น.1823 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๔ ว่าด้วย การทำไปตามอำนาจกิเลส ๑. ผู้ไม่หนุนหมอนไม้ ๒. ผู้เห็นแก่นอน ๓. ผู้ต้องการนุ่งงามห่มงาม ๔. ผู้ต้องการกินดี ๕. ผู้ต้องการอยู่ดี ๖. ภัยมีเพราะการระคนใกล้ชิดสตรี ๗. ภัยเกิดเพราะกลัวอด ๘. ราคีของนักบวช ๙. เมื่อโจรปล้นชาวเมือง ๑๐. คนนอกบัญชี ๑๑. คนแหวกแนว ๑๒. คนทิ้งธรรม ๑๓. คืนวันที่มีแต่ "ความมืด" ๑๔. ผู้ถูกตรึง ๑๕. ผู้ถูกแมลงวันตอม ๑๖. ป่าช้าผีดิบ ๗๐
น.1824 ผู้ไม่หนุนหมอนไม้ ๑ ภิกษุ ท .! ในบัดนี้ เจ้าลิลฉวีทั้งหลาย มีท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเข้มแข็ง ในการฝึกวิชาใช้ศร. พระราชาแห่งมคธ นามว่า อชาตสัตตุ ผู้เวเทหิบุตร ย่อมหาช่องทาง ทำลายล้างมิได้ หาโอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นมิได้. ภิกษุ ท. ! แต่ในกาลฝ่ายอนาคต เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย จักทำตนเป็น สุขุมาลชาติ จนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น จักสำเร็จ การนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่ม มีหมอนใหญ่ ๆ หนุน ประทมจนกระทั่ง พระอาทิตย์ขึ้น. คราวนั้น พระราชาแห่งมคธนามว่า อชาตสัตตุ ผู้เวเทหิบุตร จักได้ช่องทางทำลายล้าง จักได้โอกาสทำตามอำเภอพระทัย แก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ภิกษุ ท .! ในบัดนี้ ภิกษุทั้งหลาย ก็มีท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ในชั้นความเพียรที่เป็น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๒/๖๗๕-๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กูฏาคาร- ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี. ๗๑
น.1825 ลักเป็นประธาน. มารผู้ใจบาป จึงหาช่องทางทำลายล้างมิได้ หา โอกาสที่จะทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมิได้. ภิกษุ ท. ! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ที่ทำตนเป็น สุขุมาลชาติ จนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม. ภิกษุเหล่านั้น จักสำเร็จการนอน บนที่นอนอันอ่อนนุ่ม มีหมอนใหญ่ ๆ หนุน นอนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น. คราวนั้นเอง มารผู้ใจบาป ก็จักได้ช่องทางทำลายล้าง จักได้โอกาสที่จะทำ ตามอำเภอใจ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักใช้ท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ผู้เห็นแก่นอน ๑ ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จะเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างไร ? พวก เธอเคยได้เห็นได้ฟังมาบ้างหรือ ว่า พระราชา ผู้เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเษก แล้ว ทรงประกอบความสุขในการประทม หาความสุขในการเอนพระวรกาย หาความสุขในการประทมหลับ ตามแต่พระประสงค์อยู่เนืองนิจ ยังคงทรง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกุก. อํ. ๒๒/๓๓๓/๒๘๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยปรารภ เหตุที่มีพระบวชใหม่นอนสายจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น ที่อุปัฏฐานศาลา ณ เชตวัน.
น.1826 ปกครองราชสมบัติให้เป็นที่รักใคร่ ถูกใจของพลเมือง จนตลอดพระชนม์ชีพ ได้อยู่หรือ ? "อย่างนี้ ไม่เคยได้เห็นได้ฟังเลย พระเจ้าข้า" . ดีแล้ว ภิกษุ ท .! ข้อที่กล่าวนี้ แม้เราเอง ก็ไม่เคยได้เห็นได้ฟัง อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จะเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างไร ? พวกเธอ เคยได้เห็นได้ฟังมาบ้างหรือ ว่า ผู้ครองรัฐ ก็ดี ทายาทผู้สืบมรดก ก็ดี เสนาบดี ก็ดี นายบ้าน ก็ดี และ หัวหน้าหมู่บ้าน ก็ดี ประกอบความสุข ในการนอน หาความสุขในการเอนกาย หาความสุขในการหลับ ตามสบายใจอยู่ เนืองนิจ ยังคงดำรงตำแหน่งนั้นๆ ให้เป็นที่รักใคร่ ถูกใจของ (ประชาชนทุกเหล่า) กระทั่งลูกหมู่ จนตลอดชีวิตได้อยู่หรือ ? "อย่างนี้ ไม่เคยได้เห็นได้ฟังเลย พระเจ้าข้า" . ดีแล้ว ภิกษุ ท .! ข้อที่กล่าวนี้ แม้เราเอง ก็ไม่เคยได้เห็นได้ฟัง อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จะเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างไร ? พวกเธอ เคยได้เห็นได้ฟังมาบ้างหรือว่า สมณะหรือพราหมณ์ ที่เอาแต่ประกอบความสุข ในการนอน หาความสุขในการเอนกาย หาความสุขในการหลับ ตามสบายใจ อยู่เสมอ ๆ, ทั้งเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, ไม่รู้ประมาณ ในการบริโภค, ไม่ตามประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น, ไม่เห็นแจ่มแจ้งซึ่งกุศล ธรรมทั้งหลาย, ไม่ตามประกอบการทำเนื่อง ๆ ในโพธิปักขิยธรรม ทั้งในยามต้น และยามปลาย, แล้วยังจะกระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐ- ธรรมเที่ยว เข้าถึงแล้วแลอยู่หรือ ?
น.1827 "ข้อนั้น ก็ยังไม่เคยได้เห็นได้ฟังเลย พระเจ้าข้า" . ดีแล้ว ภิกษุ ท .! ข้อที่กล่าวถึงนี้ แม้เราเอง ก็ไม่เคยได้เห็นได้ฟัง อย่างนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, เป็นผู้รู้ ประมาณในการบริโภค, ตามประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น, เป็นผู้เห็น แจ่มแจ้งซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย, และจักตามประกอบอนุโยคภาวนาใน โพธิปักขิยธรรม ทั้งในยามต้นและยามปลายอยู่เสมอ ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจ อย่างนี้แล. ผู้ต้องการนุ่งงามห่มงาม ๑ ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ผู้ต้องการ ความสวยงามในเครื่องนุ่งห่ม (จีวร), เธอทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนั้นอยู่ จักเริดร้างจากการใช้ผ้าบังสุกุล, จักเหินห่างที่นอนที่นั่งอันเป็นป่าและป่าชัฏ เงียบสงัด, จักมั่วสุมชุมนุมกันอยู่แต่ในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง และ จักถึงอเนสนกรรม คือการแสวงหาอันไม่สมควรหลายแบบหลายวิธี เพราะความ ต้องการความสวยงามในเครื่องนุ่งห่มนั้นเป็นเหตุ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๔/ ๘๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.1828 หนึ่ง ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จัก เกิดขึ้นในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้ ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึง พยายามเพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย. ผู้ต้องการกินดี ๑ ภิกษุ ท .! ในการยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ผู้ต้องการ ความเอร็ดอร่อยในอาหาร, เธอทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนั้นอยู่ จักเริดร้าง จากการเที่ยวบิณฑบาต, จักเหินห่างที่นอนที่นั่งอันเป็นป่าและป่าชัฏเงียบสงัด, จักมั่วสุมชุมนุมกันอยู่แต่ในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง และจักถึง อเนสนกรรม คือการแสวงหาอันไม่สมควรหลายแบบหลายวิธี เพราะความ ต้องการความเอร็ดอร่อยในอาหารนั้นเป็นเหตุ ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น อนาคตภัยข้อที่สอง ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จัก เกิดขึ้นในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้ ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึง พยายามเพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย ผู้ต้องการอยู่ดี ๒ ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ผู้ต้อง การนอนสบายนั่งสบาย, เธอทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนั้นอยู่ จักเริดร้างจาก ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๔/๘๐. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๕/๘๐.
น.1829 การอยู่ป่า (หรือจากการอยู่โคนไม้), จักเหินห่างที่นอนที่นั่งอันเป็นป่าและบ่าชัฏ เงียบสงัด, จักมั่วสุมชุมนุมกันอยู่แต่ในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง และจักถึงอเนสนกรรมคือการแสวงหาอันไม่สมควรหลายแบบหลายวิธี เพราะ ความต้องการนอนสบายนั่งสบายนั้นเป็นเหตุ ภิกษุ ท. ! นี้ เป็นอนาคตภัยข้อที่สาม ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จัก เกิดขึ้นในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้ ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึง พยายามเพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย. ภัยมีเพราะการระคนใกล้ชิดสตรี ๑ ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ที่มีการ อยู่ระคนใกล้ชิดกับพวกภิกษุณี สิกขมานา ๒ และสมณฺทเทส, ๓ เมื่อ มีการระคนใกล้ชิดกันเช่นนั้น ก็เป็นอันหวังผลเหล่านี้ได้คือ เธอทั้งหลาย จักต้องทนประพฤติพรหมจรรย์ อันเต็มไปด้วยอาบัติที่เศร้าหมอง หรือมิฉะนั้น ก็จักต้องบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๕/๘๐. ๒. สิกขมานา คือสามเณรีที่ต้องรับการอบรมพิเศษก่อนบวชเป็นภิกษุณีเป็นเวลา ๒ ปี โดย การรักษาศีล ๕ และสิกขาบทข้อวิกาลโภชน์อีกหนึ่ง รวมเป็น ๖ สิกขาบทไม่ขาดตกบกพร่องเลย. ๓. สมณุทเทสในที่นี้ คือ สามเณรี.
น.1830 สี่ ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จักเกิดขึ้น ในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้ ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึงพยายาม เพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย ภัยเกิดเพราะกลัวอด ๑ ภิกษุ ท .! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ที่มีการอยู่ คลุกคลีกับพวกคนทำการวัด และสมณฺทเทส (สามเณร), เมื่อมีการ อยู่คลุกคลีกันเช่นนั้น ก็เป็นอันหวังผลเหล่านี้ได้คือ เธอทั้งหลายจักขวนขวาย ทำการสะสมของกินไว้บริโภคหลายอย่างหลายประการ และจัดทำนิมิตอันหยาบ ในการใช้เขาขุดดินบ้าง ในการใช้เขาพรากของสดเขียวบ้าง. ๒ ภิกษุ ท. ! นี้ เป็น อนาคตภัยข้อที่ห้า ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จัก เกิดขึ้นในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้ ครั้นได้สำนึกแล้วก็พึง พยายามเพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย ราคีของนักบวช ๓ ภิกษุ ท. ! เครื่องเศร้าหมองของพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีอยู่สี่อย่าง อันเป็นเหตุให้พระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่สุกใส ไม่สว่างไสวรุ่งเรือง. สี่อย่าง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๕/๘๐. ๒. คือถึงกับใช้เขาขุดดิน หรือทำลายผักหญ้า โดยตรง หรือโดยการใช้ใบ้เป็นต้น. ๓. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๘/๕๐.
น.1831 อะไรบ้าง ? สี่อย่างคือ เมฆ, หมอก, ผงคลี, และอสุรินทราหู. ภิกษุ ท. ! เครื่องเศร้าหมองของพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันเป็นเหตุให้พระจันทร์และ พระอาทิตย์ไม่สุกใส ไม่สว่างไสวรุ่งเรือง มีอยู่สี่อย่างนี้ ; ภิกษุ ท .! ฉันใดก็ฉันนั้น : เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ก็มีอยู่สี่อย่าง อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ ไม่ผ่องใส ไม่งามสง่ารุ่งเรือง. สี่อย่าง อะไรบ้าง ? สี่อย่างคือ :- (๑) สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ดื่มสุราเมรัย ไม่งดเว้นจากการดื่ม สุราเมรัย. (๒) สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังมีการกระทำ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) อย่างที่คนคู่เขาทำต่อกัน ๑ ไม่งดเว้นจากการกระทำเช่นนั้น. (๓) สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยินดีในการมีทองและเงิน ไม่งดเว้นจาก การรับทองและเงิน. (๔) สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิต ที่ผิดวิสัยของสมณะ ไม่งดเว้นจากการเลี้ยงชีวิตที่ผิดวิสัย. ภิกษุ ท .! เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ มีอยู่สี่อย่างนี้ อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ ไม่ผ่องใส ไม่งามสง่ารุ่งเรือง แล. เมื่อโจรปล้นชาวเมือง ๒ ภิกษุ ท. ! มหาโจรห้าพวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก. ห้าพวก คืออะไรบ้าง ? ห้าพวกคือ :- ๑. คือเพศหญิงกับเพศชาย จะพึงทำแก่กัน เพื่อกามารมณ์ ระดับไหนก็ตาม. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวิ. วิ. ๑/๑๖๙/๒๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.
น.1832 (๑) ภิกษุ ท. ! ความคิดของมหาโจรบางพวกในกรณีนี้มีว่า "เมื่อไร หนอเราจักเป็นผู้มีบริวารร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมเรา เที่ยวไปในย่าน หมู่บ้านนิคม และเมืองหลวง, จักได้ฆ่าเอง หรือใช้ให้บริวารฆ่า, จักได้ตัดเอง หรือใช้ให้บริวารตัด, จักได้เผาเอง หรือใช้ให้บริวารเผา" ดังนี้. ครั้นกาลต่อมา มหาโจรนั้นมีบริวารร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เที่ยวไปในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง, ทำการฆ่าเอง และให้บริวารฆ่า, ทำการตัดเอง และให้ บริวารตัด, ทำการเผาเอง และให้บริวารเผา. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ความคิดของภิกษุลามกบางรูปในกรณีนี้ มีว่า "เมื่อไรหนอ เราจักเป็นผู้มี บริวารร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมเรา เที่ยวจาริกไปในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง, เป็นที่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ของพวก คฤหัสถ์และบรรพชิต, เป็นผู้ร่ำรวยลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ" ดังนี้. ครั้นกาลต่อมา ภิกษุลามกนั้นได้มี บริวารร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เที่ยวจารึกไปในย่านหมู่บ้าน นิคม และเมืองหลวง, เป็นที่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ของพวกคฤหัสถ์ และบรรพชิต, เป็นผู้ร่ำรวยลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย- เภสัชบริการ ; ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท .! ภิกษุลามกนี้ จัดเป็น มหาโจร พวกแรก ซึ่งมีอยู่ในโลก หาได้ในโลก (๒) ภิกษุ ท. ! พวกอื่นอีก, ภิกษุลามกบางรูปในกรณีนี้ ย่อม เล่าเรียนธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ยกตนว่ารู้เอง (หรือนำไปหาลาภผล เพื่อตน). ภิกษุ ท .! ภิกษุลามกนี้ จัดเป็น มหาโจรพวกที่สอง ซึ่งมีอยู่ในโลก หาได้ในโลก. (๓) ภิกษุ ท. ! พวกอื่นอีก, ภิกษุลามกบางรูปในกรณีนี้ ย่อมตาม กำจัดพรหมจารีผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์ แถม ด้วยสิ่งอันไม่ใช่เรื่องของ
น.1833 พรหมจรรย์ อันปราศจากมูลความจริง. ภิกษุ ท .! ภิกษุลามกนี้ จัดเป็น มหา- โจรพวกที่สาม ซึ่งมีอยู่ในโลก หาได้ในโลก. (๔) ภิกษุ ท. ! พวกอื่นอีก, ภิกษุลามกบางรูปในกรณีนี้ ย่อม สงเคราะห์และพูดจาและเกลี้ยกล่อมพวกคฤหัสถ์ ด้วยครุภัณฑ์และครุบริการอัน เป็นของสงฆ์ คือของปลูกสร้างในอาราม พื้นที่อาราม วิหาร พื้นที่วิหาร เตียง ตัง ฟูก หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ กะถางโลหะ กะทะโลหะ พร้า ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน เชือก ไม้ไผ่ หญ้าสำหรับมุง หญ้าปล้อง หญ้า ดินเหนียว สิ่งของที่ทำด้วยไม้ และสิ่งของที่ทำด้วยดิน เหล่านั้น ภิกษุ ท. ! ภิกษุลามกนี้ จัดเป็น มหาโจร พวกที่สี่ ซึ่งมีอยู่ในโลก หาได้ในโลก (๕) ภิกษุ ท .! ภิกษุพวกสุดท้าย จัดเป็น มหาโจรชั้นเลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์ คือ ภิกษุลามก กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม อันไม่มีจริง ไม่เป็นจริง. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ภิกษุ ท. ! เพราะว่า เธอบริโภคก้อนข้าว ของชาวเมือง ด้วยอาการอันเป็นขโมย. "ภิกษุใด แสดงตัวเองซึ่งความจริงเป็นอย่างหนึ่ง ให้คนอื่นเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป, การบริโภคปัจจัย ด้วยอาการแห่งขโมยของเธอนั้น เป็นเช่นเดียวกับ นายพราน ผู้ล่อลวงดักสัตว์กิน ฉะนั้น. คน เป็นอันมาก ที่มีผ้ากาสาวพัสตร์คลุมคอ แต่มีความ เป็นอยู่ลามก ขาดการสำรวม, พวกคนลามก เหล่านั้น ต้องไปเกิดในนรก เพราะการกระทำกรรม อันหยาบช้า. มันกินก้อนเหล็ก ซึ่งเปรียบด้วย เปลวไฟอันร้อนจัด ยังจะดีกว่า, คนทุศีล ไม่มี
น.1834 สด หมวดที่ ๔ ว่าด้วยการทำไปตามอำนาจกิเลส การสำรวม บริโภคก้อนข้าวของชาวเมือง เป็น - การไม่เหมาะสมเลย". คนนอกบัญชี ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุเหล่าใด เป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม ยกตัว จองหอง ใจฟุ้งเฟ้อ ; ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้น ไม่ใช่ "คนของเรา". ภิกษุ ท .! ภิกษุเหล่านั้น ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้เสียแล้ว ; และพวกภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ใน ธรรมวินัยนี้ ได้เลย. คนแหวกแนว ๒ ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้เป็นที่เชื่อถือของมหาชนทั่วไป, เมื่อมีการกระทำ สามอย่างนี้เข้าแล้ว, จะได้ชื่อว่าเป็น ผู้ทำมหาชนให้เสื่อมเสีย ทำมหาชน ให้หมดสุข ทำไปเพื่อความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แต่เป็นไปเพื่อความทุกข์ ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. การกระทำสามอย่าง อะไรบ้างเล่า ? สามอย่าง คือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๖. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๓๓/๔๕๐.
น.1835 ทำการชักชวนมหาชนในกายกรรม ๑ อันผิดแนวแห่งการทำที่สุด ทุกข์ในพระศาสนา. (๒) ทำการชักชวนมหาชนในวจีกรรม ๒ อันผิดแนวแห่งการทำที่สุด ทุกข์ในพระศาสนา. (๓) ทำการชักชวนมหาชนในการบำเพ็ญทางจิต ๓ อันผิดแนวแห่งการ ทำที่สุดทุกข์ในพระศาสนา. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้เป็นที่เชื่อถือของมหาชนทั่วไป, เมื่อมีการกระทำ สามอย่างเหล่านี้ เข้าแล้ว, ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำมหาชนให้เสื่อมเสีย ทำมหาชน ให้หมดสุข ทำไปเพื่อความฉิบหายแก่มหาชน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล, แต่เป็น ไปเพื่อความทุกข์ ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล. คนทิ้งธรรม ๔ ภิกษุ ท .! ในทิศใด พวกภิกษุ เกิดแก่งแย่ง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกปากอยู่ ; ภิกษุ ท. ! ทิศนั้น แม้แต่เพียงนึกถึง ก็ไม่เป็นที่ผาสุกแก่เราเสียแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงการไปในที่นั้น. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะภิกษุเหล่านั้น ได้ละทิ้งธรรมสามอย่างเสีย แล้วพากันมาถือ กระทำให้มากในธรรมสามอย่าง. ธรรมสามอย่างอะไรบ้างเล่า ๑. กายกรรม ในที่นี้ อรรถกถา กล่าวถึงการชักชวนให้ไหว้ทิศ เป็นต้น. ๒. วจีกรรม ในที่นี้ อรรถกถา กล่าวถึงการชักชวนให้พูดเขวนอกลู่นอกทาง เป็นต้น. ๓. อรรถกถา กล่าวถึงการบอกกรรมฐานผิด ๆ เป็นต้น. ๔. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อ. ๒๐/๓๕๕/๕๖๔.
น.1836 ที่เธอละทิ้งเสีย ? สามอย่าง คือ :- (๑) ความตรึกในการหลีกออกจากความพัวพันในกาม, (๒) ความตรึกในการทำความไม่มุ่งร้าย, (๓) ความตรึกในการไม่ทำคนอื่นให้ลำบาก. ธรรมสามอย่างเหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้น ละทิ้งเสียแล้ว. ก็ธรรมอีกสามอย่างอะไรบ้างเล่า ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก ? สามอย่าง คือ :- (๑) ความตรึกในทางกาม, (๒) ความตรึกในทางมุ่งร้าย, (๓) ความตรึกที่ก่อให้เกิดความลำบากแก่ผู้อื่น. ธรรมสามอย่าง เหล่านี้แล ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก. ภิกษุ ท .! ในทิศใด พวกภิกษุ เกิดแก่งแย่ง ทะเลาะวิวาท ทีมแทง กันและกันด้วยหอกปากอยู่ ; ภิกษุ ท .! ทิศนั้น แม้แต่เพียงนึกถึงก็ไม่เป็นที่ ผาสุกแก่เราเสียแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงการไปในที่นั้น. ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่ แก่ใจว่า เป็นเพราะพวกภิกษุเหล่านั้น ละทิ้งธรรมสามอย่างเหล่าโน้นเสียแล้ว และพากันมาถือ กระทำให้มากในธรรมสามอย่างเหล่านี้แทน คืนวันที่มีแต่ "ความมืด” ๑ ภิกษุ ท .! คืนวันของภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างแล้ว, ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความ เจริญมิได้. หกอย่างอะไรบ้างเล่า ? หกอย่าง คือ ภิกษุในกรณีนี้ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๓/๓๕๕.
น.1837 มีความต้องการมากจนเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้จักพอในเรื่องจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ. (๒) เป็นคนไม่มีศรัทธา. (๓) เป็นคนทุศีล. (๔) เป็นคนเกียจคร้าน. (๕) เป็นคนมีสติฟั่นเฟือน. (๖) เป็นคนมีปัญญาทึบ. ภิกษุ ท .! คืนวันของภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหกอย่างเหล่านี้ แล้ว, ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเจริญมิได้ ผู้ถูกตรึง ๑ ภิกษุ ท. ! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังละตะปู ตรึงใจห้าตัวไม่ได้; คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไป โดยหวังได้ แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเจริญมิได้. ตะปูตรึงใจห้าตัว ที่บรรพชิตรูปนั้นยังละไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ยังสงสัย เคลือบแคลง ไม่ปลงใจ เชื่อ ไม่เลื่อมใส ในพระศาสดา. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเผากิเลส เพียรประกอบเนื่อง ๆ เพียรตั้งหลัก ติดต่อเนื่องกัน. จิตของผู้ใด ไม่น้อมไปตามนัยที่กล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นตะปู ตรึงใจตัวที่หนึ่ง ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ ๒๔/๑๙/๑๔.
น.1838 อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ยังสงสัย ฯลฯ ในธรรม ---ฯลฯ --- นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวที่สอง ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ยังสงสัย ฯลฯ ในพระสงฆ์ --- ฯลฯ .--- นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวที่สาม ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ ยังสงสัย ฯลฯ ในไตรสิกขา --- ฯลฯ --- นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวที่สี่ ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ครุ่นโกรธในเพื่อนผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยกัน, ไม่ชอบใจ มีจิตอันโทสะกระทบกระทั่งแล้ว จน เกิดเป็นเครื่องตรึงใจ. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเผากิเลส เพียรประกอบเนื่อง ๆ เพียรตั้งหลักติดต่อเนื่องกัน. จิตของผู้ใด ไม่น้อมไปตามนัยที่กล่าวนี้, นั่นแหละ เป็นตะปูตรึงใจตัวที่ห้า ที่เธอนั้นยังละไม่ได้. ภิกษุ ท. ! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังละตะปู ตรึงใจห้าตัวเหล่านี้ไม่ได้ ; คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไป โดยหวัง ได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเจริญมิได้ แล. ผู้ถูกแมลงวันตอม ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อเช้านี้ เราครองจีวร ถือบาตร ไปบิณฑบาตในเมือง พาราณสี เราได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ตามแหล่งที่ซื้อขายโคของพวก มิลักขะ เป็นภิกษุมีท่าทางกระหายกาม คิดสึก ปล่อยสติ ปราศจากสัมปชัญญะ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๖๑/๕๖๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อิสิปตนมฤคทายวัน.
น.1839 จิตฟุ้ง ใจเขว ผิวพรรณแห้งเกรียม. ครั้นเห็นแล้ว เราได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า "ภิกษุ ! เธออย่าทำตัวให้เน่าพอง. ตัวที่เน่าพองส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง แล้ว แมลงวันจักไม่ตอมไม่ดูดนั้น เป็นไปไม่ได้ นะภิกษุ!" ดังนี้. ภิกษุนั้น ถูกเราทักอย่างนี้ ก็เกิดความสลดขึ้นในใจ. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามขึ้นว่า "อะไรเล่าพระเจ้าข้า ชื่อว่า ของเน่าพอง ? อะไรเล่า ชื่อว่า กลิ่นเหม็นคาว ? อะไรเล่า ชื่อว่า แมลงวัน ?" "อภิชฌา นี้แหละภิกษุ! ชื่อว่า ของเน่าพอง, พยาบาท ชื่อว่ากลิ่นเหม็นคาว, ความคิดที่เป็นอกุศลลามก ชื่อว่าแมลงวัน. ตัวที่เน่าพองส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งแล้ว แมลงวันจักไม่ตอบไม่ดูด นั้น เป็นไปไม่ได้ นะภิกษุ!" ดังนี้ แล. ป่าช้าผีดิบ ๑ ภิกษุ ท .! โทษห้าอย่างเหล่านี้ เป็นโทษในป่าช้าผีดิบ. ห้าอย่าง อะไรบ้าง ? ห้าอย่าง คือ ป่าช้าผีดิบเป็นที่ไม่สะอาด, มีกลิ่นเหม็น, มีภัย เฉพาะหน้า, เป็นที่พักอาศัยของพวกอมนุษย์ที่ดุร้าย, และเป็นที่ที่ร้องไห้พิไรร่ำ ของคนเป็นจำนวนมาก. โทษห้าอย่างเหล่านี้ เป็นโทษในป่าช้าผีดิบ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๙๘/๒๔๙.
น.1840 ฉันใดก็ฉันนั้น : โทษห้าอย่างเหล่านี้ เป็นโทษใน นักบวช ที่เปรียบด้วยป่าช้าผีดิบ. ห้าอย่างอะไรบ้าง ? ห้าอย่าง คือ :- (๑) นักบวชบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยการกระทำ ทางกายอันไม่สะอาด, ประกอบด้วยการกระทำทางวาจาอันไม่สะอาด, ประกอบด้วยการกระทำทางใจอันไม่สะอาด. ภิกษุ ท .! เรากล่าวการทำเช่นนี้ ของผู้นั้นว่า เป็นความไม่สะอาด ดุจดั่งป่าช้าผีดิบ ซึ่งเป็นที่ไม่สะอาด. เรา กล่าวนักบวชชนิดนี้ ว่าเทียบกันได้กับที่ที่ไม่สะอาด ฉะนั้น. (๒) เมื่อนักบวชประกอบกรรมอันไม่สะอาดเช่นนั้นอยู่, เสียง เล่าลืออันชั่วช้า ก็ระบือไป. ภิกษุ ท .! เรากล่าวเสียงเล่าลืออันชั่วช้านี้ ของผู้นั้น ว่า เป็นกลิ่นเหม็น ดุจดั่งป่าช้าผีดิบ ซึ่งเป็นที่มีกลิ่นเหม็น. เรากล่าวนักบวชชนิดนี้ ว่าเทียบกันได้กับที่ที่มีกลิ่นเหม็น ฉะนั้น (๓) ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน ซึ่งมีศีลเป็นที่รัก ย่อมเว้น ห่างไกลจากคนที่มีกลิ่นเหม็นเช่นกล่าวนั้นเสีย. ภิกษุ ท .! เรากล่าวการ ที่เพื่อน ๆ เว้นห่างไกลนี้ของผู้นั้น ว่า เป็นภัยเฉพาะหน้า ดุจดั่งป่าช้าผีดิบ ซึ่งเป็นที่มีภัยเฉพาะหน้า. เรากล่าวนักบวชชนิดนี้ ว่าเทียบกันได้กับที่ที่มีภัย เฉพาะหน้า ฉะนั้น. (๔) คนชั่วช้านั้น ผู้ประกอบกรรมอันไม่สะอาดทั้งทางกาย วาจา และใจ ก็อยู่ร่วมกันได้แต่พวกที่มีการกระทำเหมือนๆกัน. ภิกษุ ท .! เรากล่าวการที่อยู่ร่วมกันได้ของผู้นั้น ว่า เป็นที่พักอาศัยสำหรับพวกเหล่าร้าย นี้ ดุจดั่งป่าช้าผีดิบ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพวกอมนุษย์ ที่ดุร้าย. เรากล่าว นักบวชชนิดนี้ ว่าเทียบกันได้กับที่พักอาศัยสำหรับคนดุร้าย ฉะนั้น
น.1841 ) ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน ซึ่งมีศีลเป็นที่รัก ได้เห็น นักบวชชนิดนั้นเข้าแล้ว ก็นึกตำหนิได้ว่า "พุทโธ่เอ๊ย! ความทุกข์ ของพวกเรา มีอยู่ตรงที่ พวกเราจำต้องอยู่ร่วมกับนักบวชชนิดนั้นด้วย" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เรากล่าวการอยู่ร่วมที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นนี้ของผู้นั้น ว่า เป็นความร้องไห้พิไรร่ำ ดุจดั่งป่าช้าผีดิบ ซึ่งเป็นที่ที่ร้องไห้พิไรร่ำของคน เป็นจำนวนมาก. เรากล่าวนักบวชชนิดนี้ ว่าเทียบกันได้กับที่สำหรับเป็นที่ ร้องไห้พิไรร่ำของคนเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น. จบใน ภิกษุ ท .! โทษหัวอย่างเหล่านี้ เป็นโทษในนักบวช ที่เปรียบด้วย ป่าช้าผีดิบ แล. หมวดที่สี่ จบ.
น.1842 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ นิคฺคยฺหนิคคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺ ขามิ อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด โย สาโร, โส ฐสฺสติ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้. (มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖) นิธีนํว ปวตฺตาร์ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น, ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย. (ปณฺฑิตวคุค ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖) ๘๕
Buddhadasa