซึ่งพระธรรมด้วย ซึ่ง พระสงฆ์ด้วยว่าเป็นสรณะ. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงถือว่า ข้าพระองค์เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะแล้วจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต", ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ลักษณะของสิ่งที่ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท อาจจะมีได้ในแบบต่าง ๆ กัน ดังเช่นในสูตรนี้ แสดงลักษณะแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ของการบรรลุธรรม เช่นเดียวกับข้อความในเรื่องที่แล้วมา โดยหัวข้อว่า "ปฏิจจสมุปบาท ที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท" ควรแก่การสนใจ.

น.758 ปฏิจจสมุปบาทแห่งการอยู่ ด้วยความประมาทของอริยสาวก ๑ พระเจ้านันทิยสักกะ ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! โสตา ปัตติ- ยังคะทั้งหลาย ๔ ประการ ของอริยสาวกใด ย่อมไม่มีเสียเลยโดยประการทั้งปวง ; อริย สาวก นั้นหรือหนอที่พระองค์ตรัสว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ?" ดูก่อนนันทิยะ ! โสตาปัตติยังคะทั้งหลาย ๔ ประการ ของบุคคลใด ย่อม ไม่มีเสียเลยโดยประการทั้งปวง เราเรียกบุคคลนั้นว่า เป็น คนนอกวง ตั้งอยู่ในฝ่าย แห่งปุถุชน. ดูก่อนนันทิยะ ! อริยสาวก เป็นผู้ อยู่ด้วยความประมาท และเป็นผู้ อยู่ด้วย ความไม่ประมาท มีอยู่อย่างไรนั้น เราจักแสดงแก่เธอ เธอจงฟังให้สำเร็จประโยชน์ .... ดูก่อนนันทิยะ ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย พุทธอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ดังนี้ว่า "แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่าง แจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์". อริยสาวกนั้น ยินดีอยู่แต่ในธรรมเพียงเท่านั้น ไม่พยายามให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อปวิเวกใน กลางวัน เพื่อปฏิสัลลาณะในกลางคืน. ๑. มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๐๐/๑๖๐๐-๒, ตรัสแก่พระเจ้านันทิยสักกะ ที่นิโครธาราม.

น.759 เมื่ออริยสาวกนั้น เป็นผู้ประมาทแล้วอย่างนี้อยู่, ปราโมทย์ย่อมไม่มี ; เมื่อปราโมทย์ ไม่มี, ปีติก็ไม่มี (ปามุชฺเช อสติ บีติ น โหติ) ; เมื่อปีติ ไม่มี, ปัสสัทธิก็ไม่มี (ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ) ; เมื่อปัสสัทธิไม่มี, ย่อมอยู่เป็นทุกข์ (ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ) ; ผู้มีทุกข์ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น (ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ) ; เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น, ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ (อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ) ; เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่า เป็น ผู้อยู่ด้วยความประมาท. (ในกรณีแห่งโสตาปัตติยังคะที่สอง คือธัมมอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระธรรม ฃอย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ก็ดี, ที่สาม คือสังฆอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ก็ดี, ที่สี่ คืออริยกันตศีล (ศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ) ก็ดี ได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกัน). ดูก่อนนันทิยะ ! อย่างนี้แล อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท. (สำหรับอริยสาวกผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ได้ทรงแสดงไว้โดยปฏิปักขนัย ผู้ศึกษาพึง เทียบเคียงเอาเอง). หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่านันทิยสักกะได้ใช้คำว่า อริยสาวก แก่ผู้ไม่ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะสี่ ซึ่งเป็นการผิดหลักธรรมตามที่ถือกันอยู่ ในธรรมวินัยนี้. ส่วนพระพุทธองค์ได้ทรงแยกบุคคลชนิดนั้น ออกไปจากวงของอริยสาวก และยังได้ตรัสต่อไปว่า แม้เป็นอริยบุคคลที่หนึ่ง คือพระโสดาบันแล้ว ถ้าไม่พยายามสืบ ต่อในการบรรลุธรรมให้สูงขึ้นไป จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์เสียก่อน ก็ยังตกอยู่ใน ฐานะแห่งบุคคลผู้อยู่ด้วยความประมาทอยู่นั่นเอง. สิ่งที่น่าสนใจในสูตรนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ได้ตรัสปวิเวกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปในกลางวัน และปฏิสัลลาณะว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปในกลางคืน เป็นสิ่งที่ยังเข้าใจได้ยากอยู่ ขอฝากผู้รู้ไว้พิจารณาด้วย. อนึ่ง ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า

น.760 สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมีอยู่หลายนัย ไม่จำเป็นต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ... ฯลฯ ... " เสมอไป ดังเช่นในสูตรนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งได้แสดงอาการแห่ง อิทัปปัจจยตาสำหรับความเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การขาดที่อิงอาศัย สำหรับวิมุตติญาณทัสสนะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ทุศีล มีศีลอันวิบัติแล้ว, อวิปปฏิสาร (ความไม่ ร้อนใจ) ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี, ความปราโมทย์ ของผู้มือวิปปฏิสารอันวิบัติแล้ว ก็ ขาด ที่ตั้งอาศัย ; เมื่อความปราโมทย์ไม่มี, ปีติ ของผู้มีความปราโมทย์อันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ ตั้งอาศัย ; เมื่อปีติไม่มี, ปัสสัทธิ ของผู้มีปีติอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; ---------------------- ๑. เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๘/๒๑๐; และในที่อื่น ๆ อีกหลายสูตร (ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๑/๒๔; ทสก. อํ. ๒๔/ ๔/๓; ฯลฯ) อันมีทั้งที่เป็นพุทธภาษิตและสารีปุตตเถรภาษิตเป็นต้น : ที่เป็นพุทธภาษิตได้ตรัสไว้ โดยย่อกว่าสูตรข้างบนนี้ ; ที่เป็นเถรภาษิตได้กล่าวไว้โดยพิสดารอย่างสูตรข้างบนนี้ก็มี ย่อกว่าก็มี, ซึ่งล้วนแต่กล่าวไว้โดยนัยะเดียวกับที่ทรงแสดงทุกประการ ; ต่างกันแต่อาลปนะที่ใช้เรียกภิกษุทั้งหลาย เท่านั้น ; กล่าวคือที่เป็นพุทธภาษิตทรงใช้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !" ที่เป็นเถรภาษิตท่านใช้ว่า "ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ".

น.761 บนานาแบบ ๖๔๗ เมื่อปัสสัทธิไม่มี, สุข ของผู้มีปัสสัทธิอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อสุขไม่มี, สัมมาสมาธิ ของผู้มีสุขอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี, ยถาภูตญาณทัสสนะ ของผู้มีสัมมาสมาธิอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี, นิพพิทา ของผู้มียถาภูตญาณทัสสนะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อนิพพิทาไม่มี, วิราคะ ของผู้มีนิพพิทาอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้มีวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ ตั้งอาศัย , ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ ซึ่งมีกิ่งและใบอันวิบัติแล้ว สะเก็ดเปลือกนอกของมันก็ไม่บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็ไม่บริบูรณ์ กระพี้ก็ไม่บริบูรณ์ แก่นก็ไม่บริบูรณ์ด้วย, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อทุศีล มีศีลอันวิบัติแล้ว อวิปปฏิสาร ก็ขาดที่ตั้งอาศัย ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... เมื่อวิราคะไม่มี วิมุตติ- ญาณทัสสนะของผู้มีวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อไปนี้ มีข้อความที่ทรงแสดงโดยปฏิปักขนัย คือเป็นเรื่องของฝ่ายที่มีศีลสมบูรณ์ มีที่ตั้ง อาศัยสมบูรณ์ มีผลตรงกันข้ามจากฝ่ายทุศีล จนตลอดสาย โดยทำนองเดียวกัน หากแต่เป็นปฏิปักขนัย คือตรงกันข้าม ทั้งในส่วนที่เป็นอุปมัย (ตัวเรื่อง) และส่วนที่เป็นอุปมาที่นำมาเปรียบเทียบ).

น.762 อีกนัยหนึ่งซึ่งตรัสไว้ในที่อื่น) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ สติสัมปชัญญะ ไม่มี, หิริและโอตตัปปะ ของผู้มี สติสัมปชัญญะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี, อินทรีย์สังวร ของผู้มีหิริและโอตตัปปะอันวิบัติ แล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่ออินทรีย์สังวรไม่มี, ศีล ของผู้มีอินทรีย์สังวรอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้ง อาศัย ; เมื่อศีลไม่มี, สัมมาสมาธิ ของผู้มีศีลอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี, ยถาภูตญาณทัสสนะ ของผู้มีสัมมาสมาธิอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี, นิพพิทาวิราคะ ของผู้มียถาภูตญาณทัสสนะอัน วิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย ; เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้มีนิพพิทาวิราคะอันวิบัติ แล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย , ๑. สูตรที่ ๑ สติวรรค อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๔๘/๑๘๗, ในที่อื่น (ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๐๑/๓๒๑) ตรัสเริ่มต้นแต่ คำว่า “เมื่ออินทรีย์สังวรไม่มี .... ", และในสตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐๐/๖๒ ตรัสเริ่มต้นแต่คำว่า "เมื่อหิริและ โอตตัปปะไม่มี .... " ; ต่อจากนั้นเหมือนกันกับสูตรข้างบนนี้ทุกประการ

น.763 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ ซึ่งมีกึ่งและใบอันวิบัติแล้ว สะเก็ดเปลือกนอกของมันก็ไม่บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็ไม่บริบูรณ์ กระพี้ก็ไม่บริบูรณ์ แก่นก็ไม่บริบูรณ์ด้วย, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อสติสัมปชัญญะไม่มี, หิริ และโอตตัปปะของผู้มีสติสัมปชัญญะอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะของผู้มีนิพพิทาวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ขาด ที่ตั้งอาศัย ; ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อไปนี้ มีข้อความที่ทรงแสดงโดยปฏิบักขนัย คือเป็นเรื่องของฝ่ายที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีที่ตั้งอาศัยสมบูรณ์ มีผลตรงกันข้ามจากฝ่ายมีสติสัมปชัญญะอันวิบัติ จนตลอดสาย โดยทำนองเดียวกัน หากแต่เป็นปฏิบักขนัย คือตรงกันข้าม ทั้งในส่วนที่เป็นอุปไมย และส่วนที่เป็นอุปมา). ปฏิจจสมุปบาทเพื่อความสมบูรณ์แห่งอรหัตตผล ๑ พระอานนท์ ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ศีลอันเป็นกุศล มี อะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็นอานิสงส์ ?" ดูก่อนอานนท์ ! ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) เป็น อานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กอวิปปฏิสารเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. ๑. สูตรที่ ๑ นิสสายวรรค เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๕/๒๐๘, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน. พระบาลีในที่อื่น (สูตรที่ ๑ อานิสังสวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑/๑) ตรัสเหมือนกับสูตรนี้ทุกประการ ต่าง กันแต่เพียงได้ตรัสนิพพิทาและวิราคะ รวมเป็นอันเดียวกันเท่านั้น.

น.764 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ความปราโมทย์เล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! ความปราโมทย์ มีปีติ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปีติเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! ปี ติ มีปัสสิทธิ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ปัสสิทธิเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! ปั สสิทธิ มีสุข เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็สุขเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! สุข มีสมาธิ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็สมาธิเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ยถาภูตญาณ ฯ เล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทา เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็นิพพิทาเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! นิพพิทา มีวิราคะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็วิราคะเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?" ดูก่อนอานนท์ ! วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล : ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ความปราโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ปีติ มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ;

น.765 ปัสสัทธิ มีสุขเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; สุข มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; นิพพิทา มีวิราคะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย. ดูก่อนอานนท์! ศีลอันเป็นกุศล ย่อมยังความเป็นพระอรหันต์ให้เต็ม ได้โดยลำดับ ด้วยอาการอย่างนี้แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น ลักษณะอัน สำคัญอย่างหนึ่งว่า เป็นหลักเกณฑ์อันตายตัวอย่างไร กล่าวคือลำดับ แห่งธรรม ที่แสดงไว้ในสูตรนี้ และที่มาแห่งอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก อย่างที่จะกล่าวได้ว่า ตรงเป็นแบบเดียวกัน. ลำดับที่กล่าวนี้คือ ศีล - อวิปปฏิสาร - ปราโมทย์ -ปีติ - ปัสสัทธิ - สุข - สมาธิ - ยถาภูตญาณทัสสนะ - นิพพิทา -วิราคะ - วิมุตติญาณทัสสนะ และ ควรสังเกตเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งว่า ปราโมทย์เป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ ในตอนต้นแห่งกระแส และสุขกับสมาธิเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้. และควรถือว่าธรรม ๑๑ อย่างนี้แล คือคำขยายความของคำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง. ศีลเป็นกุศล คือมิได้รักษาเพื่อลาภ เพื่อสวรรค์ ; หากแต่เพื่อวิมุตติ. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง บรมสัจจะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าว การประสพความพอใจในอรหัตตผล ด้วยการกระทำอันดับแรกเพียงอันดับเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็แต่ว่า การประสพ ความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะ การศึกษา โดยลำดับ เพราะ การกระทำ โดย ลำดับ เพราะ การปฏิบัติ โดยลำดับ ๑. กีฎาคิริสูตร ภิกขุวรรค ม. ม. ๑๓/๒๓๓/๒๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กีฎาคิรินิคมของชนชาวกาสี.

น.766 ก็การประสพความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะ การศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษบุคคลในกรณีนี้ : เป็นผู้มีสัทธาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเข้าไปหา ; เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ; เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ : ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ย่อมได้ฟังธรรม ; ครั้นฟังแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้, ย่อมใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้ ; เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่, ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ; เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ; ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อมมีอุตสาหะ ; ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อมใช้ดุลยพินิจ (เพื่อหาความจริง) ; ครั้นใช้ดุลยพินิจ (พบ) แล้ว ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ; ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง บรมสัจจ์ ด้วยกายด้วย, ย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่ง บรมสัจจ์ นั้นด้วย ปัญญา ด้วย.

น.767 ปฏิจจสมุปบาท แห่ง สุวิมุตตจิต ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเห็นจักษุอันไม่เที่ยงนั่นแล ว่าไม่เที่ยง ความเห็นเช่นนั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ (การเห็นอยู่โดยถูกต้อง) ของเธอนั้น. เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย (สมฺมา ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ) ; เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ (นนฺทิกุขยา ราคกฺขโย) ; เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ (ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย) ; เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า "จิตหลุดพ้นแล้ว ด้วยดี" ดังนี้ (นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจติ). (ในกรณีแห่งอายตนะภายในที่เหลืออีก ๕ คือ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ มโน และในกรณี แห่งอายตนะภายนอก ๖ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ ทุกประการ). (อีกนัยหนึ่งซึ่งตรัสไว้ในที่อื่น) ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจง กระทำโยนิโสมนสิการซึ่งจักษุ และ จงพิจารณาเห็นความที่จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ตามที่เป็นจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ๑. สูตรที่ ๑ -๒ นันทิกขยวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-๖. ๒. สูตรที่ ๓ -๔ นันทิกขยวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๗ -๘.

น.768 ภิกษุ, เมื่อกระทำโยนิโสมนสิการซึ่งจักษุ และพิจารณาเห็นความที่จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงตามที่เป็นจริงอยู่, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ. เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ; เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ ; เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า "จิตหลุดพ้นแล้ว ด้วยดี" ดังนี้. (ในกรณีแห่งอายตนะภายในที่เหลืออีก ๕ และในกรณีแห่งอายตนะภายนอก ๖ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งอายตนะภายในคือจักษุ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ทุกประการ.) หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายวิมุตติ จักต้องตั้งต้นขึ้นมาด้วยวิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจากอวิชชา. ใน ที่นี้ใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิแทนคำว่าวิชชา เพราะทำหน้าที่ได้อย่างเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง น่าจะถือเป็นหลักว่า วิมุตติที่ตั้งต้นขึ้นมาจากสัมมาทิฏฐิ เติมคำนำหน้าว่า สุ เข้าไปอีกพยางค์หนึ่ง นั่นเป็นการถูกต้องแท้. โดย หลักใหญ่ ๆ แล้ว แนวแห่งวิมุตติก็ตรงกันหมด คือตั้งต้นด้วยความรู้ ความเห็นที่ถูกต้อง แล้วเบื่อหน่าย คลายกำหนัด แล้วก็ถึงความหลุดพ้น เป็นแนวเดียวกันหมด การเพิ่มจำนวนชื่อของข้อธรรมให้มากขึ้น เป็น เพียงการขยายออกไปในส่วนที่เป็นบทประกอบอยู่รอบ ๆ ใจความสำคัญ เพียง ๓ อย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การปรินิพพานเฉพาะตน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! รูป เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็น ทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นนั่น ไม่ใช่ของเรา ๑. สูตรที่ ๔ อัตตทีปวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๗/๙๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.769 ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา : เธอทั้งหลายพึงเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบ ตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทุกประการ). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบตรงตาม ที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้, ปุพพันตานุทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่มี ; เมื่อปุพพันตานุทิฏฐิทั้งหลายไม่มี, อปรันตานุทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่มี ; เมื่ออปรันตานุทิฏฐิทั้งหลายไม่มี, ความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี ; เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี, จิตย่อมจางคลายกำหนัด ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ; เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ (ตามสภาพของจิต) ; เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดีร่าเริงด้วยดี ; เพราะเป็นจิตที่ยินดีร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง ; เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพาน (ดับรอบ) เฉพาะตนนั้นเทียว. เธอนั้นย่อมรู้ชัด ว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า “ปรินิพพาน" หรือ "ปรินิพฺพายติ" ก็ตาม ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีขึ้นเมื่อตายลง ไป หรือหลังจากตายแล้ว แต่เป็นสิ่งที่มีได้แก่จิตที่ยังมีความรู้สึกอยู่ หรือยังเป็น ๆ อยู่ โดยไม่สำคัญผิดไปว่า ปรินิพพาน

น.770 นั้น จะมีต่อตายแล้ว หรือแม้กำลังตายลงในขณะนั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร หรือเป็นความ เข้าใจที่งมงายอย่างยิ่ง. ผู้ศึกษาทุกท่านจงให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ และควรจะ เห็นว่าปรินิพพาน หรือการดับรอบนั้น คือเย็นสนิท ปราศจากกิเลสที่เผาลน หรือแม้แต่ ความรบกวนใด ๆ ของเวทนาภายหลังจากการสิ้นกิเลสแล้วทั้งสิ้น. และยิ่งเมื่อมีคำว่า ปจฺจตฺตํ (เฉพาะตน) เอว ประกอบเข้ามาด้วยแล้ว ย่อมเป็นการยืนยันถึงที่สุดว่าเป็นความ รู้สึกในใจที่ผู้นั้นกำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ, จะไปมีต่อตายแล้วได้อย่างไรกันเล่า. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การดับอุปาทานสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่างเป็น อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ กามุปาทาน ๑, ทิฏฐุปาทาน ๑, สีลัพพัตตุปาทาน ๑, อัตตวาทุปาทาน ๑. .... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นนิทาน (ต้นเหตุ) มีอะไรเป็นสมุทัย (เครื่องก่อขึ้น) มีอะไรเป็นชาติกะ (เครื่องทำให้เกิด) มีอะไร เป็นปภวะ (แดนเกิด) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็น นิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? ๑. จูฬสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๑๓๒, ๑๓๔/๑๕๖, ๑๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.771 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็น ชาติกะ เป็นปภวะ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?

น.772 วิญญาณ มีสังขารเป็นนิทาน ... ฯลฯ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อวิชชา ภิกษุละได้แล้ว. วิชชาเกิด ขึ้นแล้ว; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น, เพราะความสำรอกออกโดยไม่เหลือแห่งอวิชชา เพราะวิชชาเกิดขึ้น, เธอย่อม ไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งกามุปาทาน ย่อม ไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่ง ทิฏฐุปาทาน ย่อม ไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่ง อัตตวาทุปาทาน. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น, เธอย่อมไม่สะดุ้ง ; : เมื่อไม่สะดุ้ง, ย่อม ปรินิพพาน (ดับรอบ) เฉพาะตนนั้นเที่ยว. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มีอีก" ดังนี้. ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ความสิ้นสุดของโลก ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายด้วยธัมมิกถาอันเนื่องเฉพาะด้วยนิพพาน, ได้ทรงเห็นว่าภิกษุทั้งหลายสนใจฟังอย่างยิ่ง จึงได้ตรัสพระพุทธอุทานนี้ขึ้น ในเวลานั้น ว่า : - ๑. สูตรที่ ๔ ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ อุทาน. ขุ. ๒๕/๒๐๘/๑๖๑.

น.773 "ความหวั่นไหว ย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว (นิสฺสิตสฺส จลิตํ). ความหวั่นไหว ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว (อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ) ; เมื่อความหวั่นไหวไม่มี, ปัสสิทธิ ย่อมมี (จลิเต อสติ ปฺสทฺธิ) ; เมื่อปัสสัทธิมี, นติ (ความน้อมไป) ย่อมไม่มี (ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ) ; เมื่อนติไม่มี, อาคติคติ (การมาและการไป) ย่อมไม่มี (นติยา อสติ อาคติคติ น โหติ) ; เมื่ออาคติคติไม่มี, จุตูปปาตะ (การเคลื่อนและการเกิดขึ้น) ย่อมไม่มี (อาคติคติยา อสติ จุตูปปาโต น โหติ) ; เมื่อจุตูปปาตะไม่มี, อะไร ๆ ก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่าง แห่งโลกทั้งสอง (จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนุตเร) : นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ (เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส)", ดังนี้ แล. หมวดที่สิบ จบ

น.775 หมวด ๑๑ ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิ ที่ขัดกับปฏิจจสมุปบาท ( : มิจฉาทิฏฐิ) ๖๖๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต