เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
นัยที่หนึ่ง: นามและรูป. นัยที่สอง: ธรรมชาติน้อมไปตามอารมณ์ และธรรมชาติที่แตกสลายอยู่เป็นปกติ
คือ ใจกับกาย ที่รวมกันทำหน้าที่ อย่างที่ไม่อาจจะแยกกันได้. ความหมายพิเศษของคำ ๆนี้: คือ ของสองอย่างมาร่วมกันทำหน้าที่ จนกลายเป็นของอย่างเดียว; ถ้าแยกกันเมื่อใดก็ไม่อาจทำหน้าที่ใด ๆ. ท่านจึงไม่ถือเอาความหมายของคำ ๆนี้ว่า เป็นของสองอย่าง; แต่เป็นของอย่างเดียว เรียกว่า “นามรูป"; ไม่เรียกว่า นามและรูป (ความหมายทางไวยากรณ์ของคำ ๆนี้ เป็นเอกวัจนะ). ๓. ไวพจน์: ๓.๑ ในภาษาธรรม: คือ คำว่าใจกาย. ๓.๒ ในภาษาคน: คือ คำว่า ชีวิตและร่างกาย
มีส่วนประกอบ: คือธาตุทั้งหก มีวิญญาณธาตุเป็นส่วนสำคัญ ในลักษณะที่เป็นประธาน; มีรูปธาตุ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม เป็นปัจจัยประกอบ; มีอากาศธาตุ(ที่ว่าง)เป็นที่รองรับทั้งหมด
มีลักษณะ: ๕.๑ แห่งสังขารธรรม หรือสังขตธรรม; เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ตามกฎอิทัปปัจจยตา; อย่างตรงกันข้ามกับอสังขตธรรมโดยประการทั้งปวง. แม่บท..นามรูป ๙๐ ๕.๒ หลอกหรือชวนให้ยึดถือว่า "เป็นตัวตนหรือของตน”. ๕.๓ ซ่อนความเป็น อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา
๖.๑ มีอาการของสิ่งที่เป็น อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา; หากแต่ซ่อนไว้จากสายตาของสามัญชน. ๖.๒ มีอาการสามอย่าง: ๑. เป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ. ๒. เป็นไปตามอำนาจของกิเลส. ๓. เป็นไปตามอำนาจของโพธิ
แ บ่งโดยประเภทสอง: ๗.๑ นามรูปที่มีการยึดครองของอุปาทาน ด้วยอำนาจของอวิชชา ซึ่งกำลังเป็นทุกข์อยู่. ๗.๒ นามรูปในขณะที่ไม่ถูกยึดครองด้วยอุปาทาน หรือพ้นจากการถูกยึดครอง คือ นามรูปของพระอรหันต์
๘.๑ นามรูปต้องเป็นสิ่งที่ไม่แยกกัน มิฉะนั้นจะทำอะไรไม่ได้. ๘.๒ นามรูปต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของนามรูป. ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากนามรูป ต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ โดยเฉพาะกฎที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา”
๙.๑ นามรูปเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ และเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม: คือ ต้องอาศัยปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น ตามกฎของ "อิทัปปัจจยตา”. ๙.๒ นามรูปที่เกิดดับอยู่ตามธรรมชาติ ยังมิได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท: คือ ยังไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับอวิชชา เป็นนามรูปที่ยังไม่มีปัญหา หรือจะเรียกว่ายังไม่เกิดก็ ได้; ต่อเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องในกระแสปฏิจจสมุปบาท จึงจะ เรียกว่า เกิดโดยแท้จริง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการดับทุกข์. ๙.๓ นามรูปย่อมสามารถในการรับอารมณ์ แล้วมีการคิด-การพูด-การ กระทำได้ด้วยตัวมันเอง; โดยไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า อัตตา หรือ อาตมัน. ๙.๔ นามรูปเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยปัจจัยซึ่งเปลี่ยนแปลงเรื่อย จึงต้อง เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามปัจจัย. ๙.๕ เมื่อดูด้วยตาจะเห็นว่านามรูปมีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ถือว่านามร
นัยที่หนึ่ง : นามรูปมีหน้าที่ (โดยสมมติ) : ปรุงแต่งสฬายตนะ เพื่อเกิดผัสสะและเวทนาต่อไป. นัยที่สอง : หน้าที่ของมนุษย์ต่อนามรูป : คือ รู้เท่าทันการเกิด ขึ้นของนามรูป และการปรุงแต่งทางนามรูป อันจะนำ มาซึ่งการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์: ได้แก่ ความมีสติ อันจะนำไปสู่ความรู้โดยประจักษ์ว่า นามรูปมิใช่ตน ทุกสถานที่ ทุกเวลา
เปรียบเสมือน : ๑๑.๑ คนสองคน ; คนหนึ่งแข็งแรงตาบอด อีกคนหนึ่งเป็นง่อย ตาดี ; อาศัยเป็นคน ๆ เดียวกัน อาศัยกันไปไหนมาไหนได้ ไปทำอะไรที่ไหนก็ได้. ๑๑.๒ บ่าวพายเรือให้นายนั่ง. ๑๑.๓ อุปมาอย่างสมัยปัจจุบัน: เหมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กับ กระแสไฟฟ้า. แม่บท..นามรูป ๙๒
๑๒.๑ วิญญาณเป็นสมุทัยของนามรูป: เพราะมีการหยั่งลงของ วิญญาณในที่ใด ย่อมมีการตั้งขึ้นของนามรูปในที่นั้น. ๑๒.๒ การประชุมแห่งธาตุหกเป็นสมุทัยแห่งนามรูป. ๑๒.๓ เมื่อจิตมีอารมณ์อันเป็นอัสสาทะแห่งสังโยชน์ ๑ การตั้งขึ้น แห่งนามรูปย่อมมี
๑๓.๑ ความดับไปตามคราวเพราะขาดเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ สังขารธรรมหรือสังขตธรรมทั้งหลาย. ๑๓.๒ เมื่อวิญญาณ (หรือนาม) ดับ นามรูปก็ดับ. ๑๓.๓ เมื่อเห็นความเป็นอนัตตาของนามรูป จนไม่มีความยึดมั่นถือ มั่นในนามรูป; นามรูปก็หมดความหมาย มีค่าเท่ากับดับไป. นี่เป็นอัตถังคมะในความหมายที่ลึก
นัยที่หนึ่ง : นามรูปเป็นอัสสาทะหรือที่ตั้งแห่งอัสสาทะ : โดย ความเป็นที่ตั้งแห่งการยึดถือว่าตัวตนอันเป็นที่รัก ไม่มีอะไรยิ่งกว่าของสามัญสัตว์. นัยที่สอง : นามรูปมีความหมายเท่ากับความหมายของคำว่า ชีวิต : จึงเป็นอัสสาทะสูงสุดของสามัญสัตว์. นัยที่สาม : นามรูปเป็นอัสสาทะสูงสุด : เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทาน
คือ เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน โดยความเป็นตัวตนของตน; เสมือนหนึ่งสุนัขที่กัดเจ้าของของ มันเอง. ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่มีอาทีนวะ. _________________________________________ ๑ สังโยชน์ : ธรรมเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ. (ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม "สังโยชน์สิบ" หน้า ๕๕๘)
๑๖.๑ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นหนทางออกจากโทษหรืออิทธิพล ของนามรูป. ๑๖.๒ การดับอวิชชาเสีย ย่อมเป็นนิสสรณะจากอุปาทานียธรรม ๑ ในทุกความหมายโดยประการทั้งปวง ๑๖.๓ อีกนัยหนึ่ง นิพพานเป็นที่ดับแห่งนามรูป: คือ ดับปัญหา ทุกข์โทษทุกอย่างเกี่ยวกับนามรูป
เพื่อไม่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ : ๑๗.๑ การปฏิบัติอย่างถูกต้องตามปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร (ฝ่ายดับ). ๑๗.๒ การปฏิบัติตามอริยอัฏฐังคิกมรรค ย่อมสกัดกั้นความทุกข์ทั้ง ปวงอันจะเกิดจากนามรูป. ๑๗.๓ การปฏิบัติเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นในนามรูป
๑๘.๑ อานิสงส์โดยตรงไม่มี. อานิสงส์โดยอ้อม : คือ เป็นวัตถุแห่ง การศึกษาเพื่อทำให้แจ้งแห่งพระนิพพาน; หรือ ความสิ้นสุด แห่งนามรูปเอง. ๑๘.๒ อานิสงส์ของการหลุดพ้นจากนามรูป: คือการดับทุกข์ทั้ง ปวง
สู่ความยึดมั่นในนามรูป : คือ ความ หลงใหลในอัสสาทะของนามรูปด้วยอำนาจของอวิชชา
นามรูปโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: ในการปล่อยวางนามรูป : คือ วิชชา และวิปัสสนาญาณทุกระดับ. _________________________________________ ๑ อุปาทานียธรรม : ธรรมหรือสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตน ได้แก่ ขันธ์ห้า อายตนะและสิ่งที่เนื่องด้วยอายตนะทุกหมวดทุกประเภท. แม่บท..นามรูป ๙๔ ๒๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม: ๒๑.๑ ภาษาคน: กายและใจของคน. ภาษาธรรม: ธาตุตามธรรมชาติ ไม่มีความหมายแห่ง ความเป็นคน. ๒๑.๒ ภาษาคน: ตัวกู ของกู. ภาษาธรรม: ธาตุตามธรรมชาติ ที่บุคคลถือเอาเป็นตัวกู ของกู. XXX ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ๒. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๓. โอสาเรตัพพธรรม XXX
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓, ๒๑ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ