น.1843 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๕ ว่าด้วย การเป็นทาสตัณหา ๑. ผู้เห็นแก่อามิส ๒. ไม่คุ้มค่าข้าวสุก ๓. ขี้ตามช้าง ๔. ติดบ่วงนายพราน ๕. ผู้ถูกล่าม ๖. หมองูตายเพราะงู ๗. อมิตตภิกขุ ๘. เป็นโรคชอบเที่ยวเรื่อยเปื่อย ๙๐
น.1844 ผู้เห็นแก่อามิส ๑ ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทมีสองชนิด. สองชนิดอะไรกันเล่า ? สอง ชนิดคือ ภิกษุบริษัทที่ หนักในอามิส แต่ไม่หนักในพระสัทธรรม หนึ่ง, ภิกษุ บริษัทที่ หนักในพระสัทธรรม แต่ไม่หนักในอามิส หนึ่ง. ภิกษุ ท .! ภิกษุบริษัทที่หนักในอามิส แต่ไม่หนักในพระสัทธรรม นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษุเหล่าใดกล่าวยกยอกันเองต่อหน้า คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนว่า "ภิกษุรูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด อุภโตภาควิมุตต์, ๒ รูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด ปัญญาวิมุตต์, ๓ รูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด กายสักขี, ๔ รูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด ทิฏฐิปัตตะ, ๕ รูปโน้น เป็น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทุก. อํ. ๒๐/๙๓/๒๙๓. ๒. อุภโตภาควิมุตต์ ผู้หลุดพ้นโดยส่วนสอง คือผู้ได้วิโมกข์ทั้งแปดด้วย และได้โลกุตตระ ผลในชั้นสิ้นอาสวะด้วย. ๓. ปัญญาวิมุตต์ ผู้สิ้นอาสวะด้วยอำนาจปัญญาเห็นอนัตตาโดยตรง. ๔. กายสักขี ผู้มีกายเสวยสุขด้วยนามกายมาแล้วเป็นเครื่องประจักษ์ คือเสขบุคคล ๗ ผู้ชิมฌานสุขมาแล้ว จึงเห็นทุกข์และบรรลุมรรคผลในขั้นของตน ๆ. ๕. ทิฏฐิปัตตะ ผู้บรรลุมรรคผลด้วยอำนาจพิจารณา เห็นอนัตตาในสังขารทั้งหลายซึ่งได้ แก่อริยบุคคล นับตั้งแต่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลไปจนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค, แต่พอได้บรรลุอรหัตผล ก็เป็นปัญญาวิมุตต์ไป. ๙๑
น.1845 อริยบุคคลชนิด สัทธาวิมุตต์, ๖ รูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด ธัมมานุสารี, ๗ รูปโน้น เป็นอริยบุคคลชนิด สัทธานุสารี, ๘ รูปโน้น มีศีลมีการเป็นอยู่งดงาม, และรูปโน้น ทุศีลมีการเป็นอยู่เลวทราม" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุเหล่านั้น ย่อม ได้ลาภ เพราะการกล่าวยกยอกันนั้นเป็นเหตุ. ครั้นได้ลาภแล้ว ภิกษุพวกนั้น ก็พากันติดอกติดใจในรสแห่งลาภ สยบอยู่ เมาหมกอยู่, ไม่มองเห็นส่วน ที่เป็นโทษ ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ ทำการบริโภค ลาภนั้นอยู่. ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทอย่างนี้แล เราเรียกว่า บริษัทที่หนักในอามิส แต่ไม่หนักในพระสัทธรรม ไม่คุ้มค่าข้าวสุก ๙ ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่ง อยู่. คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีก็ตาม เข้าไปหาภิกษุนั้นแล้ว นิมนต์ฉันอาหาร ในวันรุ่งขึ้น. ภิกษุนั้นมีความหวังในอาหารนี้ก็รับนิมนต์. ครั้นราตรีล่วง ไปถึงเวลาเช้า เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่เรือนคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี ๖. สัทธาวิมุตต์ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธาหรือมีศรัทธาออกหน้า ซึ่งได้แก่ผู้บรรลุมรรคผล ๗ ในเบื้องปลาย ด้วยอาศัยอำนาจศรัทธาที่เกิดขึ้นในขณะพิจารณาเห็นอนิจจัง. ๗. ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งธรรม ซึ่งได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ด้วย อำนาจพิจารณาเห็นอนัตตาในสังขารทั้งหลาย, แต่พอได้บรรลุโสดาปัตติผลก็เป็นทิฏฐิปัตตะไป. ๘. สัทธานุสารี ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งศรัทธา ซึ่งได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ด้วย อำนาจพิจารณาเห็นอนิจจังในสังขารทั้งหลาย, แต่พอได้บรรลุโสดาปัตติผลก็เป็นสัทธาวิมุตต์ไป. ๙. บาลีพระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๓๕๓/ ๕๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่พลิหรณะไพรสณฑ์, เมืองกุสินารา.
น.1846 ผู้นิมนต์, ถึงแล้วก็นั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้. คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี ได้ เลี้ยงเธอด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยตนเอง ให้อิ่มหนำสำราญ จนเธอบอกห้าม. ความคิดได้เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นในขณะนั้นว่า "วิเศษจริง! คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนี้ เลี้ยงเราด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยตนเอง จนอิ่มหนำสำราญถึงกับเราต้องบอกห้าม" ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้นยังหวังต่อไปอีกว่า "โอหนอ! แม้วันต่อ ๆ ไป ก็ขอให้คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนี้ เลี้ยงเราด้วย ของเคี้ยวของฉันอันประณีต ฯลฯ อย่างนี้อีกเถิด" ดังนี้. เธอนั้น ได้ติดในรส อาหาร หลงในรสอาหาร สยบอยู่ด้วยความยินดีในรสอาหาร, ไม่มองเห็นส่วนที่ เป็นโทษ ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ ฉันอาหารนั้น. ภิกษุนั้น ย่อมครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในกามบ้าง ครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิด ในทางเคียดแค้นบ้าง ครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากโดยไม่ รู้สึกตัวบ้าง ตรงที่เธอนั่งฉันนั้นเอง. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า "ทาน ที่ถวายแก่ภิกษุผู้เช่นนี้ หามีผลมากไม่". เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ภิกษุนี้ เป็นผู้มัวเมา และ ขี้ตามช้าง ๑ ภิกษุ ท. ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว : มีสระใหญ่ในที่ใกล้ป่าแห่งหนึ่ง. ช้างทั้งหลายได้อาศัยหากินในสระใหญ่แห่งนั้น. มันลงสู่สระแล้ว ใช้งวง ถอนหัวบัวและรากบัวขึ้นมา แล้วแกว่งไปแกว่งมาในน้ำ ทำให้หมดเปือกตม แล้วใส่ปากเคี้ยวให้ดีเสียก่อน จึงกลืนลงไป. การกินอย่างนี้ของช้างเหล่านั้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๓/๖๗๘.
น.1847 ย่อมทำให้เนื้อตัวเปล่งปลั่ง มีพละกำลัง และไม่ถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์ เจียนตาย ; เพราะข้อที่ช้างนั้นรู้จักกินนั้นเองเป็นเหตุ. ภิกษุ ท. ! ส่วนพวก ลูกช้างเล็ก ๆ อยากจะเอาอย่างช้างใหญ่ ๆ บ้าง, มันจึงลงสู่สระบัวนั้น ใช้งวง ถอนหัวบัวและรากบัวขึ้นมาได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แกว่งไปแกว่งมาในน้ำ มีเปือกตม ติดอยู่ ก็เอาเข้าใส่ปาก ไม่ได้เคี้ยวให้ดีเสียก่อน กลืนลงไปแล้ว. การกิน อย่างนี้ของพวกลูกช้างเล็ก ๆ นั้น ย่อมไม่ทำให้เนื้อตัวเปล่งปลั่งมีพละกำลัง แล้วยังจะถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย : เพราะข้อที่ลูกช้างเหล่านั้น ไม่รู้จักกินนั้นเองเป็นเหตุ : ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ในกรณีนี้ เวลาเช้า ครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่ย่านหมู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาต, พวกภิกษุ ผู้เถระเหล่านั้น ย่อมกล่าวธรรมอยู่ในที่นั้น ๆ; พวกคฤหัสถ์ผู้เลื่อมใสต่อภิกษุ ผู้เถระเหล่านั้น ย่อมทำอาการแห่งผู้เลื่อมใส. อนึ่ง พวกภิกษุผู้เถระนั้นเล่า ก็ไม่ติดอกติดใจ ไม่สยบ ไม่เมาหมก ในลาภนั้น ๆ, เป็นผู้มองเห็นส่วนที่เป็น โทษ เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ แล้วจึงทำการบริโภค ลาภนั้น. การบริโภคอย่างนี้ของภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ย่อมทำให้มีร่างกายสุกใส มีพละกำลัง และไม่ถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย ; เพราะข้อที่ ท่านเหล่านั้นรู้จักการทำการฉัน นั้นเองเป็นเหตุ ภิกษุ ท. ! ส่วนพวกภิกษุผู้หย่อนวัย อยากจะเอาอย่างพวกภิกษุผู้เถระ เหล่านั้นบ้าง, เวลาเช้า ก็ครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่ย่านหมู่บ้านหรือนิคม เพื่อบิณฑบาต. พวกเธอก็กล่าวธรรมอยู่ในที่นั้น ๆ; พวกคฤหัสถ์ผู้เลื่อมใส ต่อภิกษุผู้หย่อนวัยเหล่านั้น ย่อมทำอาการแห่งผู้เลื่อมใส. อนึ่ง พวกภิกษุ ผู้หย่อนวัยนั้นเล่า ก็ติดอกติดใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ ในลาภนั้น ๆ, เป็นผู้ไม่มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่อง
น.1848 ออกไปจากทุกข์ ทำการบริโภคลาภนั้น. การบริโภคอย่างนี้ของภิกษุผู้เด็ก ๆ เหล่านั้น ย่อมไม่ทำให้มีร่างกายสุกใสมีพละกำลัง (ชนิดเดียวกับผู้ที่บริโภค เพียงเพื่อเป็นการอนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์) แต่ได้กลับถึงซึ่งความ ตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย ; เพราะข้อที่ภิกษุเด็กๆ เหล่านั้น ไม่รู้จักการ ทำการฉัน นั้นเองเป็นเหตุ. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักเป็นผู้ไม่ติดอกติดใจ ไม่สยบ ไม่เมาหมก ในปัจจัย ลาภ มีปรกติมองเห็นส่วนที่เป็นโทษ เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไป จากทุกข์ ทำการบริโภคปัจจัยลาภนั้น ๆ" ดังนี้. ภิกษ ท .! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ติดบ่วงนายพราน ๑ ภิกษุ ท .! กามคุณเหล่านี้มีห้าอย่าง. ห้าอย่างอะไรกันเล่า ? ห้า อย่างคือ รูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ฟังด้วยหู, กลิ่นที่ดมด้วยจมูก, รสที่ลิ้ม ด้วยลิ้น, และโผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยกาย, อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารัก ใคร่ น่าพอใจ ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความใคร่ เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนดย้อมใจ. ภิกษุ ท .! กามคุณมีห้าอย่างเหล่านี้และ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ติดอกติดใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ในกามคุณห้าอย่างเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ ไม่เป็นผู้รู้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปาสราสิสูตร มู.ม. ๑๒/๓๓๓/๓๒๗-๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อาศรมของรัมมกพราหมณ์ ใกล้นครสาวัตถี.
น.1849 แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ ทำการบริโภคกามคุณทั้งห้านั้นอยู่ : สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อันคนทั้งหลายพึงเข้าใจเถิดว่า เป็นผู้ถึงความพินาศ ย่อยยับ แล้วแต่มารผู้ใจบาปต้องการจะทำตามอำเภอใจอย่างใด ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบได้ดั่งเนื้อบ่าที่ติดบ่วง นอนจมอยู่ในกองบ่วง, ใน ลักษณะที่ใคร ๆ พึงเข้าใจได้ว่า มันจะถึงซึ่งความพินาศย่อยยับ ต้องทำตาม ประสงค์ของพรานทุกประการ, เมื่อนายพรานมาถึงเข้า มันจะหนีไปไหนไม่พ้น เลย ๑ ดังนี้. ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เหมือนกัน : พวกเขาพากันติดอกติดใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ในกามคุณห้าอย่าง เหล่านี้แล้ว ก็ไม่มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่อง ออกไปจากทุกข์ ทำการบริโภคกามคุณทั้งห้านั้นอยู่, เป็นผู้ที่คนทั้งหลายพึงเข้าใจ เถิดว่า จะถึงความพินาศย่อยยับ แล้วแต่มารผู้ใจบาปต้องการจะทำตามอำเภอใจ อย่างใด ดังนี้. ผู้ถูกล่าม ๒ ภิกษุ ท. ! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัด เครื่องล่ามทางใจห้าอย่างให้ขาดออกไปไม่ได้แล้ว ; คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความ เจริญมิได้. เครื่องล่ามทางใจห้าอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ๑. อรรถกถาให้ข้อเปรียบไว้ว่า สมณพราหมณ์ เปรียบดั่งเนื้อบ่า, ปัจจัยสี่ เปรียบดั่ง บ่วงที่นายพรานดักไว้ในป่า, ขณะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นทำการบริโภคไม่พิจารณาปัจจัยสี่ เปรียบดั่ง ขณะที่เนื้อนอนจมอยู่ในกองบ่วง, ขณะที่สมณพราหมณ์ต้องทำตามประสงค์ของมาร เปรียบดั่งขณะเมื่อ นายพรานมาถึงเข้า เนื้อก็ไม่รู้ว่าจะหนีเอาตัวรอดทางไหน. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๑๙/๑๔.
น.1850 ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ยังเป็นผู้มีความกำหนัด ในกามทั้งหลาย, ยังมีความพอใจ, มีความรัก, มีความกระหาย, มีความเร่าร้อน, มีความทะยาน อยาก ในกามทั้งหลาย. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้, จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่ น้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนื่อง ๆ เพื่อ ความเพียรอันติดต่อกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง. จิตของผู้ใด ไม่น้อมไปในความเพียร ‘ดังกล่าวนี้, นั่นแหละเป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่หนึ่ง ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้ ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุยังเป็นผู้มีความกำหนัด ในกาย -- ฯลฯ -- นั่นแหละเป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่สอง ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้. ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุยังเป็นผู้มีความกำหนัด ในรูป - - ฯลฯ -- นั่นแหละเป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่สาม ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้. ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุได้ฉันอาหารเต็มท้องตามประสงค์แล้ว ก็ มัวหาความสุขในการหลับ หาความสุขในการเอนกายเล่น หาความสุขในการ นอนซบเซาไม่อยากลุกขึ้น -- ฯลฯ -- นั่นแหละเป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่สี่ ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ โดย ตั้งความ ปรารถนาเพื่อเป็นเทวดาพวกใดพวกหนึ่ง ว่า "เราจักเป็นเทวดาผู้มีศักดาใหญ่ หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยศีลนี้, ด้วยวัตรนี้, ด้วย ตบะนี้, หรือด้วยพรหมจรรย์นี้" ดังนี้. ภิกษุใด เป็นดังกล่าวนี้, จิตของ ภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำ ให้เนื่อง ๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง จิตของผู้ใดไม่น้อมไป ในความเพียร ดังกล่าวนี้, นั่นแหละเป็นเครื่องล่าม ทางใจอย่างที่ห้า ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้.
น.1851 ภิกษุ ท. ! บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดเครื่อง ล่ามทางใจห้าอย่างเหล่านี้ให้ขาดออกไม่ได้แล้ว; คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความ เจริญมิได้ ; เช่นเดียวกับคืนวันแห่งดวงจันทร์เวลาข้างแรม, ดวงจันทร์นั้น โดยสีก็ไม่แจ่มกระจ่าง, โดยวงกลดก็เล็กแคบเข้า, โดยรัศมีก็เสื่อมลง, โดย ขนาดก็หดเล็กลง ; ฉันใดก็ฉันนั้นแล หมองูตายเพราะงู ๑ ภิกษุ ท. ! ไม้พันธุ์ใหญ่ ซึ่งมีเม็ดเล็ก ๆ แต่อาจเติบโตมีลำต้นสูงใหญ่ มีธรรมดาชอบงอกขึ้นคลุมต้นไม้ทั้งหลายนั้น มีอยู่. บรรดาต้นไม้ที่ถูกมันงอก ขึ้นคลุมแล้ว ย่อมหักเล็กหักใหญ่ ย่อมผุพังไป กระทั่งสูญสิ้นไปเลย. ต้นไม้ เช่นว่านี้ คือต้นอะไรบ้างเล่า ? ภิกษุ ท. ! ต้นไม้เช่นว่านี้คือ ต้นโพธิ์, ต้นไทร, ต้นมิลักขุ, ต้นอุทุมพร, ต้นกัจฉกะ และต้นกบีตถนะ๒, นี้แล คือไม้พันธุ์ใหญ่ ซึ่งมีเม็ดเล็กๆ แต่อาจเติบโตมีลำต้นสูงใหญ่ มีธรรมดาชอบงอกขึ้นคลุมต้นไม้ ทั้งหลาย ทำบรรดาต้นไม้ที่ถูกมันงอกขึ้นคลุมแล้ว ให้หักเล็กหักใหญ่ ให้ผุพัง กระทั่งสูญสิ้นไปเลย ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ละกามทั้งหลาย อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ออกจากเรือน บวชเป็นคนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน, นักบวช ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๓๕/๔๙๖-๔๙๘. ๒. ต้นไม้ที่ว่านี้ หมายถึงต้นไม้ทุกชนิดที่เมล็ดของมันละเอียด จนอาจไปติดอยู่ที่ต้นไม้อื่น แล้วงอกขึ้นบนต้นไม้นั้นๆ แล้วทำลายต้นไม้เดิมให้สูญสิ้นไป เช่นต้นไทร เป็นต้น ที่เราเห็นกัน อยู่ทั่ว ๆ ไป.
น.1852 ผู้นั้น กลับเป็นคนที่ต้องเสียหายย่อยยับ หล่นจากพรหมจรรย์ ด้วยกามทั้งหลาย ชนิดเดิมอีกนั่นเอง หรือด้วยกามที่เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม (ที่ตนกลับสะสมมันขึ้น เพราะความไม่รู้เท่าถึงกามของตน). อมิตตภิกษุ ๑ ภิกษุ ท .! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้ เป็นคนที่ใคร ๆ ไม่ควรคบ. ห้าอย่างอะไรกันเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) ภิกษุนั้น ชอบใช้ผู้อื่นให้ทำงาน. (๒) ภิกษุนั้น ชอบก่ออธิกรณ์. (๓) ภิกษุนั้น ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่าพระเถระชั้นครูบาอาจารย์ (๔) ภิกษุนั้น ชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย. (๕) ภิกษุนั้น ไม่มีความสามารถในการแสดง, ในการชี้ชวน, ใน การปลุกปลอบ, ในการเร้าให้เกิดความบันเทิง, ด้วยธรรมกถา ตามเวลา อันสมควร. ภิกษุ ท. ! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นคนที่ใคร ๆ ไม่ควรคบ. เป็นโรคชอบเที่ยวเรื่อยเปื่อย ๒ ภิกษุ ท .! โทษห้าอย่างเหล่านี้ เป็นโทษสำหรับคนชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย. ห้าอย่างอะไรกันเล่า ? ห้าอย่างคือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๙๑/๑๔๖. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๘๕/๒๒๒.
น.1853 (๑) เธอ ย่อมไม่บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ. (๒) เธอ ย่อมเสื่อมถอยจากสิ่งที่บรรลุแล้ว. (๓) ไม่เป็นผู้แตกฉานช่ำชองในบางสิ่งบางอย่างแม้ที่บรรลุแล้ว. (๔) เป็นแต่โรคที่ทำชีวิตให้ลำบาก (๕) และเป็นคนไร้มิตร. ภิกษุ ท. ! โทษห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นโทษสำหรับคนชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย หมวดที่ห้า จบ.
น.1854 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด โย สาโร, โส ฐสฺสติ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้. (มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ, ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖) นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น, ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย. (ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖) ๑๐๑
Buddhadasa