Buddhadasa.org

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๘ — ว่าด้วยพิษสงทางใจ

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ — พระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนภิกษุ ว่าด้วยข้อเสียหายและคุณธรรมฝ่ายดีของบรรพชิต — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก แปลและร้อยกรองโดยกองตำราคณะธรรมทาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1903 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๘ ว่าด้วย พิษสงทางใจ ๑. ดาบที่หมกอยู่ในจีวร ๒. ยาพิษในโลก ๓. ผู้ตกเหว ๔. ผู้เห็นแต่จะทะเลาะวิวาท ๕. ม้าพยศแปดจำพวก ๖. ผู้มีความจำเป็นต้องคิดทำลายสงฆ์ ๗. ผู้จมมิดในหลุมคูถ ๘. สันดานกา ๙. พระรังโรค ๑๐. ผู้ควรอยู่ในคอกไปก่อน ๑๑. ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา ๑๒. ลิงติดตัง ๑๓. ลาสึกเพราะติดเมา ๑๕๒

น.1904 ดาบที่หมกอยู่ในจีวร ๑ ภิกษุ ท .! มหาชนเขารู้จักเธอทั้งหลายว่า "สมณะ สมณะ" ดังนี้, ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า ท่านทั้งหลาย เป็นอะไร ? พวกเธอ ทั้งหลายก็ปฏิญาณตัวเองว่า "เราเป็นสมณะ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เมื่อเธอทั้งหลาย มีชื่อว่า สมณะ และปฏิญาณตัวเองว่า เป็นสมณะ อยู่อย่างนี้แล้ว พวกเธอทั้งหลาย จะต้องสำเหนียกใจว่า "ข้อปฏิบัติ อันใด เป็นข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ เราจักปฏิบัติข้อปฏิบัติอันนั้น. ด้วยการ ปฏิบัติของเราอย่างนี้ สมัญญาว่าสมณะของตนก็จักเป็นจริง และคำปฏิญาณว่า สมณะของเราก็จักสมจริง ; อนึ่งเล่า เราบริโภคใช้สอย บาตร จีวร อาหารบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริการ ของทายกเหล่าใด, การบำเพ็ญทาน ของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; และการบรรพชาของเรา เอง ก็จักไม่เป็นหมันเปล่า แต่จักมีผลมีกำไรแก่เรา" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พวก เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้เถิด. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จูฬอัสสปุรสูตร มู. ม. ๑๒/๕๑๒/๔๗๙, ๔๘๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อัสสปุรนิคมของชาวอังคะ ๑๕๓

น.1905 เมื่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มีอภิชฌามาก ยังละอภิชฌาไม่ได้, มีจิตพยาบาท ยังละพยาบาทไม่ได้, เป็นผู้มักโกรธ ยังละความมักโกรธไม่ได้, เป็นผู้มักถือความโกรธ ยังละความถือโกรธไม่ได้, เป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน ยังละ ความลบหลู่คุณท่านไม่ได้ เป็นผู้ยกตนเทียมท่าน ยังละความยกตนเทียมท่าน ไม่ได้, เป็นผู้ริษยา ยังละความริษยาไม่ได้, เป็นคนตระหนี่ ยังละความ ตระหนี่ไม่ได้, เป็นคนโอ้อวด ยังละความโอ้อวดไม่ได้, เป็นคนมีมายา ยัง ละความมายาไม่ได้, เป็นคนมีความปรารถนาลามก ยังละความปรารถนาลามก ไม่ได้, เป็นคนมีความเห็นผิด ยังละความเห็นผิดไม่ได้ ; ภิกษุ ท. ! เพราะละกิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องมัวหมองของ สมณะ เป็นโทษของสมณะ เป็นน้ำฝาดของสมณะ เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในอบาย และมีวิบากอันสัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคติ เหล่านี้ ยังไม่ได้; เราก็ไม่ กล่าวภิกษุนั้นว่า "เป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือน อาวุธอันคมกล้า ๑ มีคมสองข้าง ที่เขาลับ ไว้อย่างดีแล้ว หุ้มห่อไว้ด้วยผ้าสังฆาฏิของภิกษุนั้นเอง ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! เรา กล่าวการบรรพชาของภิกษุนี้ว่า เปรียบกันได้กับอาวุธมีคมสองข้างนั้น ฉันนั้น. ภิกษุ ท .! เราไม่กล่าวความเป็นสมณะว่า เป็นสิ่งที่มีได้ เพราะเหตุสักว่าการทรง สังฆาฏิของผู้ที่ทรงสังฆาฏิ ฯลฯ เป็นต้นเลย. ๑. บาลีว่า มติชนฺนาม อาวุธชาติ, อรรถกถาให้คำอธิบายไว้อย่างยืดยาว ได้ใจความโดย สรุปว่า เป็นดาบที่ดีขึ้นด้วยเหล็กที่ชำระด้วยวิธีที่ดีที่สุดของสมัยนั้น, คือเอาผงเหล็กให้นกกะเรียนกิน เข้าไป แล้วถ่ายออกมาหลาย ๆ ครั้ง แล้วจึงนำมาตีเป็นคาบ มีคมสองข้าง (ทำนองพระขรรค์).

น.1906 ยาพิษในโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ถ้วยดื่มสำริดมีเครื่องดื่มใส่อยู่แล้วชนิดหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส แต่ว่า มียาพิษปนติดอยู่. ครั้งนั้น มีบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังร้อนจัด มีความร้อนระอุไปทั้งตัว เหน็ดเหนื่อย คอแห้งระหายน้ำ มาถึงเข้า. คนทั้งหลาย บอกแก่บุรุษนั้นว่า "นี่แน่ะท่านผู้เจริญ, ถ้วยดื่ม สำริดใบนี้มีเครื่องดื่ม สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส สำหรับท่าน ; แต่ว่ามียาพิษ ปนติดอยู่. ถ้าหากท่านต้องการดื่มก็ดื่มได้, เมื่อท่านกำลังดื่ม จักติดใจมัน ด้วยสีของมันบ้าง ด้วยกลิ่นของมันบ้าง ด้วยรสของมันบ้าง; แต่ว่า ครั้นดื่ม เข้าไปแล้ว ท่านจักถึงความตาย หรือรับทุกข์เจียนตาย เพราะเหตุนั้น" ดังนี้. บุรุษนั้นไม่ทันจะพิจารณาถ้วยดื่มสำริดอันนั้น (ว่าจะควรดื่มหรือไม่ควรดื่มอย่างไร เป็นต้น) รีบดื่มเอา ๆ ไม่ยอมวาง. บุรุษนั้น ก็ถึงความตาย หรือรับทุกข์เจียน ตาย เพราะเหตุนั้น ฉันใด : ภิกษุ ท .! สมณะหรือพราหมณ์พวกใด ในกาลอดีตก็ตาม, ในกาล อนาคตก็ตาม, ในกาลบัดนี้ก็ตาม, ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ย่อมเห็นสิ่งอัน เป็นที่รักที่สนิทใจในโลก โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความ เป็นตัวตน โดยความเป็นของไม่เสียบแทง โดยความเป็นของเกษม ; สมณะ หรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมทำตัณหาให้เจริญ. เมื่อทำตัณหาให้เจริญอยู่ ก็ทำอุปธิให้เจริญ. เมื่อทำอุปธิให้เจริญอยู่ ก็ทำทุกข์ให้เจริญ. เมื่อทำทุกข์ ให้เจริญอยู่ สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากความเกิด ความ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๓/ ๒๖๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1907 แก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความ คับแค้นใจ; เราตถาคต ย่อมกล่าวว่า "พวกเหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจาก ทุกข์" ดังนี้ แล. ผู้ตกเหว ๑ ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์พวกใดก็ตาม ยังไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า ทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ, ความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นเช่นนี้ ๆ ; สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมยินดีอย่างยิ่งในเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่งชนิด ที่เป็นไปเพื่อความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความ ทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เขาผู้ยินดีในเหตุปัจจัยเครื่องปรุง แต่งชนิดนั้น ๆ แล้ว ย่อมก่อสร้างเหตุปัจจัยเครื่องปรุงแต่งชนิดที่เป็นไปเพื่อความ เกิดเป็นต้นนั้น ๆ. ครั้นเขาก่อสร้างเหตุปัจจัยนั้น ๆ แล้ว เขาก็ ตกลงไปในเหว แห่งความเกิดบ้าง, ในเหวแห่งความแก่บ้าง, ในเหวแห่งความตายบ้าง, ในเหว แห่งความโศกบ้าง, ในเหวแห่งความร่ำไรรำพันบ้าง, ในเหวแห่งความทุกข์กาย บ้าง, ในเหวแห่งความทุกข์ใจบ้าง, ในเหวแห่งความคับแค้นใจบ้าง อยู่นั่นเอง. สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ; เราตถาคตย่อมกล่าวว่า "พวกเหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์" ดังนี้ แล. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๐/๑๗๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขา คิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์

น.1908 ผู้เห็นแต่จะทะเลาะวิวาท ๑ ภิกษุ ท. ! พอที ! พวกเธอทั้งหลาย อย่าหมายมั่นกันเลย, อย่า ทะเลาะกันเลย, อย่าโต้เถียงกันเลย อย่าวิวาทกันเลย (ดังนี้ถึง ๒-๓ ครั้ง). เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว มีภิกษุบางรูปทูลขึ้นว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น ธรรมสามี ! ขอพระองค์จงหยุดไว้ก่อนเถิด พระเจ้าข้า ! ขอจงทรงขวนขวายน้อยเถิด พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! ขอจงทรงประกอบในสุขวิหารในทิฏฐธรรม อยู่เถิด พระเจ้าข้า ! พวกข้าพระองค์ทั้งหลายจักทำให้เห็นดำเห็นแดงกัน ด้วยการ หมายมั่นกัน ด้วยการทะเลาะกัน ด้วยการโต้เถียงกัน ด้วยการวิวาทกัน อันนี้เอง" ดังนี้. กาลนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงครองจีวร ถือบาตร เสด็จ เข้าไปสู่เมืองโกสัมพี เพื่อบิณฑบาต. ครั้นทรงเที่ยวบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีแล้ว ภายหลังภัตตกาล กลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บบริการขึ้นมาถือไว้ แล้วประทับยืน ตรัสคาถานี้ว่า :- "คนไพร่ ๆ ด้วยกัน ส่งเสียงเอ็ดตะโร แต่หามีคนไหน สำคัญตัวว่า เป็นพาลไม่. เมื่อหมู่แตกกัน ก็หาได้มีใครรู้สึก เป็นอย่างอื่นให้ดีขึ้นไปกว่านั้นได้ไม่. พวกบัณฑิตลืมตัว สมัครที่จะพูดตามทางที่ตนปรารถนา จะพูดอย่างไร ก็พูดพล่ามไปอย่างนั้น หาได้นำพาถึงกิเลสที่เป็น เหตุแห่งการทะเลาะกันไม่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อุปักกิเลสสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๙๕/๔๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ทีมแทงกันด้วยหอกคือปาก จนภิกษุรูปหนึ่ง ทูลขอร้องให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไประงับเหตุ ณ ที่ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี.

น.1909 พวกใด ยังผูกใจเจ็บอยู่ว่า ‘ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา’ ; เวรของพวกนั้น ย่อมระงับ ไม่ลง. พวกใด ไม่ผูกใจเจ็บว่า ‘ผู้นั้นได้ด่าเรา ได้ทำร้ายเรา ได้เอาชนะเรา ได้ลักทรัพย์ของเรา' ; เวรของพวกนั้น ย่อม ระงับได้. ในยุคไหนก็ตาม เวรทั้งหลาย ไม่เคยระงับได้ด้วยการ ผูกเวรเลย, แต่ระงับได้ด้วยไม่มีการผูกเวร. ธรรมนี้เป็นของเก่า ที่ใช้ได้ตลอดกาล. คนพวกอื่น ไม่รู้สึกว่า ‘พวกเราจะแหลกลาญก็เพราะ เหตุนี้ ; พวกใด สำนึกตัวได้ในเหตุที่มีนั้น ความมุ่งร้ายกันย่อม ระงับได้ เพราะความรู้สึกนั้น. ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ในการทำตาม กิเลส) ยังมีได้แม้แก่พวกคนกักขละเหล่านั้น ที่ปล้นเมืองหักแข้งขา ชาวบ้าน ฆ่าฟันผู้คน แล้วต้อนม้า โค และขนเอาทรัพย์ไป ; แล้วทำไมจะมีแก่พวกเธอไม่ได้เล่า ? ถ้าหากไม่ได้สหายที่พาตัวรอด เป็นปราชญ์ ที่มีความ เป็นอยู่ดี เป็นเพื่อนร่วมทางแล้วไซร้, ก็จงทำตัวให้เหมือนพระราชา ที่ละแคว้นซึ่งพิชิตได้แล้วไปเสีย แล้วเที่ยวไปคนเดียว ดุจช้าง มาตังคะ เที่ยวไปในป่าตัวเดียว ฉะนั้น. การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะไม่มีความเป็นสหายกันได้ กับคนพาล. พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่ทำบาป; เป็นคน มักน้อย ดุจช้างมาตังคะ เป็นสัตว์มักน้อย เที่ยวไปในป่า ฉะนั้น." ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไปยัง พาลกโลณการคาม.

น.1910 ม้าพยศแปดจำพวก ๑ ภิกษุ ท .! เราจักแสดงม้าพยศแปดจำพวก และโทษแห่งม้าพยศแปด จำพวกนั้นด้วย; เราจักแสดงบุรุษพยศแปดจำพวก และโทษแห่งบุรุษพยศ แปดจำพวกนั้นด้วย ; พวกเธอทั้งหลาย จงฟังในข้อนั้น :- ม้าทิ้งรถ ภิกษุ ท. ! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว กลับถอยหลังสลัดรถให้หลุดจากตน. ม้าพยศ บางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศข้อแรก. ภิกษุ ท .! ในอุปมานี้ พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบดี ภิกษุรูปนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ ย่อม อำพรางอาบัติไว้ว่า "ข้าพเจ้า ระลึกไม่ได้, ยังระลึกไม่ได้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว กลับถอยหลัง สลัดรถให้หลุด จากตน. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อแรก. ม้าหักไม้รถ ภิกษุ ท .! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลง ปฏักเพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อม หกหลัง กระแทกธูป หักไม้ตรีทัณฑ์. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศข้อที่สอง ๑. บาลี พระพุทธภาษิต อฏฺจก. อํ. ๒๓/๑๙๔/๑๐๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1911 ตี ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ กลับโต้แย้งว่า "ประโยชน์อะไรด้วยคำพูด ของท่าน ซึ่งเป็นคนพาลคนเขลา คนอย่างท่านหรือจักรู้สิ่งที่ควรพูด" ดังนี้. ภิกษุ ท .! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้นถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า "จงไป" ดังนี้ แล้ว ย่อมหกหลัง กระแทกธูป หักไม้ตีทัณฑ์. ภิกษุ ท .! เรากล่าวนักบวช นี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ถึง เพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่สอง ม้าเตะงอนรถ ภิกษุ ท .! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลง ปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อม ยกขาดีดขึ้นไป ทางงอนรถ แล้วเตะ แล้วถีบงอนรถ. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศ ข้อที่สาม. ภิกษุ ท. ! พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบตี ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ กลับ ยกเอาอาบัติให้แก่ผู้โจทเสียเองว่า "ท่าน น่ะสิต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านจงทำคืนเป็นคนแรกเสียก่อนเถิด" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้นถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อม ยกขาดีดขึ้นไปทางงอนรถ แล้วเตะ แล้วถีบงอนรถ. ภิกษุ ท .! เรากล่าวนัก บวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท. ! นักบวชบางคน เป็น ได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่สาม. ม้าหงายรถ ภิกษุ ท. ! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อม แกล้งเดินให้ผิดทาง ทำให้รถตะแคงหงาย ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศข้อที่สี่

น.1912 ภิกษุ ท .! พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบติ ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติอยู่ กลับเอาเรื่องอื่นมา พูดกลบเกลื่อนเสีย นำเอา เรื่องนอกเรื่องมาพูดแทน แสดงท่าโกรธ ประทุษร้าย อาการน้อยใจให้ปรากฏ ภิกษุ ท .! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏิกว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อมแกล้งเดินให้ผิดทาง ทำให้รถตะแคงหงาย. ภิกษุ ท .! เรากล่าว นักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่สี่ ม้าทำลายรถ ภิกษุ ท. ! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อม กระโดดจนสุดตัวสุดเท้า. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศข้อที่ห้า ภิกษุ ท .! พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบัติ ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ กลับโคลงกาย ไกวแขน พูดในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุ ท .! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ย่อมกระโดดจนสุดตัวสุดเท้า. ภิกษุ ท .! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่ห้า ม้ากัดสายบังเหียน ภิกษุ ท .! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ก็ไม่แยแสต่อปฏัก กลับกัดสายบังเหียน วิ่งเตลิด ไปตามปรารถนาของมัน. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่ง ม้าพยศข้อที่หก.

น.1913 พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบัติ ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติอยู่ ก็ไม่ใยดีต่อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อต่อโจทก์ หลีก ไปทั้ง ๆ ที่ตนยังมีอาบติติดตัวอยู่. ภิกษุ ท .! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏิกว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ก็ไม่แยแสต่อปฏัก กลับกัด สายบังเหียน วิ่งเตลิดไปตามปรารถนาของมัน. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่หก ม้ายืนนิ่ง ภิกษุ ท. ! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ยอมก้าวเดินหน้า ไม่ยอมถอยกลับหลัง ยืนนิ่งอยู่ ราวกับหลักที่ปักไว้ในที่นั้น ฉะนั้น. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้าพยศข้อที่เจ็ด. ภิกษุ ท .! พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบัติ ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ ก็ไม่ยอมกล่าว ว่าตนต้องอาบัติ หรือไม่ต้อง อาบตี. ภิกษุรูปนั้น ย่อมทำให้สงฆ์ลำบากด้วยความเป็นผู้นึ่งไม่ยอมพูดของเธอ ภิกษุ ท. ! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ยอมก้าวเดินหน้าไม่ยอมถอยกลับหลัง ยืนนิ่งอยู่ราวกับหลักที่ปักไว้ ในที่นั้น ฉะนั้น ภิกษุ ท. ! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น. ภิกษุ ท .! นักบวชบางคน เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่ง บุรุษพยศข้อที่เจ็ด. ม้าหมอบ ภิกษุ ท .! ม้าพยศบางตัวในกรณีนี้ ถูกนายสารถีเตือนด้วยการลงปฏัก

น.1914 เพื่อให้รู้ว่า "จงไป" ดังนี้แล้ว มันกลับคุกเท้าหน้า คุกเท้าหลัง หมอบทับเท้า ทั้งสี่ ในที่นั้นเอง. ม้าพยศบางตัว เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งม้า พยศข้อที่แปด. ภิกษุ ท .! พวกภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยอาบัติ ภิกษุรูปนั้น ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบตีอยู่ กลับกล่าวเสียอย่างนี้ว่า "ทำไมหนอ, พวก ผู้มีอายุทั้งหลาย ชอบพาลหาเหตุใส่ตัวเราหนักไปนัก, บัดนี้ เราขอเวลา พอเรา ได้บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์เสียก่อนเท่านั้น" ดังนี้แล้ว ต่อมา ภิกษุนั้นก็ บอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ แล้วยังแถม เยาะเย้ยให้ว่า "ทีนี้ พวกท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงพอใจกันเถิด" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบได้กับม้าพยศตัวนั้น ถูกนายสารถีเตือนด้วยปฏักว่า จงไป" ดังนี้แล้ว มันกลับคุกเท้าหน้า คุกเท้าหลัง หมอบทับเท้าทั้งสี่ ในที่นั้นเอง. ภิกษุ ท .! เรากล่าวนักบวชนี้ว่า มีม้าพยศเป็นคู่เปรียบ ฉะนั้น ภิกษุ ท .! นักบวช บางคน เป็นได้ถึงเพียงนี้, นี่ เป็นโทษแห่งบุรุษพยศข้อที่แปด แล. ผู้มีความจำเป็นต้องคิดทำลายสงฆ์ ๑ อานนท์ ! ภิกษุลามกเห็นอำนาจประโยชน์สี่อย่างเหล่านี้อยู่ จึงยินดี ในการทำลายสงฆ์ให้แตกกัน. สี่อย่างอะไรกันเล่า ? สี่อย่างคือ :- (๑) ภิกษุลามกในกรณีนี้ เป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติชนิดที่ตนเองนึกแล้วก็กินแหนงตัวเอง มีการกระทำ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๕/๒๔๓, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์.

น.1915 ที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่คนประพฤติ พรหมจรรย์ก็ปฏิญญาว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน เปียกแฉะ มีสัญชาติ หมักหมม เหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอย. ภิกษุลามกนั้นหวั่นวิตกไปว่า "ถ้าหาก ภิกษุทั้งหลาย จะรู้จักเราว่า เป็นคนทุศีล มีความเป็นอยู่ลามก ฯลฯ เปียกแฉะ มีสัญชาติหมักหมมเหมือนบ่อที่เทขยะมูลฝอยไซร้, เมื่อภิกษุพร้อมเพรียงกันดีอยู่ ก็จะทำเราให้ขาดสิทธิ์ในความเป็นภิกษุได้ ; แต่เมื่อแตกกันเสีย ก็จักไม่อาจทำ เราให้ฉิบหาย" ดังนี้. ภิกษุลามกมองเห็นอำนาจประโยชน์อันนี้เป็นข้อแรก จึงยินดีในการทำลายสงฆ์ (๒) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุลามก เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ ประกอบด้วย ความเห็นที่แล่นดิ่งไปยึดถือเอาที่สุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง. ภิกษุลามกนั้น หวั่นวิตกไปว่า "ถ้าหากภิกษุทั้งหลายจะรู้จักเราว่า เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ ประกอบ ด้วยความเห็นที่แล่นดึงไปยึดถือเอาที่สุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งไซร้, เมื่อภิกษุพร้อม เพรียงกันดีอยู่ ก็จักทำเราให้ฉิบหายได้: แต่เมื่อแตกกันเสีย ก็จักไม่ทำเรา ให้ฉิบหาย" ดังนี้. ภิกษุลามกมองเห็นอำนาจประโยชน์อันนี้เป็นข้อที่สอง จึงยินดีในการทำลายสงฆ์ (๓) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุลามก เป็นคนเลี้ยงชีวิตผิดทาง เป็น มิจฉาอาชีพ. ภิกษุลามกนั้นหวั่นวิตกไปว่า "ถ้าหากภิกษุทั้งหลาย จะรู้จักเราว่า เราเลี้ยงชีวิตผิดทางเป็นมิจฉาอาชีพไซร้, เมื่อภิกษุพร้อมเพรียงกันดีอยู่ ก็จัก ทำเราให้ฉิบหายได้ ; แต่เมื่อแตกกันเสีย ก็จักไม่ทำเราให้ฉิบหาย" ดังนี้. ภิกษุ ลามกมองเห็นอำนาจประโยชน์อันนี้เป็นข้อที่สาม จึงยินดีในการทำลายสงฆ์ (๔) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุลามก เป็นคนปรารถนาลาภ ปรารถนา สักการะ ปรารถนาเสียงเยินยอ. ภิกษุลามกนั้นหวั่นวิตกไปว่า "ถ้าหาก ภิกษุทั้งหลาย จะรู้จักเราว่า เป็นคนปรารถนาลาภ ปรารถนาสักการะ

น.1916 ปรารถนาเสียงเยินยอไซร้, เมื่อภิกษุพร้อมเพียงกันดีอยู่ ก็จักไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา เรา ; แต่เมื่อแตกกันเสีย ก็จักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เรา" ดังนี้. ภิกษุลามกมองเห็นอำนาจประโยชน์อันนี้เป็นข้อที่สี่ จึงยินดี ในการทำลายสงฆ์ อานนท์ ! ภิกษุลามกเห็นอำนาจประโยชน์สี่อย่างเหล่านี้แล จึงยินดี ในการทำลายสงฆ์ให้แตกกัน. ผู้จมมิดในหลุมลูก ๑ อานนท์ ! ภิกษุรูปนั้นชะรอยจักเป็นพระใหม่ บวชยังไม่นาน หรือว่า เป็นพระเถระผู้พาลผู้เขลา. ข้อที่เราพยากรณ์โดยส่วนเดียวแล้ว จักกลับกลาย ไปเป็นสองส่วนได้อย่างไร. อานนท์ ! เรายังไม่มองเห็นคนอื่นแม้สักคนหนึ่ง ซึ่งเราได้วินิจฉัยประมวลเหตุการณ์ทั้งปวงแล้ว จึงพยากรณ์ไว้อย่างนั้น เหมือน อย่างเทวทัต. อานนท์ ! ตราบใด เรายังมองเห็นธรรมขาวของเทวทัต แม้เพียงเท่าปลายแหลมสุดแห่งเส้นขน, ตราบนั้นเราก็ไม่พยากรณ์เทวทัตว่า เทวทัต ต้องไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก ตั้งอยู่ชั่วกัลป์หนึ่ง ช่วยเหลือ อะไรไม่ได้ ก่อน. อานนท์ ! เมื่อใดแล เรามองไม่เห็นธรรมขาวของเทวทัต แม้เพียงเท่าปลายแหลมสุดแห่งเส้นขน, เมื่อนั้น เราจึงพยากรณ์เทวทัตว่า ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๕๐/๓๓๓, ตรัสแก่ท่านพระอานนท์ โดยที่มีภิกษุ รูปหนึ่งถามท่านว่า "ท่านอานนท์ผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวินิจฉัยประมวลเหตุการณ์ ทั้งปวง ครบถ้วนดีแล้วหรือ จึงทรงพยากรณ์ว่าพระเทวทัต ต้องเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก ตั้งอยู่ชั่วกัลป์หนึ่ง ช่วยเหลืออะไรไม่ได้, หรือว่าทรงพยากรณ์โดยปริยายบางอย่างเท่านั้น" ดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ จึงให้คำตอบว่า "ผู้มีอายุ ! คำพยากรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แล้ว ย่อมเป็นความจริง เช่นนั้นเสมอ" ดังนี้แล้ว; พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ จึงได้ตรัสพระพุทธวจนะนี้.

น.1917 เทวทัต ต้องไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก ตั้งอยู่ชั่วกัลป์หนึ่ง ช่วยเหลือ อะไรไม่ได้. อานนท์ ! เปรียบเหมือน หลุมคูลลึกชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยคูณจนปริ่ม ขอบหลุม ; บุรุษคนหนึ่งพึงตกลงไปในหลุมคูณนั้นจนมิดทั้งตัว. ยังมีบุรุษบางคน หวังประโยชน์เกื้อหนุน หวังความเกษมสำราญจากสภาพเช่นนั้น หวังจะช่วย ยกเขาขึ้นจากหลุมคูณนั้น, บุรุษนี้จึงเข้าไปใกล้ เดินเวียนดูรอบ ๆ หลุมคูณนั้น มองไม่เห็นอวัยวะของคนในหลุมนั้น แม้เพียงเท่าปลายแหลมสุดแห่งเส้นขน ที่ยัง ไม่ได้เปื้อนคูณ ซึ่งตนพอจะจับยกขึ้นมาได้. ข้อนี้ฉันใด ; อานนท์ ! เมื่อใด เรามองไม่เห็นธรรมขาวของเทวทัต แม้เพียงเท่าปลาย แหลมสุดแห่งเส้นขน, เมื่อนั้น เราจึงกล้าพยากรณ์เทวทัตว่า เทวทัตต้องไป เกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก ตั้งอยู่ชั่วกัลป์หนึ่ง ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ฉันนั้นและ สันดานกา ๑ ภิกษุ ท .! กา เป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยความเลวสิบประการ. สิบ ประการอะไรกันเล่า ? สิบประการคือ :- (๑) กา เป็นสัตว์ทำลายความดี. (๒) กา เป็นสัตว์คะนอง. (๓) กา เป็นสัตว์ทะเยอทะยาน. (๔) กา เป็นสัตว์กินจุ. (๕) กา เป็นสัตว์หยาบคาย. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๙/๗๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1918 (๖) กา เป็นสัตว์ไม่กรุณาปรานี. (๗) กา เป็นสัตว์ทุรพล. (๘) กา เป็นสัตว์ร้องเสียงอึง. (๙) กา เป็นสัตว์ปล่อยสติ (๑๐) กา เป็นสัตว์สะสมของกิน. ภิกษุ ท .! กา เป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยความเลวสิบประการเหล่านี้ ภิกษุ ท. ! ภิกษุลามก ก็เช่นเดียวกับกานั้นแหละ เป็นคนประกอบด้วย อสัทธรรมสิบประการ. สิบประการอะไรกันเล่า ? สิบประการคือ :- (๑) ภิกษุลามก เป็นคนทำลายความดี. (๒) ภิกษุลามก เป็นคนคะนอง. (๓) ภิกษุลามก เป็นคนทะเยอทะยาน (๔) ภิกษุลามก เป็นคนกินจุ. (๕) ภิกษุลามก เป็นคนหยาบคาย. (๖) ภิกษุลามก เป็นคนไม่กรุณาปรานี (๗) ภิกษุลามก เป็นคนทุรพล. (๘) ภิกษุลามก เป็นคนพูดเสียงถึง. (๙) ภิกษุลามก เป็นคนปล่อยสติ (๑๐) ภิกษุลามก เป็นคนสะสมของกิน. ภิกษุ ท .! ภิกษุลามก เป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรมสิบประการ เหล่านี้แล.

น.1919 พระรังโรค ๑ ภิกษุ ท .! โรคสองอย่างเหล่านี้มีอยู่ สองอย่างอะไรกันเล่า ? สองอย่างคือ โรคทางกาย กับ โรคทางใจ. ภิกษุ ท .! ย่อมเห็นกันอยู่แล้วว่า สัตว์ทั้งหลาย ที่ยืนยันถึงความไม่มี โรคทางกายตลอด ๑ ปีบ้าง, ๒ ปีบ้าง, ๓ ปีบ้าง, ๔ ปีบ้าง, ๕ ปีบ้าง, ๑๐ ปีบ้าง, ๒๐ ปีบ้าง, ๓๐ ปีบ้าง, ๔๐ ปีบ้าง, ๕๐ ปีบ้าง, ๑๐๐ ปีบ้าง, และที่ยืนยัน ถึงความไม่มีโรคทางกายยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง, ก็พอจะหาได้ ภิกษุ ท. ! แต่หมู่สัตว์ ที่จะกล้ายืนยันถึงความไม่มีโรคทางใจแม้ชั่วเวลา เพียงครู่เดียว (มุหุตฺต) เว้นแต่พระขีณาสพแล้ว นับว่า หาได้แสนยากในโลก ภิกษุ ท .! โรคของบรรพชิตสี่อย่างเหล่านี้. สี่อย่างอะไรกันเล่า ? สี่อย่างคือ :- (๑) ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้มักมาก มีความร้อนใจเพราะความมักมาก อยู่เสมอ, ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และหยูกยาแก้ไข้ ตามมี ตามได้. (๒) ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มักมาก มีความร้อนใจเพราะความมักมาก อยู่เสมอ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และหยูกยาแก้ไข้ ตามมี ตามได้แล้ว, ย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพื่อจะได้รับการคอยเอาอกเอาใจ จากคนอื่น, และเพื่อจะได้ลาภสักการะและเสียงเยินยอ. (๓) ภิกษุนั้น ย่อมวิ่งเต้น ขวนขวาย พยายาม เพื่อจะได้รับการเอาอก เอาใจจากคนอื่น, และเพื่อจะได้ลาภสักการะและเสียงเยินยอ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๑/๑๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1920 (๔) ภิกษุนั้น ย่อมคิดวางแผนการเข้าสู่สกุล ย่อมคิดวางแผนการ นั่งในสกุล ย่อมคิดวางแผนการกล่าวธรรมในสกุล ย่อมคิดวางแผนการทนกลั้น อุจจาระปัสสาวะ คลุกคลีอยู่ในสกุล. ภิกษุ ท .! โรคของบรรพชิตสี่อย่างเหล่านี้และ ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียก ใจว่า "เราทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้มักมาก, จักไม่เป็นผู้ร้อนใจเพราะความมักมาก, แต่เป็นผู้รู้จักพอด้วยผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และหยูกยาแก้ไข้ ตามมี ตามได้ ; จักไม่ตั้งความปรารถนาลามก เพื่อให้ได้รับการคอยเอาอกเอาใจจาก คนอื่น และเพื่อให้ได้ลาภสักการะและเสียงเยินยอ; จักไม่วิ่งเต้น ขวนขวาย พยายาม เพื่อให้ได้รับการคอยเอาอกเอาใจจากคนอื่น, และเพื่อให้ได้ลาภสักการะ และเสียงเยินยอ ; จักเป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย ต่อสัมผัสแห่ง เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลือกคลานทั้งหลาย, ต่อถ้อยคำหยาบคายร้ายแรง ต่าง ๆ, เป็นผู้อดทนต่อเวทนา ที่เกิดในกาย อันเป็นทุกข์ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่เจริญใจ ถึงขนาดจะคร่าเอาชีวิตเสียได้" ดังนี้. ภิกษุ ท .! พวก เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ผู้ควรอยู่ในคอกไปก่อน ๑ ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ประกอบด้วยเหตุห้าอย่าง เป็นผู้ที่ยังไม่ควรได้รับ การปล่อยออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวก่อน. เหตุห้าอย่างอะไรกันเล่า? ห้าอย่างคือ :- ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๔/๑๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1921 (๑) เธอ ยังไม่รู้จักพอ ด้วยจีวรตามมีตามได้. (๒) เธอ ยังไม่รู้จักพอ ด้วยอาหารบิณฑบาตตามมีตามได้ (๓) เธอ ยังไม่รู้จักพอ ด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ (๔) เธอ ยังไม่รู้จักพอ ด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริกขารตามมีตามได้ (๕) เธอ ยังมีความคิดหนักไปในทางกามอยู่มาก. ภิกษุ ท .! ภิกษุผู้ประกอบด้วยเหตุห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นผู้ที่ยังไม่ ควรได้รับการปล่อยออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียวก่อน. ผู้เกียจคร้านตลอดเวลา ๑ ภิกษุ ท .! เมื่อภิกษุกำลังเดิน อยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดใน กาม หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่น คิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดไป จนไม่มีเหลือ; ภิกษุที่เป็น เช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัว ต่อสิ่งลามก เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ. เมื่อภิกษุกำลัง ยืน อยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทาง ทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ; ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ ๑. บาลี พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๖/๑๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1922 แม้กำลังยืนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ เมื่อภิกษุกำลังนั่ง อยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทาง ทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็รับเอาความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ : ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ กำลังนั่งอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ เมื่อภิกษุกำลัง นอน อยู่ ถ้าเกิดครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในกาม หรือ ครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทาง ทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่า ๆ ขึ้นมา, และภิกษุก็รับความครุ่นคิดนั้นไว้ ไม่สละทิ้ง ไม่ถ่ายถอนออก ไม่ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ; ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้ กำลังนอนอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำความเพียรเผากิเลส ไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งลามก เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวทราม อยู่เนืองนิจ. ลิงติดตัง ๑ ภิกษุ ท .! ประเทศแห่งขุนเขาหิมพานต์ อันเป็นประเทศที่ขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ ไปลำบาก ไม่เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิงและของหมู่มนุษย์ ก็มีอยู่. ที่เป็นที่เที่ยวไปของฝูงลิง แต่ไม่เป็นที่เที่ยวไปของหมู่มนุษย์ ก็มีอยู่ : และภูมิภาค แห่งขุนเขาหิมพานต์ซึ่งราบเรียบ เป็นที่น่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่เที่ยวไปได้ทั้งของ ฝูงลิงและของหมู่มนุษย์ ก็มีอยู่. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๘-๙/๗๐๑-๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1923 ภิกษุ ท. ! ในที่นั้นแหละ พวกพรานวางตังเหนียวไว้ในกลางทางเดิน ของลิง เพื่อดักลิง. บรรดาลิงฝูงนั้น ลิงตัวใด ไม่เป็นชาติลิงโง่ ไม่เป็นชาติ ลิงโลเล, ลิงนั้นเห็นตังเหนียวนั้นแล้ว ย่อมเว้นออกไกลทีเดียว. ส่วนลิง ตัวใดเป็นชาติลิงโง่ เป็นชาติลิงโลเล, ลิงนั้นเข้าไปใกล้ตังเหนียวนั้นแล้ว ก็เอา มือจับดู มือนั้นก็ติดตัง ; มันจึงเอามือข้างที่สองจับด้วยตั้งใจว่าจักเปลื้องมือข้าง ที่ติดตังออก, มือข้างที่สองนั้นก็เลยติดตังเข้าด้วย ; มันจึงเอาเท้าข้างหนึ่งผลัก ด้วยตั้งใจว่า จักช่วยเปลืองมือทั้งสองที่ติดตังออก, เท้านั้นก็เลยติดตังด้วย ; มัน จึงเอาเท้าที่เหลืออีกข้างหนึ่งผลักด้วยตั้งใจว่า จักช่วยเปลื้องมือทั้งสองกับเท้าข้าง หนึ่งออก, เท้าข้างที่สองนั้นก็เลยติดตังเข้าอีก ; มันจึงเอาปากกัดด้วยคิดตาม ประสาของมันว่า จักช่วยเปลื้องมือทั้งสองและเท้าทั้งสองที่กำลังติดตังอยู่ออก, ปากนั้นก็เลยติดตังเข้าอีกด้วย. ภิกษุ ท. ! ลิงตัวนั้นถูกตังเหนียวตรึง ๕ ประการ ด้วยอาการอย่างนี้, นอนถอนใจใหญ่อยู่ ถึงความพินาศย่อยยับแล้ว ตามแต่ นายพรานจะทำประการใด. ภิกษุ ท .! นายพรานแทงลิงตัวนั้นแล้วยกขึ้นจาก ตังไม่ยอมทิ้งที่ไหน หลีกไปสู่ที่ตามต้องการ. ภิกษุ ท .! เพราะข้อที่ลิงเที่ยว ไปในถิ่นอื่น ซึ่งเป็นที่ไม่ควรเที่ยวไป จึงเป็นได้ถึงอย่างนี้ ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เที่ยวไป ในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไป; เมื่อเที่ยวไปในวิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยว ไป มารจักได้ช่องทาง มารจักได้โอกาสทำตามอำเภอใจของมัน. ภิกษุ ท. ! ก็วิสัยอื่นซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไปของภิกษุ เป็นอย่างไรเล่า ? วิสัยอื่นนั้นได้แก่ กามคุณ ๕. กามคุณ ๕ อย่างไรกันเล่า? ห้าอย่างคือ รูป ที่จะพึงเห็นด้วยตา, เสียง ที่จะพึงฟังด้วยหู. กลิ่น ที่จะพึงรู้สึกด้วยจมูก, รส ที่จะพึงรู้สึกด้วยลิ้น, โผฏฐัพพะ ที่จะพึงรู้สึกด้วยกาย, (ทั้ง ๕ อย่างนี้) อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ เป็นสิ่งที่ยั่วยวนชวนให้รัก เข้าไป

น.1924 ตั้งอยู่ด้วยความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ. ภิกษุ ท. ! นี้แล เป็น วิสัยอื่น ซึ่งมิใช่วิสัยควรเที่ยวไปของภิกษุเลย. ลาสึกเพราะติดเมา ๑ ภิกษุ ท .! ความเมาสามอย่างนี้มีอยู่ สามอย่างอะไรกันเล่า ? สาม อย่าง คือ ความเมาว่ายังหนุ่มอยู่ ความเมาว่ายังไม่มีโรคเบียดเบียน ความเมาว่า ยังมีชีวิตอยู่. ภิกษุ ท .! บุถุชนผู้มิได้สดับธรรม มัวเมาด้วยความเมาว่ายังหนุ่มอยู่ ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ. ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว ภายหลังแต่ตายเพราะการ แตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ภิกษุ ท .! บุถุชนผู้มิได้สดับธรรม มัวเมาด้วยความเมาว่ายังไม่มีโรค เบียดเบียน ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติ ทุจริตทางใจ. ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว ภายหลัง แต่ตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ภิกษุ ท .! บุถุชนผู้มิได้สดับธรรม มัวเมาด้วยความเมาว่ายังมีชีวิตอยู่ ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ. ๑. บาลี พระพุทธภาษิต ติก. อํ. ๒๐/๑๘๕/๔๗๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1925 ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว ภายหลังแต่ตายเพราะการ แตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ภิกษุ ท .! ภิกษุ ผู้มัวเมาด้วยความเมาว่ายังหนุ่มอยู่ มัวเมาด้วยความ เมาว่ายังไม่มีโรคเบียดเบียน มัวเมาด้วยความเมาว่ายังมีชีวิตอยู่ ย่อมบอกเลิกสิกขา หมุนกลับคืนไปสู่เพศต่ำแห่งคฤหัสถ์ตามเดิมแล. หมวดที่แปด จบ.

น.1926 ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ! น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด โย สาโร, โส ฐสฺสติ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้. (มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ, ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖) นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น, ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย. (ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖) ๑๗๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต