Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๖ — ว่าด้วยการหละหลวมในธรรม

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1855 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๖ ว่าด้วย การหละหลวมในธรรม ๑. นกแก้ว นกขุนทอง ๒. ถุงลม ๓. ปริยัติที่เป็นงูพิษ ๔. ผู้ที่ไม่ควรพูดอภิธรรม ๕. เนื้อแท้ อันตรธาน ๖. ผู้ทำศาสนาเสื่อม ๗. คนไม่ควรเลี้ยงโค ๘. ลูกนอกคอก ๙. ผู้โลเล ๑๐. ภิกษุร้องเพลง ๑๑. ผู้มัวแต่อวดฉลาด ๑๒. พระหลวงตา ๑๓. พระถูกฆ่า ๑๔. ผู้หล่นจากศาสนา ๑๐๒

น.1856 นกแก้ว นกขุนทอง ๑ ภิกษุ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ; แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยปริยัติ (นักเรียน) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา แก่คนอื่น โดยพิสดาร, แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญา. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการบัญญัติ (นักแต่ง) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ ทำการสาธยายธรรม ตามที่ได้ฟังได้เรียนมา โดยพิสดาร, แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการสวด (นักสวด) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๐๐/๗๔, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้ทูลถามเรื่องนี้. ๑๐๓

น.1857 อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ คิดพล่านไปในธรรม ตามที่ได้พึงได้เรียนมา, แต่เธอไม่รู้ความหมายอันยิ่งแห่งธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการคิด (นักคิด) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). ถุงลม ๑ ภิกษุ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ, เธอใช้เวลาทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการเรียนธรรมนั้น ต้องเริดร้าง จากการหลีกเร้น ไม่ประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายใน. ภิกษุนี้ เรา เรียกว่า ผู้มากด้วยปริยัติ (นักเรียน) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา แก่คนอื่น โดยพิสดาร, เธอใช้เวลาทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการบัญญัติธรรมนั้น ต้อง เริดร้างจากการหลีกเร้น ไม่ประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายใน. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการบัญญัติ (นักแต่ง) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ ทำการสาธยายธรรม ตามที่ได้ฟังได้เรียนมา โดยพิสดาร, เธอใช้เวลาทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการสาธยายนั้น ต้องเริดร้างจาก การหลีกเร้น ไม่ประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายใน. ภิกษุนี้ เราเรียก ว่า ผู้มากด้วยการสวด (นักสวด) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). อีกอย่างหนึ่ง, ภิกษุ คิดพล่านไปในธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา, เธอใช้เวลาทั้งวันให้เปลืองไปด้วยการคิดพล่านในธรรมนั้น ต้องเริดร้างจากการ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. ยํ. ๒๒/๙๘/๗๓, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งทูลถามเรื่องนี้.

น.1858 หลีกเร้น ไม่ประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายใน. ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้มากด้วยการคิด (นักคิด) ยังมิใช่ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม). ปริยัติที่เป็นงูพิษ ๑ ภิกษุ ท .! โมฆบุรุษบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ, พวกโมฆบุรุษเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียน ธรรมนั้น ๆ แล้ว ไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา ; เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความด้วยปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่ทน ต่อการเพ่งพิสูจน์ ๒ ของโมฆบุรุษเหล่านั้น. พวกโมฆบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียน ธรรมด้วยการเพ่งหาข้อบกพร่อง (ของธรรมหรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง) และ มีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่ง เป็นอานิสงส์. ผู้รู้ทั้งหลาย เล่าเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันใด พวกโมฆบุรุษเหล่านั้น หาได้รับคุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ; ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นก็เลยเป็น ธรรมที่โมฆบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดี เป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้นตลอดกาลนาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะความที่ ธรรมทั้งหลายอันโมฆบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการใคร่จะได้งู เที่ยวเสาะแสวง งูอยู่. บุรุษนั้น ครั้น เห็นงูตัวใหญ่ก็เข้าจับงูนั้นที่ตัวหรือที่หาง, อสรพิษ ตัวนั้น ก็จะพึงกลับฉกเอามือหรือแขนหรืออวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งของ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๖๗/๒๗๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. การเพ่งพิสูจน์ในที่นี้ หมายถึงเพ่งโทษ หรือเพ่งจับผิดรวมอยู่ด้วย.

น.1859 บุรุษนั้น ; บุรุษนั้น ก็จะตายหรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะการฉกเอาของ อสรพิษนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะความที่บุรุษนั้นจับงูไม่ดี (คือไม่ถูกวิธี) เป็นเหตุ. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! โมฆบุรุษบางพวกในกรณีนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : เขา เล่าเรียนปริยัติธรรม (นานาชนิด) คือ สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ, พวกโมฆบุรุษเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมนั้น ๆ แล้ว ไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญา ; เมื่อไม่สอดส่องใคร่ครวญเนื้อความด้วยปัญญา ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่ทนต่อการเพ่งพิสูจน์ของโมฆบุรุษเหล่านั้น ; โมฆบุรุษเหล่านั้น เล่าเรียน ธรรมด้วยการเพ่งหาข้อบกพร่อง (ของธรรมหรือของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง) และมี ความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอานิสงส์. ผู้รู้ทั้งหลาย เล่าเรียนปริยัติธรรม เพื่อคุณประโยชน์อันใด, โมฆบุรุษเหล่านั้น หาได้รับ คุณประโยชน์อันนั้นแห่งธรรมไม่ ; ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เลยเป็นธรรมที่ โมฆบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดี เป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ แก่เขาเหล่านั้นตลอดกาลนาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะความที่ธรรมทั้งหลาย อันโมฆบุรุษเหล่านั้นถือเอาไม่ดีเป็นเหตุ แล. ผู้ที่ไม่ควรพูดอภิธรรม ๑ ภิกษุ ท. ! ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ซึ่งมิได้อบรมกาย มิได้อบรมศีล มิได้อบรมจิต และมิได้อบรมปัญญา ; เธอทั้งหลาย เมื่อเป็น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๒๒/๗๙.

น.1860 เช่นนั้น พูดกันถึงเรื่องอภิธรรม หรือเรื่องเวทัลละอยู่ จักพลัดออกไปสู่แนวของ มิจฉาทิฏฐิโดยไม่รู้สึกตัว. ภิกษุ ท .! ด้วยอาการอย่างนี้เอง, วินัยมีมลทิน เพราะธรรมมีมลทิน ; ธรรมมีมลทิน เพราะวินัยมีมลทิน. นี้เป็นอนาคตภัย ที่ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จักเกิดขึ้นในเวลาต่อไป. พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึก ไว้ ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึงพยายามเพื่อกำจัดภัยนั้นเสีย เนื้อแท้อันตรธาน ๑ ภิกษุ ท. ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว : กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ ๒ เรียกว่า อานกะ มีอยู่. เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ, พวก กษัตริย์ทสารหะได้หาเนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น (ทุกคราวไป). ภิกษุ ท. ! เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้นนานเข้า ก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่ง เนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริม เข้าใหม่เท่านั้น ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุ ทั้งหลาย, สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง) เหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อ ความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อ มีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ : เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วน สุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. กษัตริย์ ทสารหะ วงศ์ยาทพ แห่งมหาภารตะ

น.1861 มีอักษรสละสลวย · มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าว ของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ : เธอจัก ฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญไปว่าเป็นสิ่งที่ตน ควรศึกษาเล่าเรียน. ภิกษุ ท .! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของ ตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ่ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่อง สุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล. ผู้ทำศาสนาเสื่อม ๑ ภิกษุ ท. ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. สี่อย่างอะไรกันเล่า ? สี่อย่างคือ :- ภิกษุ ท. ! พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร อันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะ ที่ใช้กันผิด ; เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว แม้ความหมายก็มีนัยอัน คลาดเคลื่อน. ภิกษุ ท. ! นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเป็นคนว่ายาก ประกอบด้วยเหตุ ที่ทำให้เป็นคนว่ายาก ไม่อดทน ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยความเคารพหนักแน่น ภิกษุ ท. ! นี้ มูลกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใด เป็นพหูสูต คล่องแคล่วใน หลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท), ภิกษุเหล่านั้น ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.

น.1862 ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ ; เมื่อท่านเหล่านั้น ล่วงลับดับไป สูตรทั้งหลาย ก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก (อาจารย์) ไม่มีที่อาศัย สืบไป. ภิกษุ ท. ! นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อม สูญไป. ภิกษุ ท .! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุชั้นเถระ ทำการสะสมบริการ ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา เป็นผู้นำในทางทราม ไม่เหลียวแล ในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง. ผู้บวชในภายหลัง ได้เห็นพวกเถระเหล่านั้นทำแบบแผนเช่นนั้นไว้ ก็ถือเอาไปเป็นแบบอย่าง จึงทำ ให้เป็นผู้ทำการสะสมบริการบ้าง ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา เป็นผู้นำ ในทางทราม ไม่เหลียวแลในกิจแห่งวิเวกธรรม ไม่ปรารภความเพียร เพื่อ ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งในสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง, ตามกันสืบไป. ภิกษุ ท. ! นี้ มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. ภิกษุ ท. ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้แล ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป. คนไม่ควรเลี้ยงโค ๑ ภิกษุ ท. ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างแล้ว ไม่ เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่อง ๑๑ อย่าง อะไร ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาโคปาลสูตร มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

น.1863 กันเล่า ? ๑๑ อย่างคือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่รู้เรื่องร่างกายของโค, เป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะของโค, เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่มีดแผล, เป็นผู้ไม่สุมควัน, เป็นผู้ไม่รู้จักท่าที่ควรนำโคไป, เป็นผู้ไม่รู้จักน้ำที่โค ควรดื่ม, เป็นผู้ไม่รู้จักทางที่โคควรเดิน, เป็นผู้ไม่ฉลาดในที่ที่ควรไป, เป็นผู้รีดนมโคเสียหมด ไม่มีส่วนเหลือ, เป็นผู้ไม่ให้เกียรติแก่โคอุสภ อันเป็นโคพ่อฝูง เป็นโคนำฝูง ด้วยการเอาใจใส่เป็นพิเศษ. ภิกษุ ท .! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างเหล่านี้แล ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโค และทำฝูงโคให้เจริญได้ ; ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ ประการ แล้ว ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณ ๑๑ ประการอะไรกันเล่า ? ๑๑ ประการคือ ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่รู้จักรูป, เป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะ, เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ขีดแผล, เป็นผู้ไม่สุมควัน, เป็นผู้ไม่รู้จักท่าที่ควรไป, เป็นผู้ไม่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม, เป็นผู้ไม่รู้จักทางที่ควรเดิน, เป็นผู้ไม่ฉลาดในที่ที่ควรไป, เป็นผู้รีด “นมโค" เสียหมด ไม่มีส่วนเหลือ, เป็นผู้ไม่บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ด้วยการบูชาชั้น พิเศษ. พวกไม่รู้จักรูป ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า "รูปชนิดใด ก็ตาม ทั้งหมดนั้นชื่อว่ารูป, คือมหาภูตรูปมี ๔, และอุปาทายรูป คือรูปที่อาศัย มหาภูตรูปทั้ง ๔" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักรูป เป็นอย่างนี้แล.

น.1864 พวกไม่ฉลาดในลักษณะ ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า "คนพาล มี กรรมเป็นเครื่องหมาย, บัณฑิต ก็มีกรรมเป็นเครื่องหมาย" ดังนี้เป็นต้น. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่เบี้ยไข่บาง ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไม่อดกลั้น ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นสุด ไม่ทำให้หมดสิ้น ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม, ความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย, ความตรึกเกี่ยวด้วยการทำความลำบากแก่คนอื่น ที่เกิดขึ้นแล้ว ; และไม่อดกลั้น ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นสุด ไม่ทำให้หมดสิ้น ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศลลามก ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่มีดแผล ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่น ด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, แล้วก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด และการถือเอาโดย การแยกเป็นส่วน ๆ. สิ่งอันเป็นอกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหล ไปตามผู้ที่ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็น เหตุ, เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์นั้นไว้ เธอไม่รักษาและไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่สุมควัน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่สุมควัน เป็นอย่างไรเล่า ?

น.1865 ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ไม่แสดงธรรม ตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้ว แก่ผู้อื่น โดยพิสดาร. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่สุมควัน เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่รู้จักท่าที่ควรไป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักท่าที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ เมื่อเข้าไปหาพวกภิกษุ ซึ่งเป็นพหูสูต คล่อง แคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา, ก็ไม่ไต่ถาม ไม่ไล่เลียงโดยทำนองนี้ว่า "ท่านผู้เจริญ ท .! พระพุทธวจนะนี้ เป็นอย่างไร ? ความหมายแห่งพระพุทธวจนะนี้ มีอย่างไร ?" ดังนี้เป็นต้น ตามเวลาอันสมควร ; ท่านพหูสูตเหล่านั้น จึงไม่ทำข้อความที่ยังลี้ลับให้เปิดเผย ไม่ทำข้อความอันลึก ซึ้งให้ตื้น และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ สงสัย นานาประการให้แก่ภิกษุนั้นได้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักท่าที่ ควรไป เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว อัน ผู้ใดผู้หนึ่งแสดงอยู่ เธอก็ไม่ได้ความรู้ธรรม ไม่ได้ความรู้อรรถ และไม่ได้ความ ปราโมทย์อันอาศัยธรรม. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักน้ำที่ควรดื่ม เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่รู้จักทางที่ควรเดิน ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งอริย- มรรคมีองค์แปด. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักทางที่ควรเดิน เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่ฉลาดในที่ที่ควรไป ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างไรเล่า ?

น.1866 ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่รู้ชัดแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งสติ- ปัฏฐานสี่. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในที่ที่ควรไป เป็นอย่างนี้แล. พวก รีด "นมโค" เสียหมด ไม่มีส่วนเหลือ ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ รีด "นมโค" เสียหมด ไม่มีส่วนเหลือ เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! พวกคฤหบดีผู้มีศรัทธา ย่อมปวารณาไม่มีขีดขั้น แก่ภิกษุ ในพระศาสนานี้ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ. ในการที่เขาปวารณาเช่นนั้น, ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับปัจจัยสี่ มีจีวรเป็นต้นเหล่านั้น ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็นผู้ รีด "นมโค" เสียหมด ไม่มี ส่วนเหลือ เป็นอย่างนี้แล. พวกไม่บูชาผู้เฒ่า ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่บูชาอย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลาย ชั้นที่เป็นเถระ ฯลฯ ด้วยการบูชาชั้นพิเศษ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ ไม่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา ในภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระ มีพรรษายุกาล บวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ. ภิกษุ ท .! ภิกษุเป็นผู้ไม่บูชา อย่างยิ่งในภิกษุทั้งหลาย ชั้นที่เป็นเถระ ฯลฯ ด้วยการบูชาชั้นพิเศษ เป็นอย่าง นี้แล. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ ประการเหล่านี้แล ไม่ควร ที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้เลย.

น.1867 ลูกนอกคอก ๑ ภิกษุ ท .! เหยี่ยวตัวหนึ่ง ได้โฉบลง จับนกมูลไถตัวหนึ่งไปได้โดย รวดเร็ว. นกมูลไถกำลังถูกเหยี่ยวนำไป ได้พร่ำรำพันอย่างนี้ว่า "เราน่ะไม่ เข้าลักษณะของผู้มีบุญ, เรามีบุญน้อย, เราจึงเที่ยวไปในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควร เที่ยวไป. ถ้าในวันนี้ เราเที่ยวไปในวิสัยอันเป็นของแห่งบิดาของตน, เหยี่ยวตัวนี้ หาสู้เราได้ไม่" ดังนี้; เหยี่ยวจึงถามว่า "นี่แน่ะนกมูลไถ! ที่ไหนของเจ้าเล่า ซึ่งเป็นวิสัยอันเป็นของแห่งบิดาของตนเที่ยวไป". นกมูลไถตอบว่า "ที่ที่มีก้อนดิน ซึ่งคนทำการไถทิ้งไว้ นั่นแหละคือวิสัยเป็นที่เที่ยวของบิดาเรา". ครั้งนั้น เหยี่ยวผู้แสดงความหยิ่งเพราะกำลังของตน ผู้อวดอ้างเพราะกำลังของตน ได้ปล่อย นกมูลไถไปด้วยคำพูดว่า "ไปเถอะนกมูลไถ! ถึงเจ้าไปในที่เช่นนั้นก็ไม่พ้นมือ เราแน่" ดังนี้. ครั้งนั้นนกมูลไถไปยังที่ที่มีก้อนดินซึ่งคนทำการไถทิ้งไว้ แล้ว จึงขึ้นยืนบนก้อนดินใหญ่ท้าเหยี่ยวว่า "ทีนี้ มาซิ ท่านเหยี่ยวของเรา. ทีนี้ มาซิ ท่านเหยี่ยวของเรา" ดังนี้. ครั้งนั้น เหยี่ยวผู้แสดงความหยิ่งเพราะกำลัง ของตน ผู้อวดอ้างเพราะกำลังของตน ได้ห่อปีกทั้งสองข้าง แล้วโฉบลงไปที่นก มูลไถโดยรวดเร็ว. ภิกษุ ท .! ในกาลใดแล นกมูลไถรู้ตัวเสียก่อนว่า "เหยี่ยว ใหญ่ตัวนี้มาจับเราแล้ว" ในกาลนั้น นกมูลไถตัวนั้น ก็หลบเข้าซอกดินเสียก่อน. ภิกษุ ท .! ครั้งนั้นแล เหยี่ยวตัวนั้นเอาอกกระแทกดินตาย เพราะความเร็ว ณ ตรงที่นั้นเอง. ภิกษุ ท .! ผู้ที่เที่ยวไปในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไปแห่งตน ย่อมมีอันเป็นไป ด้วยประการฉะนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๖/๖๙๘.

น.1868 เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เที่ยว ไปในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไป. เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่ วิสัยควรเที่ยวไป มารจักได้ช่องทางทำลายล้าง มารจักได้โอกาสที่จะทำตาม อำเภอใจ แก่พวกเธอ. วิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไปของภิกษุ คืออะไรเล่า ? คือ กามคุณ ๕. ห้าอะไรกันเล่า ? ห้าคือ รูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ได้ยินด้วยหู, กลิ่นที่รู้สึกด้วยจมูก, รสที่รู้สึกด้วยลิ้น, และโผฏฐัพพะที่รู้สึกด้วยการสัมผัส ทางกาย ซึ่งเป็นที่น่าปรารถนา, น่ารักใคร่, น่าชอบใจ, ที่ยวนตายวนใจให้รัก, ที่กามเข้าไปตั้งอาศัย, ที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ; ภิกษุ ท .! นี้แล เป็นวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไปของภิกษุ ผู้โลเล ๑ ภิกษุ ท. ! มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสีย สำหรับภิกษุ ผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. มูลเหตุแปดอย่าง อะไรกันเล่า ? แปดอย่างคือ :- (๑) ความเป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง. (๒) ความเป็นผู้พอใจในการคุย. (๓) ความเป็นผู้พอใจในการนอน. (๔) ความเป็นผู้พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน. (๕) ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺจก. อํ. ๒๓/๓๔๓/๑๘๓.

น.1869 (๖) ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภค (๓) ความเป็นผู้พอใจในการกระทำ เพื่อเกิดสัมผัสสนุกสบายทาง กาย. (๘) ความเป็นผู้พอใจในการขยายกิจให้โยกโย้โอ้เอ้ เนิ่นช้า. ภิกษุ ท. ! มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสีย สำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. ภิกษุร้องเพลง ๑ ภิกษุ ท .! โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับอันยาว มีห้าอย่าง เหล่านี้ ห้าอย่างอะไรกันเล่า ? ห้าอย่างคือ :- (๑) แม้ตนเอง ก็กำหนัดยินดีในเสียงนั้น. (๒) แม้คนอื่น ก็พลอยกำหนัดยินดีในเสียงนั้น. (๓) แม้พวกคฤหบดี ก็พากันยกโทษติเตียนได้ว่า "พวกสมณะสากย- บุตรเหล่านี้ ก็ขับเพลงเหมือนพวกเราขับเพลงทีเดียวนะ" ดังนี้. (๔) เมื่อภิกษุนั้นยังรู้สึกลุ่มหลงในกระแสเสียงนั้นอยู่ สมาธิก็ พังทลาย. (๕) อนุชนรุ่นหลัง จะถือเอาเป็นแบบอย่าง. ภิกษุ ท .! โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับอันยาว มีห้าอย่าง เหล่านี้แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๙/๒๐๙.

น.1870 ผู้มัวแต่อวดฉลาด ๑ กัสสปะ ! เธอ จงว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ, จงแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุ กัสสปะ ! เราหรือเธอ จะต้องว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ, เราหรือเธอ จะต้องแสดง ธรรมึกลาแก่ภิกษุ. "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ! ในเวลานี้ ภิกษุทั้งหลายเป็นคนว่ายากและประกอบด้วย เหตุที่ทำให้ว่ายากด้วย, ไม่มีความอดทน, ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยเคารพ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ ข้าพระองค์ ยังได้เห็นภิกษุชื่อภัณฑะซึ่งเป็นสิทธิวิหาริกของพระอานนท์องค์หนึ่ง และภิกษุ ชื่ออาภิชชิกะ ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธองค์หนึ่ง กล่าวท้าทายกันด้วยเรื่องวิชาความรู้ว่า ‘มาซิ ภิกษุ! จะได้เห็นกันว่า ใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน, ใครจักพูดได้เพราะกว่ากัน, ใครจักพูดได้นานกว่าใคร" ดังนี้" พระมหากัสสปะกล่าวทูลขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงรับสั่งให้ตามตัวภิกษุทั้งสองนั้นมาเผ่า แล้วได้ทรงซักถามภิกษุ ทั้งสองนั้น, ภิกษุทั้งสองนั้นได้ทูลรับว่า ได้ทำการท้าทายกันเช่นนั้นจริง, จึงตรัสว่า :- ภิกษุ ท .! เธอทั้งสองย่อมเข้าใจธรรมที่เราแสดงแล้ว ว่าเราได้แสดงว่า "ภิกษุ ท .! เธอทั้งหลาย จงพูดท้าทายกันด้วยเรื่องวิชาความรู้อย่างนี้ว่า ‘มาซิ ภิกษุ! จะได้รู้ว่า ใครจะพูดได้มากกว่ากัน, ใครจะพูดได้เพราะกว่ากัน, ใคร จะพูดได้นานกว่าใคร’ ดังนี้", ดังนั้นหรือ ? ภิกษุทั้งสองรูปนั้นทูลว่า "หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า”. ภิกษุ ท .! ก็เมื่อเธอทั้งสอง เข้าใจธรรมที่เราแสดงแล้ว ว่าหาเป็น อย่างนี้ไม่, ก็เรื่องอะไรเล่า โมฆบุรุษทั้งสอง รู้อย่างไร เห็นอย่างไร ทั้งที่ บวชอยู่ในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วนี้ จึงกล้าพูดท้าทายกันและกันด้วยเรื่อง วิชาความรู้ว่า "มาซิ ภิกษุ ! จะได้รู้ว่า ใครจะพูดได้มากกว่ากัน, ใครจะพูด ได้เพราะกว่ากัน, ใครจะพูดได้นานกว่าใคร" ดังนี้เล่า. ภิกษุทั้งสองได้สำนึกตัว จึงหมอบลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าวคำขอขมา โทษว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ความล่วงเกินของข้าพระองค์ ได้ล่วงเกินแล้ว เพราะทำตามประสาพาล ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔๐/๒๘๓, ตรัสแก่ท่านพระมหากัสสปะ ที่เชตวัน.

น.1871 ประสาเขลา ประสาไม่ฉลาด, คือข้อที่ข้าพระองค์ทั้งสองได้บวชอยู่ในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ กลับมาพูดท้าทายกันเสียด้วยเรื่องวิชาความรู้ว่า ‘มาซิ ภิกษุ! จะได้รู้ว่าใคร จะพูดได้มากกว่ากัน ใครจะพูดได้เพราะกว่ากัน ใครจะพูดได้นานกว่าใคร’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ! ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงงดโทษโดยเป็นโทษล่วงเกินของข้าพระองค์ทั้งสอง, เพื่อสังวรต่อไป พระเจ้าข้า" ดังนี้. ภิกษุ ท .! แน่แล้ว, เธอทั้งหลาย ได้ถึงความมีโทษ เพราะทำตาม ประสาพาล ประสาเขลา ประสาไม่ฉลาด, คือข้อที่เธอทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่ได้ มาบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ กลับมามัวพูดท้าทายกันด้วยเรื่อง วิชาความรู้ว่า "มาซิ ภิกษุ! จะได้รู้ว่า ใครจะพูดได้มากกว่ากัน, ใครจะพูด ได้เพราะกว่ากัน, ใครจะพูดได้นานกว่าใคร" ดังนี้. ภิกษุ ท .! แต่เมื่อเธอ ทั้งหลายเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนเสียอย่างถูกระเบียบเช่นนี้ เรา ก็จะงดโทษของพวกเธอทั้งหลายให้. ภิกษุ ท .! ผู้ที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนเสียอย่างถูกระเบียบ แล้วทำการสังวรระวังต่อไป, อันนั้นย่อมเป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า ดังนี้. พระหลวงตา ๑ ภิกษุ ท. ! พระหลวงตา ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่าง หาได้ ยาก. ห้าอย่างอะไรกันเล่า? ห้าอย่างคือ :- ภิกษุ ท .! พระหลวงตาที่มีปัญญาละเอียดอ่อน (ในการรู้จตุราริยสัจจ์) หาได้ยาก. พระหลวงตาที่เป็นคนมีท่าทางเรียบร้อย หาได้ยาก. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๐/๕๙, ๖๐.

น.1872 พระหลวงตาที่เป็นคนสดับตรับฟังแล้วจำได้มาก หาได้ยาก. พระหลวงตาที่เป็นธรรมกถึก หาได้ยาก. พระหลวงตาที่เป็นคนปฏิบัติเคร่งตามวินัย หาได้ยาก. (อีกสูตรหนึ่ง) ภิกษุ ท .! พระหลวงตาที่เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย หาได้ยาก. พระหลวงตาที่รับคำแนะนำไปปฏิบัติให้เป็นอย่างดี หาได้ยาก. พระหลวงตาที่ยอมรับคำตักเตือนโดยเคารพเอื้อเพื่อ หาได้ยาก. พระหลวงตาที่เป็นธรรมกถึก หาได้ยาก, พระหลวงตาที่ปฏิบัติเคร่งตามวินัย หาได้ยาก ภิกษุ ท .! พระหลวงตา ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบห้าอย่าง (แต่ละ- หมวด) เหล่านี้แล หาได้ยาก พระถูกฆ่า เกสี! เราก็ฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยทั้ง สองวิธีประกอบกันบ้าง เช่นเดียวกับท่านฝึกม้าเหมือนกัน. --- ฯลฯ --- "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ถ้าคนผู้นั้นไม่รับการฝึกทั้ง ๓ วิธีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรง ทำแก่เขาอย่างไร ?" นายเกสีนักฝึกม้ามีชื่อเสียงทูลถาม. เกสี! ถ้าคนผู้นั้น ไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่รับการฝึก ด้วยวิธีรุนแรง และไม่รับการฝึกด้วยวิธีทั้งสองบวกกัน เราก็ฆ่าเขาเสีย เช่น เดียวกับท่านเหมือนกัน. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๕๑-๒/๑๑๑, ตรัสแก่นายเกสีนักฝึกม้า.

น.1873 "การฆ่า ไม่ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่หรือพระเจ้าข้า ! ไฉนจึงรับสั่งว่า ‘เราก็ฆ่า เขาเสีย’ กระนี้เล่า?" จริง เกสี! การฆ่า ไม่ควรแก่ตถาคต, แต่ว่า คนผู้ใด ไม่รับการ ฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรง และไม่รับการฝึกด้วยทั้ง สองวิธีบวกกัน ตถาคตก็ไม่นับคนผู้นั้นว่า เป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนต่อไป, ทั้งเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายก็ไม่นับคนผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าว สั่งสอนด้วย. นี่แน่ะเกสี ! ข้อที่ตถาคตไม่นับคนผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าว สั่งสอน, ทั้งเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายก็ไม่นับคนผู้นั้น ว่าเป็นคนที่จะพึง ว่ากล่าวสั่งสอนด้วยนั้น นั่นชื่อว่า เป็นการฆ่าเสียอย่างสนิททีเดียวในวินัยของ พระอริยเจ้า. "นั่น ชื่อว่าเป็นการฆ่าเสียอย่างสนิทแน่ พระเจ้าข้า !... " นายเกสีทูล. ผู้หล่นจากศาสนา ๑ ภิกษุ ท .! นักบวช ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุสี่ประการแล้ว ย่อมกล่าว ได้ว่าเป็นผู้หล่นจากธรรมวินัยนี้. เหตุสี่ประการอะไรกันเล่า ? เหตุสี่ประการคือ :- (๑) ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยศีล อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก ๒ เรียกได้ว่า คนหล่นจากธรรมวินัยนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒/๒. ๒. เป็นเครื่องไปจากข้าศึก หมายความว่า เป็นศีลที่ครบถ้วนถูกต้องบริสุทธิ์ มุ่งหมายเพื่อ ออกจากทุกข์โดยตรง มิใช่ศีลเพื่อประโยชน์อย่างโลก ๆ หรือเพื่อลาภเป็นต้น.

น.1874 (๒) ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยสมาธิ อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก เรียกได้ว่า คนหล่นจากธรรมวินัยนี้. (๓) ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก เรียกได้ว่า คนหล่นจากธรรมวินัยนี้. (๔) ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยวิมุตติ อันเป็นเครื่องไปจากข้าศึก เรียกได้ว่า คนหล่นจากธรรมวินัยนี้. ภิกษุ ท .! นักบวชที่ไม่ประกอบด้วยเหตุสี่ประการเหล่านี้แล เรียก ได้ว่า เป็นผู้หล่นจากธรรมวินัยนี้. หมวดที่หก จบ.

น.1876 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด โย สาโร, โส ฐสฺสติ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้. (มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ, ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖) นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น, ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย. (ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖) ๑๒๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต