น.615 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสฺมิํ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสมิํ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ( ม. ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, . . . ฯลฯ . . . ) ๕๐๑
น.616 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๙ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทกับอริยสาวก (มี ๑๐ เรื่อง) มีเรื่อง : ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท - - ไม่รู้เรื่องรากฐานแห่ง ปฏิจจสมุปบาทก็ยังไม่ใช่สาวกในศาสนานี้ - - อริยสาวกย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่น -- อริยญายธรรมคือการรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท - - การสนทนาของพระมหา- สาวก - - เวทนาของปุถุชนต่างจากของอริยสาวก -- อริยสาวกรู้ความเกิดและความดับของ โลกอย่างไม่มีที่สงสัย - - พระโสดาบันคือผู้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาทโดยวิธีแห่งอริยสัจสี่ -- โสตาปัตติยังคะขึ้นอยู่กับการรู้ปฏิจจสมุปบาทของอริยสาวก - - สามัญญผลในพุทธศาสนา เทียบกันไม่ได้กับในลัทธิอื่น. ๕๐๒
น.617 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - หมวดที่ ๙ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทกับอริยสาวก ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท ๑ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า : - "เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; ๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖-๘, และสูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓, กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้น ซึ่งมี ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้วย. ๕๐๓
น.618 มีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่ชื่อ. ในกรณีแห่งจมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่งมโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ;
น.619 เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ ;
น.620 มีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. (ปฏิปักขนัย) เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้.
น.621 เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... (ข้อความเต็มในกรณีแห่งหู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่ชื่อ. ในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่งมโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง). ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. . เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ...
น.622 ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสส ะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด มโนวิญญาณ ; การ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้น จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้".
น.623 สมัยนั้น ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระ- เนตรเห็นภิกษุผู้ยืนแอบพึงนั้นแล้ว ได้ทรงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า " ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยาย นี้แล้วมิใช่หรือ ?" "ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า ! " "ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป. ดูก่อนภิกษุ! เธอจง เล่าเรียน ธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจง ทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อน ภิกษุ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์" , ดังนี้ แล. ไม่รู้เรื่องรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาท ก็ยังไม่ใช่สาวกในศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุรูปใดก็ตาม ยังไม่รู้ชัดซึ่ง สมุทัย อัตถังคมะ อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ ตามความ เป็นจริง ก็เป็นอันว่า พรหมจรรย์นี้อันภิกษุนั้นไม่ได้อยู่ประพฤติ" เธออยู่ห่างไกลออกไป จากธรรมวินัยนี้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ยังไม่โล่งใจในกรณีนี้ เพราะว่าข้าพระองค์ยังไม่รู้ชัด ซึ่งสมุทัย อัตถังคมะ อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ ตามความเป็นจริง" ๑. สูตรที่ ๙ มิคชาลวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๕๒/๘๕.
น.624 ภิกษุ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : เธอย่อมตามเห็นซึ่งจักษุ ว่า "นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา ; นันเป็นตัวตนของเรา ;" ดังนี้หรือ "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" . ถูกแล้ว ภิกษุ, ในข้อนี้ การที่เธอตามเห็นซึ่งจักษุด้วยอาการอย่างนี้ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา ; นั่นไม่เป็นเรา ; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา," ดังนี้ จักเป็นอันเธอเห็น ดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความเป็นจริง : นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์. [ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็ทรงถาม, ภิกษุทูลตอบ, และตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ ทุกประการ. ... ในสูตรถัดไปและในที่อื่นอีก (สูตรที่ ๑๐ มิคชาลวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๕๓/๘๖ และ สูตร ที่ ๕ ฉันนวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๗๖/๑๑๔) ทรงแสดงอานิสงส์ของการเห็นผัสสายตนะ ๖ โดยอาการ ๕ ใน ตอนท้ายแห่งเรื่องอย่างเดียวกันนี้ แปลกออกไป; คือแทนที่จะทรงแสดงว่า "นั่นเป็นที่สุดแห่งทุกข์" แต่ ทรงแสดงว่า "จักละผัสสายตนะได้ ไม่เป็นไปเพื่อการเกิดใหม่แห่งผัสสายตนะนั้น อีกต่อไป" อีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๑๑ มิคชาลวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๕๔/๘๗) ทรงแสดงข้อความอย่างเดียวกัน แต่ทรงซักถามให้ภิกษุนั้น ตอบยืนยันการเห็นอนัตตา อย่างละเอียดลออตามนัยแห่งอนัตตลักษณสูตร และประสพผลอย่างเดียวกันกับใน อนัตตลักขณสูตรนั้น]. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั่นเป็นรากฐานของปฏิจจสมุปบาท ถ้ารู้ทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ รากฐานอันนี้ ก็ย่อมตัดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทได้เป็นแน่นอน. อริยสาวก ย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาท โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม ไม่มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า "เพราะอะไรมี อะไรจึงมีหนอ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งอะไร อะไรจึงเกิดขึ้น : ๑. สูตรที่ ๑๐ กหปติวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๔/๑๘๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.625 เพราะอะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี ; เพราะอะไรมี วิญญาณจึงมี; เพราะอะไรมี นามรูปจึงมี ; เพราะอะไรมี สหายตนะจึงมี ; เพราะอะไรมี ผัสสะจึงมี : เพราะอะไรมี เวทนาจึงมี ; เพราะอะไรมี ตัณหาจึงมี ; เพราะอะไรมี อุปาทานจึงมี ; เพราะอะไรมี ภพจึงมี ; เพราะอะไรมี ชาติจึงมี ; เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ; เพราะความเกิดขึ้นของ สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น : เพราะอวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี ; เพราะสังขารทั้งหลายมี วิญญาณจึงมี ; เพราะวิญญาณมี นามรูปจึงมี ; เพราะนามรูปมี สหายตนะจึงมี ; เพราะสหายตนะมี ผัสสะจึงมี ; เพราะผัสสะมี เวทนาจึงมี ; เพราะเวทนามี ตัณหา จึงมี ; เพราะตัณหามี อุปาทานจึงมี ; เพราะอุปาทานมี ภพจึงมี ; เพราะภพมี ชาติจึงมี ; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ ว่า " โลกนี้ ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม ไม่มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า "เพราะอะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหนอ ; เพราะความดับแห่งอะไร อะไรจึงดับ : เพราะอะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ; เพราะ อะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี สหายตนะจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า "เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับ
น.626 แห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ : เพราะอวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี ; เพราะสังขาร ทั้งหลายไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ; เพราะวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ; เพราะนามรูปไม่มี สหายตนะจึงไม่มี; เพราะสหายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ; เพราะผัสสะไม่มี เวทนา จึงไม่มี ; เพราะเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี; เพราะตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ; เพราะอุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ; เพราะชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า " โลกนี้ ย่อมดับลง ด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึงเหตุเกิดและความดับ แห่งโลก ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ในกาลใด ; ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนี้ว่า ‘ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว" ดังนี้บ้าง; ว่า "ได้เห็นพระสัทธรรมนี้" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอัน เป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส" ดังนี้บ้าง ; ว่า " ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล. อริญญายธรรมคือการรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ๑ ดูก่อนคหบดี ! ก็อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอด แล้วด้วยดีด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. สูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก. อ. ๒๔/๑๙๗/๙๒, ตรัสแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
น.627 ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อม พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า "ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะ มีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมี ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความ ดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมี ความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมี ความดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการ อย่างนี้."
น.628 คหบดี ! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา. หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตัวบทของปฏิจจ- สมุปบาทที่แสดงไว้ ตามที่รู้กันอยู่ทั่วไป ฟังดูคล้ายกับว่า เป็นเพียงหลักสำหรับเรียน หรือ สำหรับคิด ; ต่อเมื่อสังเกตอย่างละเอียด จึงจะมองเห็นว่า เป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าหลักสำหรับเรียน หรือสำหรับคิดเท่านั้น แต่ทรงประสงค์ให้เป็นตัวธรรมสำหรับการรู้แจ้งแทงตลอด หรือเป็น เครื่องนำสัตว์ออกไปจากกองทุกข์ด้วยปัญญา ให้ตัวปัญญาที่เรียกว่า "ยถาภูตสัมมัปปัญญา" นั้นเองเป็นตัวการปฏิบัติ ; และในที่นี้ ตรัสเรียกว่าเป็นการรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งอริยญายธรรม. ตัวการปฏิบัติโดยตรง ตั้งต้นด้วยการมีสติระวัง เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ เช่นตาเห็น รูปเป็นต้น, อย่าให้เกิดมีสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชาสัมผัส" ขึ้นมาได้ ; แล้วกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือดำเนินไป. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าอวิชชาสัมผัสนั้น มีแจ้ง อยู่ในหัวข้อชื่อนั้น ในหนังสือเล่มนี้แล้ว. การสนทนาของพระมหาสาวก ๑ (เรื่องปฏิจจสมุปบาท) ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมือง พาราณสี. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่หลีกเร้น ในเวลาเย็น เข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ แล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสารีบุตรว่า " ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ชรามรณะเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ เองหรือหนอ ? หรือว่า ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ชรามรณะ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ บุคคลกระทำ เองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ? " ๑. สูตรที่ ๗ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๖/๒๖๓, พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสนทนากัน ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.
น.629 ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งชรามรณะ จะเป็น สิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ". ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า "ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือหนอ ? หรือว่า ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ เองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ชาติ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคล อื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ? " ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ชาติ เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งชาติ จะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคล กระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ". ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า "ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ภพ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือหนอ ? หรือว่า ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ เองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ภพ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่น กระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ? " ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ภพ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ภพ เป็นสิ่งที่บุคคล
น.630 กระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งภพ จะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำ เองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ". ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า "ดูก่อนท่านสารีบุตร ! อุปาทาน เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? อุปาทาน เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?" ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! อุปาทาน เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, อุปาทาน เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำ เองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน". ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า " ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิด ขึ้นได้ เล่า ? " ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง
น.631 หรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา" . พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า " ดูก่อนท่านสารีบุตร ! เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่มิใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิด ขึ้นได้ เล่า ?" พระสารีบุตร ได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา". พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า " ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ผัสสะ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่น กระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่มิใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?" พระสารีบุตร ได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ผัสสะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ เอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคล อื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่มิใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็ เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ". พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า "ดูก่อนท่านสารีบุตร ! สหายตนะ เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย
น.632 บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิด ขึ้นได้ เล่า ?" พระสารีบุตร ได้ตอบว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! สฬายตนะ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่น กระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ" พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า "ดูก่อนท่านสารีบุตร ! นามรูป เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่น กระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้เล่า ?" พระสารีบุตร ได้ตอบว่า " ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ! นามรูป เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคล อื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป". พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า " ดูก่อนท่านสารีบุตร ! วิญญาณ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่น กระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?" พระสารีบุตร ได้ตอบว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! วิญญาณ เป็นสิ่งที่บุคคล กระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่น กระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ".
น.633 ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า "เราทั้งหลาย ย่อม รู้ทั่วถึง ภาษิตของท่านสารีบุตรเดี๋ยวนี้เอง อย่างนี้ว่า "ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! นามรูป เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป." อนึ่ง เราทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงภาษิตของท่านสารีบุตรเดี๋ยวนี้อีกเหมือนกัน อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! วิญญาณ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่ บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ก็เนื้อความแห่งภาษิตนี้ อันเราทั้งหลายจะพึงเห็นได้อย่างไร ?" ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวว่า "ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าอย่างนั้น ผมจัก กระทำอุปมาให้ท่านฟัง. วิญญูชนทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความ แห่งภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! เปรียบเหมือนไม้อ้อสองกำ จะพึงตั้งอยู่ได้ก็เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน, ข้อนี้ฉันใด, ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมี ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
น.634 ท่านผู้มีอายุ ! ไม้อ้อสองกำนั้น ถ้าบุคคลดึงเอาออกเสียกำหนึ่งไซร้ อีกกำหนึ่งก็พึงล้มไป, ถ้าบุคคลดึงเอากำอื่นอีกออกไปไซร้ กำอื่นอีกก็พึงล้มไป, ข้อนี้ฉันใด ; ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ เพราะความดับแห่ง นามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะ มีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่ง อุปาทานจึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้". ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้กล่าวว่า "น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ! ไม่เคยมีแล้ว ท่าน สารีบุตร ! เท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวมานี้ นับว่าเป็นการกล่าวดีแล้ว. ก็แล เราทั้งหลายขอ อนุโมทนายินดีต่อคำเป็นสุภาษิตของท่านสารีบุตรนี้ ด้วย วัตถุ ๓๖ เรื่อง เหล่านี้ คือ :- (๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการ สมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".
น.635 (๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ ด้วยความเป็นผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ในทิฏฐธรรม". (๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".
น.636 ) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๑๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๑๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๑๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน ด้วยความเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๑๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๑๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".
น.637 (๑๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่ายเพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา ด้วยความเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๑๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๑๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๑๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า " ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๑๙) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๒๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว"
น.638 ) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่ายเพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๒๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกลึก". (๒๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๒๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๒๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๒๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".
น.639 (๒๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่ายเพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๒๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๒๙) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๓๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่ายเพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม". (๓๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร ทั้งหลาย อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก". (๓๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร ทั้งหลาย อยู่ไซร้ , ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว".
น.640 ) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร ทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม" (๓๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุธรรมกถึก" (๓๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว". (๓๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง อวิชชา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่น ถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า "ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ในทิฏฐธรรม" , ดังนี้ แล. เวทนาของปุถุชน ต่างจากของอริยสาวก ๑ ( ในแง่ของปฏิจจสมุปบาท) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว ย่อมเสวยซึ่งเวทนา อันเป็น สุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง อันมิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้อริยสาวก ๑. สูตรที่ ๖ ปฐมกสคาถวรรค สหายคนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๘/๓๖๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.641 ผู้มีการสดับแล้ว ก็ย่อมเสวยซึ่งเวทนา อันเป็นสุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง อันมิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นเช่นนั้น ในระหว่างอริยสาวกผู้มีการสดับ กับปุถุชนผู้ไม่มีการสดับดังที่กล่าวมานี้ อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็น ความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเหตุที่แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้มีการสดับ จากปุถุชนผู้ ไม่มีการสดับ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ธรรมทั้งหลายของพวก ข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมเศร้าโศก ย่อมกระวนกระวาย ย่อมร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ถึงความมีสติ พันเพื่อน เขาย่อมเสวยซึ่งเวทนาทั้ง ๒ ฝ่าย คือ เวทนาทั้งทางกายและทางจิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงยิงบุรุษด้วยลูกศร แล้วพึงยิงซ้ำ ซึ่งบุรุษนั้นด้วยลูกศรที่สองอีก บุรุษผู้ถูกยิงด้วยลูกศรสองลูกอย่างนี้ ย่อมเสวยเวทนาทาง. กายด้วย ทางจิตด้วย, แม้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว ก็เป็นฉันนั้น คือ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่, ย่อมเศร้าโศก ย่อมกระวนกระวาย ย่อมร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ถึงความมีสติพื้นเพื่อนอยู่ ; ชื่อว่าเขาย่อมเสวย ซึ่งเวทนาทั้งสองอย่าง คือทั้งทางกายและทางจิต. เขาเป็นผู้มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนา นั้นนั่นเอง. ปฏิมานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา, ปฏิฆานุสัยอันนั้น ก็ย่อม นอนตาม ซึ่งบุคคลนั้นผู้มีปฏิฆะด้วยทุกขเวทนา. บุคคลนั้นอันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมจะ(นึก)พอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะ
น.642 เหตุว่า ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว ย่อม ไม่รู้ชัดอุบายเครื่องปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนา เว้นแต่กามสุขเท่านั้น (ที่เขาคิดว่าจะระงับทุกขเวทนาได้). เมื่อปุถุชนนั้น พอใจยิ่งอยู่ ซึ่งกามสุข, ราคานุสัย อันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ย่อม นอนตาม ซึ่งปุถุชนนั้น. ปุถุชนนั้น ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย เหล่านั้น ตามที่เป็นจริง. เมื่อปุถุชนนั้น ไม่รู้ชัดอยู่ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง ดังนี้แล้ว, อวิชชานุสัย อันใด อันเกิดจากอทุกขมสุข- เวทนา, อวิชชานุสัยอันนั้น ย่อม นอนตาม ซึ่งปุถุชนนั้น. ปุถุชนนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ติดพัน (ในเวทนา) เสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ติดพัน เสวยเวทนานั้น; ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ยังเป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้ติดพันแล้ว · ด้วยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ; เรากล่าวว่า เป็นผู้ ติดพันแล้วด้วยทุกข์ ดังนี้. (ปฏิปักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนอริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว อันทุกขเวทนาถูก ต้องอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่กระวนกระวาย ย่อมไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงความมีสติฟั่นเฟือน; ย่อม เสวยเวทนาเพียงอย่างเดียว คือเวทนาทางกาย, หามีเวทนาทางจิตไม่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงยิงบุรุษด้วยลูกศรแล้ว ไม่พึง ยิงซ้ำซึ่งบุรุษนั้นด้วยลูกศรที่สอง เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาจากลูกศรเพียง
น.643 ลูกเดียว, แม้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว ก็ฉันนั้น คือ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่, ก็ไม่เศร้าโศก ไม่กระวนกระวาย ไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงซึ่งความมีสติฟั่นเฟือน ; อริยสาวกนั้น ชื่อว่าย่อมเสวย เวทนาเพียงอย่างเดียว คือเวทนาทางกาย หามีเวทนาทางจิตไม่. อริยสาวกนั้น หาเป็น ผู้มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนานั้นไม่. ปฏิมานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา, ปฏิฆานุสัย อันนั้น ย่อม ไม่นอนตาม ซึ่งอริยสาวกนั้นผู้ไม่มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนา. อริยสาวกนั้น อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ก็ไม่(นึก) พอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ! ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว ย่อม รู้ชัดอุบายเครื่องปลด เปลื้องซึ่งทุกขเวทนา ซึ่งเป็นอุบายอื่นนอกจากกามสุข. เมื่ออริยสาวกนั้นมิได้พอใจ ซึ่งกามสุขอยู่, ราคานุสัย อันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ก็ ไม่นอนตาม ซึ่งอริยสาวกนั้น. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง. เมื่ออริยสาวกนั้น รู้ชัดอยู่ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง ดังนี้แล้ว, อวิชชานุสัย อันใด อันเกิดจากอทุกขมสุข- เวทนา, อวิชชานุสัย อันนั้น ก็ย่อม ไม่นอนตาม ซึ่งอริยสาวกนั้น. อริยสาวกนั้น ถ้าเสวย สุขเวทนา ย่อมไม่เป็นผู้ติดพัน (ในเวทนา) เสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็ไม่ เป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ไม่เป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้ไม่ติดพันแล้ว ด้วยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ; เรากล่าวว่า เป็นผู้ ไม่ ติดพันแล้วด้วยทุกข์ ดังนี้.
น.644 นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมาย ที่แตกต่างกัน เป็นเหตุที่แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้มีการสดับ จากปุถุชนผู้ไม่มี การสดับ ดังนี้. หมายเหตุผู้รวบรวม : เวทนา ๓ ชนิด ของปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อม ก่อให้เกิดอนุสัย ๓ ชนิด ซึ่งเป็นอาการของการเกิดปฏิจจสมุปบาทโดยสมบูรณ์ คือเกิดทุกข์ ในที่สุด. ส่วนเวทนาของอริยสาวกผู้มีการสดับ ย่อมไม่ก่อให้เกิดอนุสัย นั้นคือการไม่เกิด ขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาท คือไม่เกิดทุกข์ในที่สุด. เวทนาชนิดที่ก่อให้เกิดอนุสัยหรือปฏิจจ- สมุปบาทนั้น ย่อมหมายความว่า เป็นเวทนาที่ตั้งต้นหรือเกี่ยวข้องอยู่กับอวิชชา ตามนัยแห่ง กระแสของปฏิจจสมุปบาทโดยสมบูรณ์ ; ดังนั้น การกล่าวถึงเวทนาเพียงอย่างเดียว เช่น ในกรณีนี้ ก็พอแล้ว ย่อมหมายความถึงเหตุปัจจัยทั้งหลายของเวทนา ซึ่งย้อนขึ้นไปถึง อวิชชา อันเข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีที่มีการกระทบทางอายตนะ มีตากับรูป เป็นต้น. อริยสาวกรู้ความเกิดและความดับ ของโลกอย่างไม่มีที่สงสัย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม ไม่มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า "เพราะอะไรมี อะไรจึงมีหนอ ; เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น : เพราะ อะไรมี นามรูปจึงมี ; เพราะอะไรมี สหายตนะจึงมี ; เพราะอะไรมี ผัสสะจึงมี ; เพราะอะไรมี เวทนาจึงมี ; เพราะอะไรมี ตัณหาจึงมี ; เพราะอะไรมี อุปาทานจึงมี ; เพราะอะไรมี ภพจึงมี ; เพราะอะไรมี ชาติจึงมี ; เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี" ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๙ คหปติวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๒/๑๗๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.645 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น : เพราะวิญญาณมี นามรูปจึงมี; เพราะนามรูปมี สหายตนะจึงมี ; เพราะสหายตนะมี ผัสสะจึงมี ; เพราะผัสสะมี เวทนาจึงมี; เพราะเวทนามี ตัณหา จึงมี : เพราะตัณหามี อุปาทานจึงมี; เพราะอุปาทานมี ภพจึงมี ; เพราะภพมี ชาติจึงมี ; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ ว่า " โลกนี้ ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม ไม่มีความสงสัยอย่างนี้ ว่า "เพราะอะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหนอ; เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ : เพราะอะไร ไม่มี นามรูปจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี สหายตนะจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ; เพราะ อะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชาติ จึงไม่มี ; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า "เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ : เพราะวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี; เพราะนามรูปไม่มี สหายตนะ จึงไม่มี ; เพราะสหายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ; เพราะผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ; เพราะเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ; เพราะตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี; เพราะ อุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี; เพราะชาติไม่มี ชรา- มรณะจึงไม่มี" ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า " โลกนี้ ย่อมดับ ด้วย อาการอย่างนี้ " ดังนี้.
น.646 อริยสาวก ย่อมมารู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความ ดับแห่งโลก ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ในกาลใด; ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนี้ ว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ได้เห็นพระสัทธรรมนี้" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชา อันเป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมะแล้ว" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส" ดังนี้บ้าง; ว่า " ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล. พระโสดาบัน คือผู้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาท โดยวิธีแห่งอริยสัจสี่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะ มีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็น ปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเหวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ๑. สูตรที่ ๗ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๐/๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.647 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า? (๑) ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีพ่นหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสั้นไปๆแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ. (๒) ความ ก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ; (๓) ความดับไม่ เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ; (๔) มรรคอันประกอบ ด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชาติ เป็นอย่างไรเล่า? การเกิด การกำเนิด การ ก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่ สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งภพ ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั้นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการ งานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
น.648 นี้ เรียกว่า ภพ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน ; ความดับไม่เหลือแห่งภพ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; มรรคอัน ประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัฒตุปาทาน อัตตวา- ทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน. ความก่อขึ้นพร้อมแห่ง อุปาทาน ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ; ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ นั่นเองเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ความก่อ ขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ; ความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์ แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ;
น.649 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความดับ ไม่เหลือแห่งผัสสะ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึก ชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ. ความก่อขึ้นพร้อม แห่งผัสสะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสหายตนะ ; ความดับไม่เหลือแห่ง ผัสสะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมันชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สหายตนะ เป็นอย่างไรเล่า? จักข์วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สหายตนะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสหายตนะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งนามรูป ; ความดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่ง
น.650 นามรูป ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งสหายตนะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูด จาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้ เรียกว่า นาม. มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป. นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่อย่างนี้ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า นามรูป. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่ง วิญญาณ ; ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การ ทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่น ชอบ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา- วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ; ความดับ ไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ; มรรคอันประกอบ ด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ. ความตั้งใจมั่นชอบ ;
น.651 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความ ดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่งธรรม อันเป็นปัจจัย (ปัจจยธรรม) ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ; มารู้ทั่วถึงซึ่งเหตุแห่งธรรมอันเป็น ปัจจัย ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ; มารู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าเป็น อย่างนี้ ๆ ; มารู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็น ปัจจัย ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้น ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ได้เห็นพระสัทธรรมนี้" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง; ว่า "ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชา อันเป็นเสขะ" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว" ดังนี้บ้าง ; ว่า "ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส" ดังนี้บ้าง ; ว่า " ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ " ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล.
น.652 โสตาปัตติยังคะ ขึ้นอยู่กับการรู้ปฏิจจสมุปบาทของอริยสาวก ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการ อันอริยสาวกทำให้สงบระงับได้แล้ว ในกาลใด ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย องค์แห่ง โสดาบัน ๔ ประการ ด้วย, และ อริยญายธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา ด้วย ; อริยสาวกนั้น เมื่อหวังจะพยากรณ์ ก็พึง พยากรณ์ตนเองด้วยตนเองได้ ว่า "เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มือบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว, เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่ง นิพพาน) มีธรรมอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้ธรรม เป็นเบื้องหน้า" ดังนี้. ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการ เหล่าไหนเล่า อันอริยสาวกทำให้สงบ รำงับได้แล้ว ! (๑) ดูก่อนคหบดี ! บุคคล ผู้ฆ่าสัตว์อยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภัยเวรใด ในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภัยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัส แห่งจิตบ้าง, เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย ; ภายเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้ว จากปาณาติบาต ทำให้สงบรำงับได้แล้ว. (๒) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ ให้อยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภัยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อม ๑. สูตรที่ ๑ คหปติวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๒/๑๕๑, ตรัสแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
น.653 เสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย ; ภยเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริย- สาวกผู้เว้นขาดแล้วจากอทินนาทาน ทำให้สงบรำงับได้แล้ว. (๓) ดูก่อนคหบดี! บุคคลผู้ ประพฤติผิดในกามทั้งหลายอยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภัยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อม เสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นปัจจัย ; ภยเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากกาเมสุมิจฉาจาร ทำให้สงบรำงับได้แล้ว. (๔) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ กล่าวคำเท็จอยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภัยเวรใด ในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภัยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่ง จิตบ้าง, เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย ; ภยเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจาก มุสาวาท ทำให้สงบรำงับได้แล้ว. (๕) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ ดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท อยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภัยเวรใด ในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภัยเวรใด ในส้ม- ปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะสุราเมรยปานะเป็นปัจจัย ; ภยเวร นั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากสุราเมรยปานะ ทำให้สงบรำงับได้แล้ว. ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการเหล่านี้แล อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้ว. **** **** **** **** ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย องค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่าไหนเล่า ?
น.654 (๑) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า (พุทธอเวจจัปปสาท) ว่า "เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลก อย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกอย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์" ดังนี้. (๒) ดูก่อนคหบดี! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระธรรม (ธัมมอเวจจัปปสาท) ว่า "พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็น ได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่น ว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน" ดังนี้. (๓) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ (สังฆอเวจจัปปสาท) ว่า "สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่ง บุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ นั่นแหละคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสงฆ์ ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นสงฆ์ควร รับทักษิณาทาน เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี เป็นสงฆ์ที่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า " ดังนี้.
น.655 (๔) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย ศีลทั้งหลายในลักษณะเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า (อริยกันตศีล) : เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดังนี้. ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่านี้แล. **** **** **** **** ดูก่อนคหบดี! ก็ อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทง ตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนคหบดี! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อม ทำไว้ในใจโดยแยบคาย เป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั้นเที่ยว ดังนี้ว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ; เพราะ ความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะ ความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็น ปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้".
น.656 ดูก่อนคหบดี! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทง ตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา. ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการเหล่านี้ อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้ แล้วในกาลใด; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์ แห่งโสดาบัน ๔ ประการเหล่านี้ด้วย, และอริยญายธรรมนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น เห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญาด้วย ; อริยสาวกนั้น เมื่อหวังจะพยากรณ์ ก็พึงพยากรณ์ตนเองด้วยตนเองได้ ว่า "เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว, เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่ง นิพพาน) มีธรรมอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้ธรรม เป็นเบื้องหน้า, ดังนี้ แล. หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง ข้อความอย่างเดียวกันกับ สูตรนี้ ผิดกันแต่เพียงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย แทนที่จะตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดี, คือสูตร ที่ ๒ แห่งคหปติวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๕/๑๕๖ ; และยังมีสูตรอีก สูตรหนึ่ง (เวรสูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๕/๔๒) มีเค้าโครงและใจความ ของสูตรเหมือนกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่เพียงในสูตรนั้นมีคำว่า "ย่อมพิจารณาเห็น โดยประจักษ์" แทนคำว่า "ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเที่ยว” แห่งสูตรข้างบนนี้ เท่านั้น. สามัญญผลในพุทธศาสนา เทียบกันไม่ได้ กับในลัทธิอื่นๆ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงโยนกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ด ถั่วเขียวเจ็ดเม็ด เข้าไปที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย ๑. สูตรที่ ๑๑ อภิสมัยวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๘/๓๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.657 จะพึงสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเจ็ดเม็ด ที่บุรุษ โยนเข้าไป (ที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ) เป็นสิ่งที่มากกว่า หรือว่าเทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ มากกว่า ? "แข้าต่พระองค์ผู้เจริญ! เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุนั่นแหละ เป็นสิ่งที่มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเจ็ดเม็ดที่บุรุษโยนเข้าไป (ที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ) มีประมาณน้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ ย่อมไม่เข้า ถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : การบรรลุคุณวิเศษ แห่งสมณพราหมณ์และปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับ การบรรลุ คุณวิเศษ ของอริยสาวกซึ่งเป็นบุคคลผู้ ถึงพร้อมด้วย (สัมมา ทิฏฐิ ย่อมไม่เข้าถึงส่วน หนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ถึง พร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ (ทิฏฐิสมฺปนฺโน) เป็นผู้มีการบรรลุอันใหญ่หลวงอย่างนี้ (มหาธิคโม) เป็นผู้มีความรู้ยิ่งอันใหญ่หลวงอย่างนี้ (มหาภิญฺโญ), ดังนี้ แล. หมวดที่เก้า จบ
น.659 หมวด ๑๐ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ ๕๔๕
น.661 กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท. อิมสมิํ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. อิมสฺมิํ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฌติ เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. (ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ... ฯลฯ ... ) ๕๔๗
น.662 ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๐ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ ( มี ๓๗ เรื่อง ) มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาทที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี -- ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสเหมือนแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสี -- ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตั้งต้นด้วยอารัมมณเจตน-ปกัปปน-อนุสยะ - - ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสอย่างย่อที่สุด -- ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสอย่างสั้นที่สุด - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่ -- ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่เพื่อภูตสัตว์และสัมภเวสีสัตว์ -- ปฏิจจสมุปบาทแห่งอภัทท- กาลกิริยา - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งทุพพลภาวะแห่งมนุษย์ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งมิคสัญญี สัตถันตรกัปป์ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอารัมมณลาภนานัตตะ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการ ปฏิบัติผิดโดยไตรทวาร - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการปฏิบัติชอบโดยไตรทวาร -- ปฏิจจสมุป. บาทแห่งการรบราฆ่าฟันกัน -- ปฏิจจสมุปบาทแห่งกลหวิวาทนิโรธ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่ง การอยู่อย่างมี "เพื่อนสอง" -- ปฏิจจสมุปบาทแห่งการอยู่อย่าง "คนเดียว" -- ปฏิจจสมุป- บาทแห่งการอยู่ด้วยความประมาท - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณะ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญาอันทำความเนิ่นช้าแก่การละอนุสัย -- ปฏิจจสมุปบาท แห่งการดับปปัญจสัญญาสังขา - - ปฏิจจสมุปบาทที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุป- บาทแห่งอาหารของอวิชชา - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารของภวตัณหา - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งอาหารของวิชชาและวิมุตติ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งวิชชาและวิมุตติ - - ปฏิจจสมุป- บาทแห่งการปฏิสรณาการ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งสัจจานุโพธและผลถัดไป - - ปฏิจจ- สมุปบาทแห่งการอยู่ด้วยความประมาทของอริยสาวก - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการขาดที่อิง อาศัยสำหรับวิมุตติญาณทัสสนะ - - ปฏิจจสมุปบาทเพื่อความสมบูรณ์แห่งอรหัตตผล -- ปฏิจจสมุปบาทแห่งบรมสัจจะ - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งสุวิมุตตจิต - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการปรินิพพานเฉพาะตน - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการดับอุปาทานสี - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งความสิ้นสุดของโลก. ๕๔๘
น.663 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - หมวดที่ ๑๐ ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ ปฏิจจสมุปบาท ที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท ๑ (๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลเหล่าใด ซึ่งเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เป็นเครื่องยังสัตว์ให้ลุถึงความตรัสรู้พร้อม มีอยู่ ; ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถามพวกเธออย่างนี้ว่า “ประโยชน์ที่ มุ่งหมายแห่งการฟังซึ่งธรรมอันเป็นกุศลเหล่านั้น มีอยู่อย่างไรเล่า ?" ดังนี้ไซร้, คำที่ ควรตอบแก่พวกเขา พึงมีอย่างนี้ว่า "ประโยชน์ที่มุ่งหมายแห่งการฟังธรรม เหล่านั้น ๑. ทวยตานุปัสสนาสูตร มหาวรรค สุ. ชุ. ๒๕/๔๗๓, ๔๗๔/๓๙๐, ๓๙๒ - ๔๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ปุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี. ๕๔๙
น.664 ย่อมมีเพื่อความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งธรรมทั้งหลาย ตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่าย". สองฝ่ายอย่างไรกันเล่า ! จงบอกเขาว่า สองฝ่ายคือ " นี้คือทุกข์, นี้คือทุกขสมุทัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนา (การตามเห็น) ฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "นี้ คือทุกขนิโรธ, นี้ คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนา ฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วใน ธรรมอยู่ ; ผลที่เธอพึงหวังได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่าง คือการบรรลุอรหัตผล ในทิฏฐธรรมนั่นเที่ยว, หรือว่าถ้าอุปาทานยังเหลืออยู่ ก็ย่อมเป็นอนาคามี. ...... (๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถาม ต่อไปอีก ดังนี้ว่า "การตามเห็นซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบ โดยปริยาย แม้อย่างอื่น มีอยู่หรือ ?" คำที่ควรตอบพึงมีว่า "มีอยู่". มีอยู่อย่างไรเล่า? มีอยู่ สองฝ่ายคือ "ทุกข์ใดๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอุปธิเป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ " เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแท่ง อุปธิทั้งหลายนั่นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุบัสสนา ฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีคนส่งไปแล้วใน ธรรมอยู่ ; ผลที่เธอพึงหวังได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่าง คือการบรรลุอรหัตผล ในทิฏฐธรรมนั่นเที่ยว, หรือว่าถ้าอุปาทานยังเหลืออยู่ ก็ย่อมเป็นอนาคามี
น.665 (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) “๐ ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมมีขึ้นมา เพราะมีอุปธิเป็นแดน เกิด : ๐ นั่นคือทุกข์ทั้งหลายที่มีลักษณะต่างกันเป็น เอนก ในโลกนี้. ๐ ผู้ใด เป็นผู้ไม่รู้ และย่อมกระทำ ซึ่งอุปธิ ; ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์อยู่ร่ำไป ; ๐ เพราะเหตุนั้น ผู้รู้อยู่ ไม่พึงกระทำซึ่งอุปธิ , เป็นผู้เห็นอยู่ ซึ่งแดนเกิด แห่งความทุกข์." (๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถาม ต่อไปอีก ดังนี้ว่า "การตามเห็นซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบ โดยปริยาย แม้อย่างอื่น มีอยู่หรือ ?" คำที่ควรตอบ พึงมีว่า "มีอยู่". มีอยู่อย่างไรเล่า? มีอยู่ สองฝ่ายคือ " ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ " เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่ง อวิชชานั่นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุบัสสนาฝ่าย ที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ๑ ก็ย่อมเป็นอนาคามี ๑. คำทีละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... นี้หมายความว่า มีเนื้อความเต็มเหมือนกับเนื้อความตอนท้ายแห่งข้อ (๒) ตั้งแต่คำว่า "เป็นผู้ไม่ประมาท ... " ไปจนถึงคำว่า “ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี" -เช่นนี้ทุกแห่ง.
น.666 ป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :- ) "๏ สัตว์เหล่าใด ไปสู่สังสาระแห่งชาติและมรณะร่ำไป ; ประเดี๋ยวอย่างนั้นประเดี๋ยวอย่างอื่น ; ๏ อวิชชานั่น แหละ เป็นคติ (เครื่องไป) ของสัตว์เหล่านั้น. ๏ อวิชชานี้แล เป็นความมืดอันใหญ่หลวง คือทำให้สัตว์ ต้องท่องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสาร ตลอดกาลนาน. ๏ สัตว์เหล่าใด เป็นผู้ไปด้วยวิชชา, สัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่." (๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ๑ มีอยู่สองฝ่ายคือ "ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่ง สังขารทั้งหลายนั้นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. ๑. คำที่ละไว้ด้วย ... ฯลฯ ... นี้ หมายความว่า มีเนื้อความเต็มเหมือนกับ เนื้อความตอนต้นแห่งข้อ (๒), (๓) ตั้งแต่คำว่า "ถ้าหากว่าบุคคล ... " ไปจนถึงคำว่า " ... มีอยู่อย่างไรเล่า ?" - เช่นนี้ทุกแห่ง. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :- )
น.667 (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) "๏ ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะสังขาร เป็นปัจจัย ; ๏ เพราะความดับแห่งสังขารทั้งหลาย ความ เกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ย่อมไม่มี. ๏ ครั้นรู้โทษนั้นแห่ง สังขาร ว่าทุกข์มีเพราะสังขารเป็นปัจจัย, และว่าเพราะ ความดับแห่งสังขารทั้งปวง ความดับแห่งสัญญาย่อมมี ; ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ เพราะ รู้ธรรมนั่น อย่างถูกต้องถ่องแท้. ๏ เพราะรู้ด้วยปัญญา โดยชอบ, บัณฑิตผู้ถึงเวท เห็นสิ่งต่าง ๆ อยู่ อย่างถูกต้อง, ครอบงำเครื่องผูกพันแห่งมารแล้ว, ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่." (๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่สอง ฝ่ายคือ "ทุกข์ ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งวิญญาณนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นธรรมสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) "๏ ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย, ๏ เพราะความดับแห่งวิญญาณ ความ
น.668 เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ๑ เพราะรู้โทษนั่นแห่ง วิญญาณว่า ทุกข์มีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, ภิกษุจึงหมด สิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ เพราะความ เข้าไปสงบรำงับแห่งวิญญาณ." (๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่ สองฝ่ายคือ "ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย " ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งผัสสะ นั่นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี " ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) "๑ สำหรับสัตว์ผู้มีผัสสะบังหน้า, แล่นไปตามกระแส แห่งภพอยู่, เดินไปผิดทาง, นั้น ความสิ้นไปแห่งสัง - โยชน์ของเขายังอยู่ไกล ; 0 ส่วนชนเหล่าใด รอบ รู้แล้วซึ่งผัสสะ ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่สงบรำงับด้วย ปัญญา ; ๐ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ เพราะรู้พร้อมเฉพาะซึ่งผัสสะ." (๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่สอง ฝ่ายคือ " ทุกข์ใดๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย " ดังนี้
น.669 นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ " เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งเวทนา นั่นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) “๐ เวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม รวมทั้ง อทุกขมสุขเวทนา, เป็นภายในด้วย เป็นภายนอกด้วย ชนิดใด ๆ, เป็นเวทนามีอยู่ ; ๐ ครั้นรู้ว่าเวทนานั้น ๆ เป็นทุกข์ เป็นสิ่งหลอกลวง เป็นสิ่งแตกสลาย ; สัม- ผัสแล้ว ๆ เห็นอยู่ว่าเสื่อมไป ๆ, ย่อมรู้ชัดในเวทนา นั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ; ๐ เพราะความสิ้นไปแห่ง (อุปาทานใน) เวทนาทั้งหลาย นั่นแหละ ความเกิดขึ้น แห่งทุกข์ ย่อมไม่มี." (๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่ สองฝ่ายคือ " ทุกข์ ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย " ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ " เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งตัณหา นั่นเที่ยว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี " ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
น.670 ป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) “๏ บุรุษ มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง แล่นไปอยู่สู่สังสารวัฏฏ์ อันยาวนาน, เดี๋ยวเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเป็นอย่างนี้, ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏฏ์ไปได้. ๏ ภิกษุ ครั้นรู้โทษ นั่นแห่งตัณหา ว่าตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์, ย่อม เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีอุปาทาน มีสติ ก็เว้นขาดจาก ความทุกข์." (๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่ สองฝ่ายคือ "ทุกข์ ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่ง อุปาทานนั้นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) “๏ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; · ผู้มีภพแล้ว ย่อมถึงซึ่งทุกข์ ; ๏ ความตาย ย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดแล้ว ๏ นั่นแหละ คือความมีพร้อมแห่งทุกข์. ๏ เหตุนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทาน บัณฑิตทั้งหลาย เป็น ผู้รู้แล้วด้วยปัญญาอันชอบ, รู้เฉพาะซึ่งความสั้นไปแห่ง ชาติ ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่."
น.671 (๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... มีอยู่ สองฝ่ายคือ "ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอารัมภะ ๑ เป็นปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ "เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่ง อารัมภะทั้งหลายนั้นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนา ฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสอง ฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) “๏ ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น, ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะอารัมภะ เป็นปัจจัย ; ๏ เพราะความดับแห่งอารัมภะทั้งหลาย, ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ๏ ครั้นรู้โทษนั้นแห่ง อารัมภะ ๒ ว่าทุกข์มีเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย, ก็สลัด เสียซึ่งอารัมกะทั้งปวง, เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วเพราะอนา- รัมภะ. ๏ เมื่อภิกษุ มีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว มีจิต รำงับแล้ว ชาติสังสาระของเธอ ก็สิ้นไป, ภพใหม่ ย่อมไม่มี แก่เธอนั้น." ------------------------------ ๑. อารัมภะ ในที่นี้ คือการหน่วงจิตไปในภพต่าง ๆ ด้วยตัณหา มีภวตัณหาเป็นต้น. ๒. อารัมภะ คือ การปรารภด้วยอำนาจของกิเลส, หรือหวังด้วยกิเลส.
น.672 ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... มีอยู่สองฝ่ายคือ " ทุกข์ใดๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอาหารเป็น ปัจจัย" ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ " เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือ แห่งอาหารทั้งหลายนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมไม่มี " ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนา ฝ่ายที่สอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ... ฯลฯ ... ... ฯลฯ ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี. (ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า : - ) "๑ ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น, ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะอาหาร เป็นปัจจัย ; ๐ เพราะความดับแห่งอาหาร, การเกิดขึ้น แห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ๑ ครั้นรู้โทษนั้นแห่งอาหาร ว่า ทุกข์มี เพราะอาหารเป็นปัจจัย, รอบรู้ซึ่งอาหาร ทั้งปวง ก็เป็นผู้อันตัณหาอาศัยไม่ได้แล้ว ในอาหาร ทั้งปวง. ๐ เพราะรู้โดยชอบซึ่งพระนิพพาน อันหา โรคมิได้, เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม, รู้ทั่วถึงแล้วจึงเสพ, เป็นผู้จบเวท, ย่อมไม่เข้าถึง ซึ่งการถูกนับว่าเป็นอะไร ๑ ." ๑. คือไม่ควรแก่การที่จะเรียกว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม นาค คันธัพพ์ อสูร หรืออะไรทั้งสิ้น ตามที่เขา บัญญัติกันอยู่ในโลก.
น.673 หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความเป็นตอน ๆ ที่เนื่องกันอยู่เหล่านี้ ก็แสดงลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างที่เห็นได้ว่าเนื่องกัน แต่ถึง กระนั้นก็ดี เมื่อพิจารณาดูในตอนหนึ่ง ๆ ก็ยังมีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นคู่ ๆ แฝงอยู่ ทุกตอน ; ดังนั้น จึงเห็นว่า ควรจะเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท หรือ ซ่อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท ก็ยังได้ นับว่าเป็นวิธีกล่าวเป็นพิเศษวิธีหนึ่ง. ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี ( : สุดลงเพียงแค่วิญญาณ) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล ความปริวิตก แห่งใจ ได้เกิดขึ้นแก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ผู้เสด็จเข้าประทับอยู่ในที่หลีกเร้น ทรงหลีกเร้นอยู่ ; อย่างนี้ว่า "สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และ ย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การ ออกจากทุกข์ คือชรามรณะนี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงน นี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี- โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมี ชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้ ง อย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า " เพราะชาตินั้นแล มีอยู่ : ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. ๑. มหาปทานสูตร มหา.ที. ๑๐/๓๕/๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.674 เพราะภพนั่นแล มีอยู่; ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ" ดังนี้. ... เพราะอุปาทานนั้นแล มีอยู่ ; ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. ... เพราะตัณหานั้นแล มีอยู่ : อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. ... เพราะเวทนานั้นแล มีอยู่ ; ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. ... เพราะผัสสะนั้นแล มีอยู่ ; เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" ดังนี้. ... เพราะสหายตนะนั้นแล มีอยู่ ; ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้. ... เพราะนามรูปนั้นแล มีอยู่ ; สหายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ" ดังนี้. .. เพราะวิญญาณนั้นแล มีอยู่ ; นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี- โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ" ดังนี้. ๑. ข้อความตามที่ละ .... ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดย แยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด. ในที่นี้ละไว้ โดยนัยที่ผู้อ่านอาจ จะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
น.675 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า " เพราะนามรูปนั้นแล มีอยู่ : วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งนี้ ได้มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ นั้นว่า " วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น. ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง. ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้น แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น ในธรรม ทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า "ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) ! ความ เกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !" ดังนี้. (ปฏิบักขนัย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงน นี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี- โพธิสัตว์นั้นต่อไปว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้.
น.676 รั้งนั้นแล ความรู้แจ้ง อย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการ ทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า "เพราะชาตินั้นแล ไม่มี ; ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. .. ๑ เพราะภพนั่นแล ไม่มี; ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ" ดังนี้. ... เพราะอุปาทานนั้นแล ไม่มี; ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ" ดังนี้. ... เพราะตัณหานั้นแล ไม่มี ; อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน" ดังนี้. ... เพราะเวทนานั่นแล ไม่มี ; ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา" ดังนี้. ... เพราะผัสสะนั้นแล ไม่มี ; เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง ผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา" ดังนี้. ... เ พราะสหายตนะนั้นแล ไม่มี ; ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง สหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ" ดังนี้. ๑. ข้อความตามที่ละ ... ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุกๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดย แยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด. ในที่นี้ละไว้ โดยนัยที่ผู้อ่านอาจ จะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
น.677 เพราะนามรูปนั้นแล ไม่มี; สหายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสหายตนะ" ดังนี้. ... เพราะวิญญาณนั้นแล ไม่มี ; นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี- โพธิสัตว์นั้นว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมี ความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะ การทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า " เพราะนามรูปนั้นแล ไม่มี; วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ " ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งนี้ ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี- โพธิสัตว์นั้นว่า " หนทางเพื่อการตรัสรู้นี้ อันเราถึงทับแล้วแล ; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะ มีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึง มีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความ
น.678 ดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้น แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น ในธรรม ทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า "ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่ เหลือ (นิโรธ) !" ดังนี้. ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสเหมือนแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ( : สุดลงเพียงแค่วิญญาณ) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตก นี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความ ยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบาย เครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว ก ารออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงน นี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจ โดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะชาตินั้นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ" ดังนี้. ๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมัยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.679 เพราะภพนั่นแล มีอยู่ ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมี ชาติ" ดังนี้. .. เพราะอุปาทานนั้นแล มีอยู่ ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ" ดังนี้. ... เพราะตัณหานั้นแล มีอยู่ อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน" ดังนี้. .. เพราะเวทนานั้นแล มีอยู่ ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา" ดังนี้. .. เพราะผัสสะนั้นแล มีอยู่ เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา" ดังนี้. ... เพราะสหายตนะนั้นแล มีอยู่ ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ" ดังนี้. .. เพราะนามรูปนั้นแล มีอยู่ สายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ" ดังนี้. ... เพราะวิญญาณนั้นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป" ดังนี้.
น.680 วามฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เ พราะนามรูปนั้นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " วิญญาณนี้ ย่อม เวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิด บ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้า ง. ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสหายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะ มีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมี ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ- โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้". ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้น แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟัง มาแต่ก่อน ว่า " ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !" ดังนี้. ( ต่อนี้ไปเป็นปฏิบักขนัย)
น.681 • ๕๖๗ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงน นี้ได้เกิดขึ้นแก่เราต่อไปว่า " เมื่ออะไรไม่มี หนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้ง อย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เพราะชาตินั่นแล ไม่มี ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะ ความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ" ดังนี้. .. เพราะภพนั่นแล ไม่มี ชาติจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ" ดังนี้. ... เพราะอุปาทานนั้นแล ไม่มี ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ" ดังนี้. ... เพราะตัณหานั้นแล ไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน" ดังนี้. ... เพราะเวทนานั้นแล ไม่มี ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา" ดังนี้. ... เพราะผัสสะนั้นแล ไม่มี เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา" ดังนี้. ... เพราะสหายตนะนั้นแล ไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง สหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ" ดังนี้.
น.682 เพราะนามรูปนั้นแล ไม่มี สายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสหายตนะ" ดังนี้. .. เพราะวิญญาณนั้นแล ไม่มี นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรไม่มีหนอ วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดย แยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " เพราะนามรูปนั้นแล ไม่มี วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะ ความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ" ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า " หนทางเพื่อการ ตรัสรู้นี้อันเราได้ถึงทับแล้วแล ; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมี ความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะ มีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสหายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสหายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมี ความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความ ดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมี ความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้"
น.683 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า " ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) !" ดังนี้. ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตั้งต้น ด้วย อาร์มมณเจตน - ปกัปปน - อนุสยะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคล ย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และ ย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้น ย่อมเป็น อารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสหายตนะ ; เพราะมีสายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; ๑. สูตรที่ ๙ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๙/๑๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
น.684 เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. . . . . . . . . . . . . . . . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด, แต่เขายังมี ใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการ ตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนาม- รูป ย่อมมี ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
น.685 เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้. . . . . . . . . . . . . . . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อม ไม่คิดถึงสิ่งใด ด้วย, ย่อม ไม่ดำริ ถึงสิ่งใด ด้วย, และทั้งย่อม ไม่มี ใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใด ด้วย, ในกาลใด ; ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี ; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลง แห่งนามรูป ย่อมไม่มี ; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
Buddhadasa