Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๗ — ว่าด้วยการลืมคำปฏิญาณ

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1877 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๗ ว่าด้วย การลืมคำปฏิญาณ ๑. "กู เป็นโค !” ๑๔. เห็นยอดอ่อน ๆ ว่าเป็นแก่น ๒. สมณะแกลบ ๑๕. หลงสะเก็ดแห้งว่าเป็นแก่น ๓. ชอบให้หญิงประคบประหงม ๑๖. หลงเปลือกสด ๆ ว่าเป็นแก่น ๔. ชอบสัพยอกกับหญิง ๑๗. หลงกระพี้ไม้ว่าเป็นแก่น ๕. ชอบสบตาหญิง ๑๘. ไม่รู้ "ความลับ" ของขันธ์ห้า ๖. ชอบฟังเสียงหญิง ๑๙. ไม่รู้ "ความลับ" ของ ๗. ชอบระลึกถึงความหลัง อุปาทานขันธ์ เกี่ยวกับหญิง ๒๐. ไม่รู้ "ความลับ" ของธาตุสี่ ๘. ชอบดูผู้อื่นบริโภคกาม ๒๑. ไม่รู้ "ความลับ" ๙. ประพฤติพรหมจรรย์ ของอินทรีย์หก เพื่อเป็นเทพยดา ๒๒. ไม่รู้ "ความลับ" ๑๐. ฉิบหายเพราะคลื่น ของอินทรีย์ห้า ๑๑. ฉิบหายเพราะจระเข้ ๒๓. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้เป็น ๑๒. ฉิบหายเพราะวังวน สมณะ ๑๓. ฉิบหายเพราะปลาร้าย ๒๔.ไม่รู้อริยสัจจ์ไม่ได้เป็นสมณะ ๑๒๔

น.1878 "กู เป็นโค ! ๑ ภิกษุ ท .! ลาที่เดินตามฝูงโคไปข้างหลัง ๆ แม้จะร้องอยู่ว่า "กู ก็เป็น โค, กู ก็เป็นโค" ดังนี้ก็ตามที่, แต่สีของมันก็หาเป็นโคไปได้ไม่, เสียง ของมันก็หาเป็นโคไปได้ไม่, เท้าของมันก็หาเป็นโคไปได้ไม่, มันก็ได้แต่ เดินตามฝูงโคไปข้างหลัง ๆ ร้องเอาเองว่า "กู ก็เป็นโค, กู ก็เป็นโค" ดังนี้ เท่านั้น. ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท .! ภิกษุบางรูปในกรณีเช่นนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ; คือแม้จะ เดินตามหมู่ภิกษุไปข้างหลัง ๆ ร้องประกาศอยู่ว่า "ข้า ก็เป็นภิกษุ, ข้า ก็เป็น ภิกษุ" ดังนี้ก็ตามที, แต่ ความใคร่ในการประพฤติสีลสิกขาของเธอ ไม่เหมือน ของภิกษุทั้งหลาย, ความใคร่ในการประพฤติจิตตสิกขาของเธอ ไม่เหมือนของ ภิกษุทั้งหลาย, ความใคร่ในการประพฤติปัญญาสิกขาของเธอ ไม่เหมือนของ ภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุรูปนั้น ได้แต่เดินตามหมู่ภิกษุไปข้างหลัง ๆ ร้องประกาศ เอาเองว่า "ข้า ก็เป็นภิกษุ, ข้า ก็เป็นภิกษุ" ดังนี้เท่านั้น. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๒๙๔/๕๒๒, ๑๒๕

น.1879 ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจ ไว้ว่า "ความใคร่ในการประพฤติสีลสิกขาของเรา ต้องเข้มงวดเสมอ, ความ ใคร่ในการประพฤติจิตตสิกขาของเรา ต้องเข้มงวดเสมอ, ความใคร่ในการ ประพฤติปัญญาสิกขาของเรา ต้องเข้มงวดเสมอ" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. สมณะแกลบ ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงขับบุคคลนี้ออกไปเสีย. ภิกษุ ท .! พวกเธอทั้งหลาย จงขับบุคคลนี้ออกไปเสีย. จงนำบุคคลนี้ไปให้พ้น. ลูก นอกคอก ช่างทำให้ลำบากใจกระไร ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน มีการเดิน การถอยกลับ การแลดู การ เหลียวดู การคู้แขนคู้ขา การเหยียดมือเหยียดเท้า การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร เหมือน ๆ พวกภิกษุที่ดีรูปอื่น ๆ ทั้งหลาย ชั่วเวลาที่ภิกษุทั้งหลาย ยังไม่เห็นอาบัติของเธอ เมื่อใดภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเธอเข้า เมื่อนั้น เขาทั้งหลายก็รู้จักเธอได้ว่า "นี่เป็นสมณะอันตราย, เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะขยะมูลฝอย" ดังนี้. ครั้นคนทั้งหลายรู้จักเธอ ว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็เนรเทศเธอออกไปนอกหมู่. ข้อนั้นเพราะอะไร ? เพราะคนทั้งหลาย มีความประสงค์ว่า "อย่าให้คนชั่วทำลายพวกภิกษุที่ดีอื่น ๆ ทั้งหลายเลย" ดังนี้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๗๐/๑๐๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ริมฝั่งสระ โบกขรณีคัดครา เนื่องจากมีภิกษุรูปหนึ่ง ถูกเพื่อนโจทด้วยอาบัติแล้ว แกล้งปิดเรื่องของตนไว้ หรือ ชวนไถลพูดออกนอกเรื่องเสีย และแสดงท่าโกรธ ไม่พอใจออกมาให้เห็นชัด.

น.1880 ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือน ต้นข้าวผี ๑ ซึ่งออกรวงมีแต่แกลบ ไม่มี เนื้อในที่บริโภคได้ เกิดขึ้นในนาข้าว เต็มไปหมดในฤดูทำนา. รากของมัน ลำต้นของมัน ใบของมัน ก็ดูเหมือน ๆ ต้นข้าวยวะ"ทั้งหลาย ชั่วเวลา ที่รวงยังไม่ออก, เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้น จึงทราบได้ว่า "นี่เป็นต้นข้าวผี ซึ่งมีแต่แกลบ ไม่มีเนื้อในที่บริโภคได้" ดังนี้. ครั้นคนทั้งหลายทราบเช่นนี้แล้ว เขาก็ช่วยกันทิ้งถอนพร้อมทั้งรากทิ้งไปให้พ้นนาข้าว. ข้อนั้นเพราะอะไร ? เพราะคนทั้งหลาย มีความประสงค์ว่า “อย่าให้ต้นข้าวผีทำลายต้นข้าวยวะที่ดี อื่น ๆ ทั้งหลายเลย" ดังนี้ : ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : นักบวชบางคนในกรณีนี้ มีการเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้แขนคู้ขา การเหยียดมือเหยียดเท้า การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร เหมือน ๆ พวกภิกษุที่ดีรูปอื่น ๆ ทั้งหลาย ชั่วเวลาที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบตีของเธอ. เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติ ของเธอเข้า เมื่อนั้น เขาทั้งหลายก็รู้จักเธอได้ว่า "นี่เป็นสมณะอันตราย, เป็นสมณะแกลบ, เป็นสมณะขยะมูลฝอย" ดังนี้. ครั้นคนทั้งหลายรู้จักเธอว่า เป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็เนรเทศเธอออกไปนอกหมู่. ข้อนั้นเพราะอะไร ? เพราะ คนทั้งหลาย มีความประสงค์ว่า "อย่าให้คนชั่วทำลายพวกภิกษุที่ดีอื่น ๆ ทั้งหลาย เลย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน กองข้าวเปลือก กองใหญ่ ที่คนทั้งหลายกำลัง โรยกันอยู่กลางลม, ในข้าวเปลือกเหล่านั้น ข้าวที่เป็นเมล็ดแท้ แข็งแกร่ง ก็ตกไปรวมกันอยู่กองหนึ่ง, ส่วนข้าวลิบที่เป็นแกลบ ลมก็พัดปลิวพาไป ๑. คำว่า ข้าวผี ในที่นี้ ความหมายเพียงข้าวที่มิใช่ข้าวที่ประสงค์ แต่มันมีลำต้นคล้ายข้าวเท่านั้น. ๒. ศัพท์ว่า ยวะ เป็นชื่อข้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีในอินเดีย ไม่มีชื่อเรียกในภาษาไทย จึงต้อง เรียกทับศัพท์, นักศึกษาตะวันตก บางคนแปลว่า corn บางคนแปลว่า barley ล้วนแต่ยังเป็นปัญหา ทั้งนั้น.

น.1881 ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดฟื้น ๓ ที่ทำให้ โดยมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อมของ พรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบ ด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากความทุกข์ได้. ชอบสัพยอกกับหญิง ๔ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนกับด้วยมาตุคาม และไม่ ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดพื้น ที่ได้รับจากมาตุคามก็จริงแล แต่ว่า เขายังพูดจาซิกซ์ เล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดี ด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม ๑. อุปมาที่ ๓ นี้ หมายเอาแต่เพียงลักษณะของต้นไม้ที่แน่นตัน และต้นไม้ที่กลวงเป็นโพรง ดูภายนอก คล้ายกันเท่านั้น, ไม่ได้เทียบคู่โดยตรง เหมือนอุปมาที่ ๑-๒. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๖/๔๗, ตรัสแก่พราหมณ์ ชานุสโสณี ผู้ทูลถาม ถึงข้อที่พระองค์ยังปฏิญาณตน เป็นพรหมจารีอยู่หรือหาไม่, ได้รับคำตอบว่า "ถ้ามีใครกล่าวอย่างนั้น ควรกล่าวเจาะจงตัวเรา เพราะเรานี่แล ประพฤติพรหมจรรย์ ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ต่าง ไม่พร้อย", พราหมณ์จึงทูลถามถึงความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อยของพรหมจรรย์ว่าเป็นอย่างไร ต่อพระองค์ ซึ่งได้รับตอบดังเรื่องเหล่านี้ ๓. อุจฉาทน - ปริมทฺทน - นฺหาปน - สมุพาหน เป็นคำชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อของวิธีการอาบน้ำ ซึ่งประกอบด้วยการทาสิ่งที่ชำระของโสโครกที่ร่างกาย, การถูเหงื่อไคล, การนวดพื้น ให้เกิดกำลัง กล้ามเนื้อ, ซึ่งแพร่หลายในอินเดีย. ๔. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๖/๔๗.

น.1882 วามพร้อย ของพรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบ ด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากความทุกข์ได้. ชอบสบตาหญิง ๑ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม, ไม่ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดพื้น ที่ได้รับจากมาตุคาม, ทั้งไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม ก็จริงแล แต่ว่า เขายังชอบสบตาด้วยตากับมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้น จากมาตุคาม. พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความต่าง ความพร้อมของ พรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยัง ประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๖/๔๗.

น.1883 ๑๓๒ เวยกลไกซิน ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ชอบฟังเสียงหญิง ๑ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดพื้น ที่ได้รับจากมาตุคาม, ไม่ ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม, ทั้งไม่ยินดีในการสบตา ด้วยตากับมาตุคาม ก็จริงแล แต่ว่า เขายังชอบฟังเสียงของมาตุคาม ที่หัวเราะ อยู่ก็ดี พูดจาอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ตาม นอกกำแพง ก็ตาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม ช็อตลไม่ พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยัง ประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และ ความตาย ความโศก ความรำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้. ชอบระลึกถึงความหลังเกี่ยวกับหญิง ๒ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๖/๔๗. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๗/๔๗.

น.1884 ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม, ไม่ยินดีในการสบตา ด้วยตากับมาตุคาม, ทั้งไม่ยินดีในการฟังเสียงของมาตุคาม ก็จริงแล แต่ว่า เขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคยหัวเราะ เล้าโลม เล่นหัวกับด้วยมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยัง ประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้. ชอบดูผู้อื่นบริโภคกาม ๑ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดพื้น ที่ได้รับจากมาตุคาม, ไม่ยินดี ในการพูดจาซิกซีเล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม, ไม่ยินดีในการสบตาด้วยตา กับมาตุคาม, ไม่ยินดีในการฟังเสียงของมาตุคาม, ทั้งไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับด้วยมาตุคาม ก็จริงแล แต่ว่า เขาเพียงแต่เห็น คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี ผู้อิ่มเอิบ เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ได้รับการ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๗/๔๗.

น.1885 บำเรออยู่ด้วยกามคุณ, เขาก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้เห็นการกระทำ เช่นนั้น. พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยัง ประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้ ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเป็นเทพยดา ๑ พราหมณ์ ! อีกอย่างหนึ่ง, มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม, ไม่ ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดพื้น ที่ได้รับจากมาตุคาม, ไม่ยินดี ในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับด้วยมาตุคาม. ไม่ยินดีในการสบตาด้วยตา กับมาตุคาม, ไม่ยินดีในการฟังเสียงของมาตุคาม, ไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับด้วยมาตุคาม, และทั้งไม่ยินดีที่จะเห็นพวกคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีผู้อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า แล้วตนพลอยนึกปลื้มใจ ก็จริงแล แต่ว่า เขาประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งความปรารถนา เพื่อไปเป็น เทพยดาพวกใดพวกหนึ่ง. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๗/๔๗.

น.1886 วามพร้อย ของพรหมจรรย์ พราหมณ์ : เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยัง ประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ, ชื่อว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้. ฉิบหายเพราะคลื่น ๑ ภิกษุ ท .! ภัย อันเกิดแต่คลื่น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ คนบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือนไม่ เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว เพื่อน ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ย่อมว่ากล่าวตักเตือนเธอว่า "ท่าน! เป็นพระแล้ว ต้องก้าวเดินด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้องถอยกลับด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้องแลดู ด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้องเหลียวด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้องกู้แขนคู้ขา ด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้องเหยียดมือเหยียดเท้าด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ, ต้อง นุ่งห่มจับถือซึ่งสังฆาฏิ บาตร จีวร ด้วยท่าทางอย่างนี้ ๆ" ดังนี้. เธอนั้น หวนระลึกไปว่า “เมื่อก่อน เราอยู่ครองเรือน ย่อมว่ากล่าวสั่งสอนผู้อื่น, ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกก. อํ. ๒๑/๑๖๕/๑๒๒.

น.1887 บัดนี้ พวกภิกษุคราวลูกคราวหลานของเรา กลับมาคอยหาโอกาสว่ากล่าวตักเตือน เรา" ดังนี้, เธอก็โกรธ แค้นใจ บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่ง คฤหัสถ์. ภิกษุ ท .! ภิกษุชนิดนี้ เรียกว่า ผู้กลัวภัยอันเกิดแต่คลื่น แล้วจึง บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์. ภิกษุ ท .! คำว่า ภัย อันเกิดแต่คลื่นนี้ เป็นคำแทนชื่อสำหรับเรียก ความโกรธคับแค้นใจ. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ภัย อันเกิดแต่คลื่น แล. ฉิบหายเพราะจระเข้ ๑ ภิกษุ ท .! ภัย อันเกิดแต่จระเข้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ คนบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจครอบงำ เอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉนการทำ ที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้วเพื่อนผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ย่อมว่ากล่าวสั่งสอนเธอว่า "สิ่งนี้ท่านควรเคียว สิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว, สิ่งนี้ท่านควรบริโภค สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค, ท่านควรเคียว กิน ลิ้ม ดื่ม แต่ของที่ควร, ไม่ควรเคี้ยว กิน ลิ้ม ดื่ม ของที่ไม่ควร, ท่านควรเคี้ยว กิน ลิ้ม ดื่ม แต่ในกาลที่ควร, ไม่ควรเคี้ยว กิน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกุก. อ๋. ๒๑/๑๖๕/๑๒๒.

น.1888 ลิ้ม ดื่ม นอกกาล" ดังนี้. เธอนั้น หวนระลึกไปว่า "เมื่อก่อน เราอยู่ครอง เรือน ปรารถนาสิ่งใด ก็เคี้ยว กิน ลิ้ม ดื่ม สิ่งนั้น, เคี้ยว กิน ลิ้มดื่มได้ (ทุกอย่างทั้งที่ภิกษุนี้ว่า) ควรและไม่ควร, ได้ทั้งในกาลที่ควร และนอกกาล, ชะรอยท่านจะห้ามปากของเราในของเคี้ยวของฉันอันประณีต ที่คฤหบดีผู้มีศรัทธา นำมาถวายนอกกาลในเวลากลางวัน" ดังนี้, เธอก็โกรธ แค้นใจ บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ภิกษุ ท .! ภิกษุชนิดนี้ เรียกว่า ผู้กลัวภัย อันเกิดแต่จระเข้ แล้ว จึงบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ภิกษุ ท .! คำว่า ภัย อันเกิดแต่จระเข้นี้ เป็นคำแทนชื่อสำหรับเรียก ความเป็นคนเห็นแก่ท้อง. ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า ภัย อันเกิดแต่จระเข้ แล. ฉิบหายเพราะวังวน ๑ ภิกษุ ท .! ภัย อันเกิดแต่วังวน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ คนบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว เวลาเช้า เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปบิณฑบาตในย่านหมู่บ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๖๗/๑๒๒.

น.1889 ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาจิต ไม่กำหนดสติ ไม่สำรวมอินทรีย์, ในที่นั้น ๆ เธอ ได้เห็นคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี ผู้อิ่มเอิบ เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขา บำเรออยู่. เธอนั้น กลับหวนระลึกไปว่า "เมื่อก่อน เราเป็นคฤหัสถ์ครอง เรือน ก็เป็นผู้อิ่มเอิบ เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาบำเรออยู่. ทรัพย์ สมบัติในสกุลของเราก็มีอยู่ และเราก็อาจบริโภคทรัพย์สมบัติพลางทำบุญพลาง, อย่ากระนั้นเลย เราบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ บริโภค ทรัพย์สมบัติพลางทำบุญพลางเถิด" ดังนี้, เธอก็บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืน ไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ภิกษุ ท .! ภิกษุชนิดนี้ เรียกว่า ผู้กลัวภัย อันเกิดแต่วังวน แล้ว จึงบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ภิกษุ ท .! คำว่า ภัย อันเกิดแต่วังวนนี้ เป็นคำชื่อสำหรับเรียกกามคุณ ทั้งห้า. ภิกษุ ท. ! นี้ เรียกว่า ภัย อันเกิดแต่วังวน แล. ฉิบหายเพราะปลาร้าย ๑ ภิกษุ ท .! ภัย อันเกิดแต่ปลาร้าย เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ คนบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกุก. อํ. ๒๑/๑๖๘/๑๒๒.

น.1890 การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว เวลาเช้า เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปบิณฑบาต ในย่านหมู่บ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาจิต ไม่กำหนดสติ ไม่สำรวมอินทรีย์. ในที่นั้น ๆ เธอ ได้เห็นมาตุคาม (หญิงชาวบ้าน) ที่ห่มชั่วนุ่งชั่ว, เมื่อเธอเห็นมาตุคามที่ห่มชั่ว นุ่งชั่ว ราคะก็เสียบแทงจิตของเธอ; เธอมีจิตถูกราคะเสียบแทงแล้ว ก็บอก เลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์. ภิกษุ ท .! ภิกษุชนิดนี้ เรียกว่า ผู้กลัวภัย อันเกิดแต่ปลาร้าย แล้ว จึงบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ ภิกษุ ท .! คำว่า ภัย อันเกิดแต่ปลาร้ายนี้ เป็นคำแทนชื่อสำหรับ เรียกมาตุคาม (หญิงชาวบ้าน). ภิกษุ ท .! นี้ เรียกว่า ภัย อันเกิดแต่ปลาร้าย แล. เห็นยอดอ่อน ๆ ว่าเป็นแก่น ๑ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ กุลบุตรบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว สามารถ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๖๒/๓๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์.

น.1891 ทำลาภสักการะและเสียงเยินยอ ให้เกิดขึ้นได้. เธอมีใจยินดีแล้ว มีความดำริเต็ม รอบแล้ว ในลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น. เธอทะนงตัวเพราะลาภสักการะ และเสียงเยินยอนั้นว่า "เราเป็นผู้มีลาภสักการะและเสียงเยินยอ ส่วนภิกษุอื่น ๆ เหล่านี้ ต่ำต้อยน้อยศักดิ์" ดังนี้. เธอนั้น เมาอยู่ มัวเมาอยู่ ถึงความประมาท อยู่ เพราะลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น. เมื่อประมาทแล้ว เธอก็อยู่ด้วย ความเป็นอยู่ที่ดูแล้วน่าชัง ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้อยู่ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว มองข้ามพ้นแก่น, มอง ข้ามพ้นกระพี้, มองข้ามพ้นเปลือกสด, มองข้ามพ้นสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, เด็ดเอาใบอ่อนที่ปลายกิ่งถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ บุรุษมีตาดี เห็น คนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า "ผู้เจริญคนนี้ ช่างไม่รู้จักแก่น, ไม่รู้จักกระพี, ไม่รู้จักเปลือกสด, ไม่รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, ไม่รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็มองข้ามพันแก่น, ข้ามพ้นกระพี้, ข้ามพ้น เปลือกสด, ข้ามพ้นสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, ไปเด็ดเอาใบอ่อนที่ปลายกิ่งถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้: สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักไม่สำเร็จประโยชน์ เลย" ดังนี้, ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เราเรียกคนบวชชนิดนี้ว่า ได้ถือ เอาพรหมจรรย์ ตรงใบอ่อนที่ปลายกิ่งของมัน และเขาถึงที่สุดของพรหมจรรย์ ด้วยการกระทำเพียงให้ลาภสักการะและเสียงเยินยอเกิดขึ้นเท่านั้นเอง.

น.1892 หลงสะเก็ดแห้ง ว่าเป็นแก่น ๑ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ กุลบุตรบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้วสามารถ ทำลาภสักการะและเสียงเยินยอให้เกิดขึ้นได้, เธอไม่มีใจยินดีแล้ว ไม่มีความ ดำริเต็มรอบแล้ว ในลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น, เธอไม่ทะนงตัว เพราะ ลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น, เธอไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความ ประมาทอยู่ เพราะลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอ ให้ความถึงพร้อมด้วย ศีล เกิดขึ้นได้. เธอมีใจยินดีแล้ว มีความดำริเต็มรอบแล้ว ในความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น. เธอทะนงตัว เพราะความถึงพร้อมด้วยศีลนั้นว่า “เราเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่น ๆ เหล่านี้ทุศีล มีความเป็นอยู่ เลวทราม" ดังนี้. เธอนั้น เมาอยู่ มัวเมาอยู่ ถึงความประมาทอยู่ เพราะ ความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น, เมื่อประมาทแล้ว เธอก็อยู่ด้วยความเป็นอยู่ที่ดูแล้ว น่าชัง ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้อยู่ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว มองข้ามพ้นแก่น, มองข้าม ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๖๓/๓๔๘. สะเก็ดเปลือกในที่นี้คือ ผิวเปลือกชั้นนอกสุดของเปลือกไม้ ที่เป็นสะเก็ดขรุขระหุ้มเปลือกสดอยู่, มิใช่สะเก็ดที่เกิดจากการถากของ ช่างไม้เป็นต้น. คำในภาษาไทย ยังไม่ปรากฏว่า ได้แก่คำอะไร. ข้อความนี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่ภูเขา คิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์.

น.1893 พ้นกระพี้, มองข้ามพ้นเปลือกสด, ถากเอาสะเก็ดเปลือกตามผิวเปลือกถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ .. บุรุษมีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า "ผู้เจริญคนนี้ ช่างไม่รู้จักแก่น, ไม่รู้จักกระพี้, ไม่รู้จักเปลือกสด, ไม่รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิว เปลือก, ไม่รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็มองข้ามพ้น แก่น, ข้ามพ้นกระพี้, ข้ามพ้นเปลือกสด, ถากเอาสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก ถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ ; สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักไม่สำเร็จ ประโยชน์เลย" ดังนี้; ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เราเรียกคนบวชชนิดนี้ว่า ได้ถือเอาพรหมจรรย์ตรงสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือกของมัน และเขาถึงที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ ด้วยการกระทำเพียงให้ความถึงพร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นเท่านั้นเอง. หลงเปลือกสด ๆ ว่าเป็นแก่น ๑ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ กุลบุตรบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว สามารถ ทำลาภสักการะและเสียงเยินยอให้เกิดขึ้นได้, เธอไม่มีใจยินดี ไม่มีความดำริ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๖๕/๓๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์.

น.1894 เต็มรอบแล้ว ในลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น, เธอไม่ทะนงตัว เพราะลาภ สักการะและเสียงเยินยอนั้น, เธอไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความประมาทอยู่ เพราะลาภสักการะและเสียงเยินยอนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึง พร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีแล้ว ในความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น แต่ว่า หามีความดำริเต็มรอบเพียงความถึงพร้อมด้วยศีลนั้นไม่, เธอไม่ทะนงตัวเพราะ ความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น, เธอไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความประมาทอยู่ เพราะความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึงพร้อมด้วย สมาธิ เกิดขึ้นได้. เธอมีใจยินดีแล้ว มีความดำริเต็มรอบแล้ว ในความถึง พร้อมด้วยสมาธินั้น. เธอทะนงตัว เพราะความถึงพร้อมด้วยสมาธินั้นว่า "เราเป็น ผู้มีจิตถึงความเป็นหนึ่ง ตั้งมั่นแล้ว ส่วนภิกษุอื่น ๆ เหล่านี้ มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ตั้ง มั่นแล้ว" ดังนี้. เธอนั้นเมาอยู่ มัวเมาอยู่ ถึงความประมาทอยู่ เพราะความ ถึงพร้อมด้วยสมาธินั้น, เมื่อประมาทแล้ว เธอก็อยู่ด้วยความเป็นอยู่ที่ดูแล้วน่าชัง ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้อยู่ ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว มองข้ามพ้นแก่น, มองข้าม พันกระพี้, ถากเอาแต่เปลือกสด ๆ ถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ บุรุษ มีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้วก็กล่าวว่า "ผู้เจริญคนนี้ ช่างไม่รู้จักแก่น, ไม่รู้จักกระพี, ไม่รู้จักเปลือกสด, ไม่รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, ไม่รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็มองข้ามพันแก่น, ข้ามพ้นกระพี้, ถากเอาเปลือก สด ๆ ถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ ; สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักไม่สำเร็จ ประโยชน์เลย" ดังนี้; ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท.! เราเรียกคนบวชชนิดนี้ว่า ได้ถือเอาพรหมจรรย์ ตรงเปลือกสดของมัน และเขาถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วย การกระทำเพียงให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นเท่านั้นเอง.

น.1895 ลงกระพี้ไม้ ว่าเป็นแก่น ๑ ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ กุลบุตรบางคนมีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำเอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว กุลบุตรนั้นจึงออกบวชจากเรือนด้วยศรัทธา. ครั้นบวชแล้วสามารถทำลาภสักการะ และเสียงเย็นยอให้เกิดขึ้นได้, เธอไม่มีใจยินดี ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้ว ในลาภ สักการะและเสียงเยินยอนั้น, เธอไม่ทะนงตัว เพราะลาภสักการะและเสียงเยินยอ นั้น, เธอไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความประมาทอยู่ เพราะลาภสักการะ และเสียงเยินยอนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึงพร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีแล้ว ในความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น แต่ว่า หามีความดำริเต็มรอบเพียง ความถึงพร้อมด้วยศีลนั้นไม่, เธอไม่ทะนงตัว เพราะความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น, เธอไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความประมาทอยู่ เพราะความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีแล้ว ในความถึงพร้อมด้วยสมาธินั้น แต่ว่า หามีความดำริเต็มรอบเพียงความถึงพร้อม ด้วยสมาธินั้นไม่, เธอไม่ทะนงตัว เพราะความถึงพร้อมด้วยสมาธินั้น, เธอ ไม่เมาอยู่ ไม่มัวเมาอยู่ ไม่ถึงความประมาทอยู่ เพราะความถึงพร้อมด้วย สมาธินั้น; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอก็ทำให้ ญาณทัสสนะ (ความรู้ เห็นธรรม) เกิดขึ้นได้. เธอมีใจยินดีแล้ว มีความดำริเต็มรอบแล้ว ใน ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๖๘/๓๕๐.

น.1896 ญาณทัสสนะนั้น. เธอทะนงตัว เพราะญาณทัสสนะนั้นว่า "เราเป็นผู้รู้ผู้เห็นอยู่ ส่วนภิกษุอื่น ๆ เหล่านี้ไม่รู้ไม่เห็น" ดังนี้. เธอนั้น เมาอยู่ มัวเมาอยู่ ถึง ความประมาทอยู่ เพราะญาณทัสสนะนั้น, เมื่อประมาทแล้ว เธอก็อยู่ด้วยความ เป็นอยู่ที่ดูแล้วน่าชัง. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้อยู่ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว มองข้ามพ้นแก่นเสีย, ถาก เอากระพี้ถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ บุรุษมีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า "ผู้เจริญคนนี้ ช่างไม่รู้จักแก่น, ไม่รู้จักกระพี้, ไม่รู้จักเปลือกสด, ไม่รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, ไม่รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญ คนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่ มีแก่นแล้ว ก็มองข้ามพ้นแก่นเสีย, ถากเอากระพี้ถือไป ด้วยเข้าใจว่า นี่แก่นไม้ ; สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักไม่สำเร็จประโยชน์เลย" ดังนี้ ; ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เราเรียกคนบวชชนิดนี้ว่า ได้ถือเอาพรหมจรรย์ ตรงกระพี้ของมัน และเขาถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยการกระทำเพียงทำให้ ญาณทัสสนะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง. ๑ ไม่รู้ "ความลับ" ของขันธ์ห้า ๒ โสณะ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ย่อม ไม่รู้จักลักษณะ ไม่รู้จัก เหตุเกิดขึ้น ไม่รู้จักความดับสนิท ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิท แห่ง รูป; ... เวทนา ; ... สัญญา ; ... สังขาร ; ย่อมไม่รู้จักลักษณะ ๑. หมายถึง มีการรู้เห็นธรรมบางขั้น แต่ยังไม่ถึงขนาดทำอาสวะให้สิ้น. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๒/๑๐๑, ตรัสแก่โสณะคฤหบดีบุตร ที่เวฬุวัน.

น.1897 ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้น ไม่รู้จักความดับสนิท ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับ สนิท แห่ง วิญญาณ ; โสณะ ! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะ ในบรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ ทั้งหลายก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ไม่. ไม่รู้ " ความลับ" ของอุปาทานขันธ์ ๑ ภิกษุ ท. ! อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ คือ อุปาทานขันธ์คือรูป, อุปาทาน- ขันธ์คือเวทนา, อุปาทานขันธ์คือสัญญา, อุปาทานขันธ์คือสังขาร, อุปาทาน- ขันธ์คือวิญญาณ. ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักรสอร่อย ไม่รู้จักโทษ และไม่รู้จักอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะในบรรดา สมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่ไม่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๕/๒๙๓.

น.1898 ดื่มคำปฏิญาณ ไม่รู้ "ความลับ" ของธาตุสี่ ๑ ภิกษุ ท .! ธาตุ ๔ เหล่านี้ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักรสอร่อย ไม่รู้จักโทษ และไม่รู้จักอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น ในธาตุ ๔ เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะในบรรดา สมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ก็ตาม ก็หาเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ไม่. ไม่รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์หก ๒ ภิกษุ ท .! อินทรีย์ ๖ เหล่านี้ คือ อินทรีย์คือตา, อินทรีย์คือหู, อินทรีย์คือจมูก, อินทรีย์คือลิ้น, อินทรีย์คือกาย, อินทรีย์คือใจ. ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักความเกิดขึ้น ไม่รู้จัก ความดับไป ไม่รู้จักรสอร่อย ไม่รู้จักโทษ และไม่รู้จักอุบายเป็นเครื่อง ออกไปพ้น ในอินทรีย์ ๖ เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง; ภิกษุ ท .! สมณะหรือ พราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะในบรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๙/๔๑๖. ๒. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๓/๙๐๙.

น.1899 รือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือ ประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึง แล้วแลอยู่ไม่. ไม่รู้ "ความลับ" ของอินทรีย์ห้า ๑ ภิกษุ ท .! อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ คือ อินทรีย์คือศรัทธา, อินทรีย์คือ วิริยะ, อินทรีย์คือสติ, อินทรีย์คือสมาธิ, อินทรีย์คือปัญญา ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักความเกิดขึ้น ไม่รู้จัก ความดับไป ไม่รู้จักรสอร่อย ไม่รู้จักโทษ (เมื่อยึดถือ) และไม่รู้จักอุบายเป็น เครื่องออกไปพ้น ในอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามที่เป็นจริง ; ภิกษุ ท .! สมณะ หรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะในบรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะ หรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือ ประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึง แล้วแลอยู่ไม่. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้เป็นสมณะ ๒ ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักชรามรณะ, ไม่รู้จัก เหตุเกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ไม่รู้จักความดับสนิทแห่งชรามรณะ, ไม่รู้จักข้อ ปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งชรามรณะ ; ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๕๗/๘๔๘. (ดูเชิงอรรถ ๓, หน้า ๔๐๐ ด้วย). ๒. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๑๗/๓๘.

น.1900 ไม่รู้จักชาติ, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งชาติ, ไม่รู้จักความดับสนิทแห่ง ชาติ, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งชาติ ; ไม่รู้จักภพ, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งภพ, ไม่รู้จักความดับสนิทแห่งภพ, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งภพ ; ไม่รู้จักอุปาทาน, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ไม่รู้จักความดับ สนิทแห่งอุปาทาน, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งอุปาทาน ; ไม่รู้จักตัณหา, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งตัณหา, ไม่รู้จักความดับสนิท แห่งตัณหา, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งตัณหา ; ไม่รู้จักเวทนา, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งเวทนา, ไม่รู้จักความดับสนิท แห่งเวทนา, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งเวทนา ; ไม่รู้จักผัสสะ, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ไม่รู้จักความดับสนิท แห่งผัสสะ, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งผัสสะ ; ไม่รู้จักอายตนะหก, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งอายตนะหก, ไม่รู้จัก ความดับสนิทแห่งอายตนะหก, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่ง- อายตนะหก ; ไม่รู้จักนามรูป, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งนามรูป, ไม่รู้จักความดับสนิท แห่งนามรูป, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งนามรูป ; ไม่รู้จักวิญญาณ, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ไม่รู้จักความดับ- สนิทแห่งวิญญาณ, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ ; ไม่รู้จักสังขาร, ไม่รู้จักเหตุเกิดขึ้นแห่งสังขาร, ไม่รู้จักความดับสนิท แห่งสังขาร, ไม่รู้จักข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งสังขาร ; ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะ ในบรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ ทั้งหลายก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่ง

น.1901 ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ไม่. ไม่รู้อริยสัจจ์ ไม่ได้เป็นสมณะ ๑ ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ไม่รู้จักตามที่เป็นจริงว่า ทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ไม่รู้จักตามที่เป็นจริงว่า เหตุให้เกิดทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ ไม่รู้จัก ตามที่เป็นจริงว่า ความดับสนิทแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ, ไม่รู้จักตามที่เป็นจริงว่า ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ ; ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นสมณะ ในบรรดาสมณะทั้งหลายก็ตาม, ทั้งที่ถูกสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในบรรดาพราหมณ์ ทั้งหลายก็ตาม, ก็หาเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไปได้ไม่, หาได้ทำให้แจ้งซึ่ง ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ไม่. หมวดที่เจ็ด จบ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๒/๑๗๐๐.

น.1902 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด โย สาโร, โส ฐสฺสติ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้. (มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ, ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖) นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น, ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย. (ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖) ๑๕๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต