Buddhadasa.org
หนังสือในปฏิทินพุทธทาสชุดธรรมโฆษณ์🔎 อรรถานุกรม

🔎 อรรถานุกรม

คำแม่บท ๕๔ คำ · ศัพท์ ๑๐๓ · หมวดธรรม ๕

“ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม” (พ.ศ. ๒๕๓๓) คือพจนานุกรมประมวลคำศัพท์สำคัญจากชุดธรรมโฆษณ์ โดยมีท่านพุทธทาสเป็นองค์ที่ปรึกษา · ทุกคำอธิบายด้วย อรรถลักษณะ ๒๑ แง่มุม ตั้งแต่คำแปลตามตัวอักษร ความหมาย ไวพจน์ องค์ประกอบ โทษ อานิสงส์ ไปจนถึงภาษาคน-ภาษาธรรม

เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า

คำแม่บท

กรรม · ไวพจน์: กรรมของพุทธศาสนา, กรณ, ปฏิบัติ, ปฏิปทา
คือ กระทำ. · คือ กระทำโดยเจตนา: เรียกว่า กรรม; มีผล เป็นวิบาก. (ถ้ากระทำโดยไม่เจตนา: เรียก
กาม · ไวพจน์: กามคุณ, กามตัณหา, กามภพ, นันทิ
คือ ความใคร่. · หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นความใคร่. ส่วนใหญ่ หมายถึง ความรู้สึกเกี่ยวกับเพศ
กิเลส · ไวพจน์: การละกิเลส, โลภ โกรธ หลง, มลทิน, มละ
๑.๑ สิ่งที่ทำความเศร้าหมอง. ๑.๒ สิ่งเศร้าหมอง. ๑.๓ ของสกปรก. ๑.๔ สิ่งที่ทำความสกปรก. · ๒.๑
ขันธ์
คือ ส่วน, กลุ่ม, กอง. · คือ ส่วนที่ต้องประกอบกันเข้ากับส่วนอื่น ๆ จนเกิดเป็นอัตภาพของบุคคล
จิต · ไวพจน์: จิตต์, จิตใจ, ดวงจิต, หทัย
คือ คิด, ก่อ, วิจิตร. · คือ เป็นธาตุที่นึกคิดได้, รู้สึกอารมณ์ได้, สำหรับจะมาประกอบกันเข้า
ชาติ · ไวพจน์: การเกิด, ความเกิด, ชาติความเกิด, ออกจากครรภ์
คือ การเกิด. · ๒.๑ การเกิดทางวัตถุ: เกิดจากสิ่งที่เป็นแม่ทางกายหรือ ทางวัตถุ. ๒.๒ การเกิดท
ชีวิต · ไวพจน์: ชีวิตนี้, การดำเนินชีวิต, ชีวิตประจำวัน
คือ มีชีว. (สิ่งที่เชื่อถือกันในอินเดียแต่โบราณ ว่า เป็นอัตตา, ตัวตน, บุรุษ, บุคคล). · นัย
ตถตา · ไวพจน์: ธาตุรู้, ธรรมชาติดั้งเดิม, ธรรมชาติของธรรมชาติ, ธัมมัฏฐิตตา
คือ ความเป็นเช่นนั้นเอง (ไม่อาจจะถูกปรุง แต่งหรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น). · เช่นนั้น (ตถา);
ตัณหา · ไวพจน์: ความอยาก, ภวตัณหา, วิภวตัณหา, โลภะ
คือ ยางเหนียว. · ๒.๑ ต้องการด้วยอำนาจของอวิชชา เป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ. ๒.๒ กิเลสที่นำ
ทาน · ไวพจน์: การให้, จาคะ, บริจาค, การเสียสละ
คือ การให้, สิ่งที่ให้, สถานที่ให้. · ๒.๑ เพื่อช่วยเหลือ. ๒.๒ เพื่อบูชาคุณ. ๒.๓ เพื่อลดกิเ
ทุกข์ · ไวพจน์: ความทุกข์, ทุกขัง, ทุกขเวทนา, กองทุกข์
คือ ทนยาก, ดูแล้วน่าเกลียด, ว่างอย่างน่าเกลียด. · ๒.๑ เจ็บปวดทรมาน แม้แต่ความสุขก็ยังต้องท
ธรรม · ไวพจน์: ธรรมะ, ธัมมะ, ธรรมทั้งปวง, สิ่งทั้งปวง
ปรมัตถ คือ ธรรมชาติที่มีความหมายอันลึกซึ้ง. · ปรมัตถ ๒.๑ ความมีอยู่จริงของธรรมชาติทั้งหลาย
ธาตุ · ไวพจน์: ธาตุ ๔, มหาภูตรูป, ธาตุทั้งหลาย, ธาตุแท้
คือ สภาพที่มีการธำรงอยู่ ในลักษณะที่ทรงไว้ ซึ่งตัวเองและสิ่งอื่น. (ธร-ธาตุ ในความหมายว่า "
นรก · ไวพจน์: ทุคติ, อบาย, นิริย, อบายภูมิ
คือ ไร้ความเจริญ, ไร้หนทางแห่งความเจริญ. · คือ ภาวะยอดสุดแห่งสิ่งไม่พึงปรารถนา (มิใช่ เมือ
นามรูป · ไวพจน์: นาม-รูป, รูปนาม, กายกับใจ, ในภาษาธรรม
นัยที่หนึ่ง: นามและรูป. นัยที่สอง: ธรรมชาติน้อมไปตามอารมณ์ และธรรมชาติที่แตกสลายอยู่เป็นปก
นิพพาน · ไวพจน์: ความน่าอัศจรรย์บางประการของนิพพาน, คุณวิเศษแห่งพระนิพพาน, ชีวิตกับนิพพาน, ธรรมอันอจินไตย
คือ ดับไม่เหลือ (แห่งความร้อน). · ๒.๑ การดับแห่งความร้อน คือกิเลส (Quenching of defilement
นิวรณ์ · ไวพจน์: นิวรณ์ ๕, เครื่องกั้นจิต, อุปสรรค, ข้าศึก
คือ เครื่องปิดกั้น. · คือ เครื่องปิดกั้นหนทางแห่งความเจริญ: คือ ความดี, ความสงบ และนิพพาน;
บาป · ไวพจน์: ความชั่ว, อกุศล, บาปกรรม, ความน่าเกลียด
คือ ธรรมชาติอันบุคคลพึงทำตนให้ห่างไกล. · ๒.๑ สิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง, เลวทราม, ชั่วช
บุญ · ไวพจน์: ความดี, บุญกุศล, การทำบุญ, กุศล
คือ ธรรมชาติเป็นเครื่องชำระสันดานแห่งตน. · ๒.๑ โดยเหตุ: เครื่องชำระบาป, เครื่องให้เกิดสุข.
ปฏิจจสมุปบาท · ไวพจน์: ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
ปรมัตถธรรม · ไวพจน์: ปรมัตถ์, ปรมัตถธรรม ๔, โลกุตตรธรรม
คือ ธรรมชาติที่มีความหมายอันลึกซึ้ง. · ๒.๑ ความมีอยู่จริงของธรรมชาติทั้งหลายอันลึกซึ้ง. ๒.
ปัญญา · ไวพจน์: ความรู้แจ้ง, ชานนา, ภูริ
คือ รู้ทั่วหรือรู้รอบ. · คือ ความรู้ที่ถูกต้องครบถ้วนตามที่ควรจะรู้ (แก้ปัญหาได้หรือดับทุก
ผัสสะ · ไวพจน์: ผัสสา, อายตนสัมผัส, สัมผัส 6, สัมผัส
คือ การกระทบ. · คือ การถึงกันเข้าระหว่างจิตที่จะเป็นผู้รู้สึก (อาย- ตนะภายใน); กับสิ่งที่จ
พรหมจรรย์ · ไวพจน์: บรรพชา, การถือศีล, สมณธรรม, อริยอัฏฐังคิกมรรค
คือ การประพฤติอย่างพรหม. · ๒.๑ แบบแห่งการครองชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ ชนิดที่กิเลสและความทุก
พัฒนา · ไวพจน์: การพัฒนา, พัฒนาการ, ความเจริญ, วัฒนา
คือ ถือว่ามาจากคำบาลีว่า "วฑฺฒน" แปลว่า ความมีมากขึ้น ๆ. · ๒.๑ ถือว่ามาจากภาษาบาลี คือคำว่
พุทธะ · ไวพจน์: สัพพัญญู, โลกนาถ, ศาสดา, มุนี
คือ ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน. · ๒.๑ เป็นผู้รู้สิ่งที่ควรรู้ คือสิ่งที่ดับทุกข์ได้; รู้ส
มนุษย์ · ไวพจน์: ความเป็นมนุษย์, มนุษย์ธรรม, ปุคคล, ปุริส
คือ มีใจสูง; อีกความหมายหนึ่ง เหล่ากอ ของมนู. · ๒.๑ ความหมายทางฝ่ายวัตถุหรือทางกาย : มีรูป
วิชชา · ไวพจน์: วิชชา ๓, วิชชา ๘, ปัสสนา
คือ ความรู้ถูกต้อง แจ่มแจ้ง วิเศษ (คือดับ ทุกข์ได้). · คือ ความรู้ในสิ่งที่ควรรู้: คือ รู้
วิญญาณ · ไวพจน์: วิญญาณขันธ์
คือ รู้แจ้ง รู้อย่างวิเศษ รู้ต่าง ๆ และสิ่งที่ ต้องรู้แจ้ง (หมายถึงนิพพาน). · มีหลายความหม
วิปัสสนา · ไวพจน์: วิปัสสนาของพุทธศาสนา, การเห็นแจ้ง, ญาณ
๑.๑ การเห็นแจ้ง. ๑.๒ การเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาที่ทำงานร่วมกับสมาธิ. ·
วิมุตติ · ไวพจน์: โมกข, อนุปาทาน, สุทธิ, อนาลย
คือ ความหลุดพ้นวิเศษ; ความหลุดพ้นสิ้นเชิง. · ๒.๑ หลุดพ้นจากกิเลส จากความทุกข์. ๒.๒ หลุดพ้น
ศรัทธา · ไวพจน์: ความเชื่อ, สัทธา, อธิโมกข์, สัทธินทรีย์
คือ ทรงตัวเอง แต่คนทั่วไปแปลว่าความเชื่อ. · ๒.๑ ความเชื่อที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเองโดยรู
ศาสนา · ไวพจน์: พระศาสนา, ศาสนาทั้งหลาย, สาสนา, อริยวินัย
คือ คำสั่งสอน. · ๒.๑ คำสั่งสอนที่ได้รับการยอมรับ จนเกิดเป็นสถาบันขึ้นในจิตใจของ มนุษย์; ส่
ศีล · ไวพจน์: ศีล ๕, ความปกติ, สีล
คือ ปกติ. · ๒.๑ การกระทำที่ทำให้เกิดความปกติหรือสงบ. ๒.๒ ภาวะแห่งความปกติ
ศีลธรรม · ไวพจน์: ศีลธรรมอันดี, ศีลธรรมของโลก
๑.๑ ภาวะแห่งความปกติ. ๑.๒ ธรรมที่ทำความปกติ. ๑.๓ ธรรมที่เป็นความปกติ. · ๒.๑ ศีลธรรมในความห
สติ · ไวพจน์: อัปปมาท, ชาครธรรม
คือ แล่นไปเร็ว. · คือ ความระลึกได้เร็วหรือทันเวลา ในการนำมาซึ่ง ปัญญา
สมาธิ · ไวพจน์: สมาธิภาวนา, จิตตั้งมั่น, เอกัคคตา, สมถภาวนา
คือ ตั้งมั่น หรือตั้งมั่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ. · ๒.๑ เอกัคคตาจิตมีอารมณ์เดียวคือนิพพาน. ๒.๒ ภ
สวรรค์ · ไวพจน์: สวรรค์ในอก, เทวโลก, สุคติ, สคฺค
คือ สิ่งเกาะเกี่ยว หรือสามารถเกาะเกี่ยว. · นัยที่หนึ่ง: ภพหรือโลกที่เป็นอยู่แห่งสัตว์: ได้
สังขาร · ไวพจน์: สังขารธรรม, สังขารทั้งปวง, การปรุงแต่ง, สังกร
คือ กระทำพร้อม คือ ปรุง. · มีสามอย่าง: คือ ความหมายแห่งผู้ปรุง, สิ่งที่ ถูกปรุง, การปรุง;
สังฆะ · ไวพจน์: สงฆ์, พระสงฆ์, หมู่สงฆ์, สังฆรัตนะ
คือ หมู่. · คือ หมู่คณะของพระอริยเจ้า และผู้พยายามเพื่อ ความเป็นพระอริยเจ้า
สันโดษ · ไวพจน์: ความยินดีตามมีตามได้, ปีติ
คือ ยินดี ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่. · คือ ความยินดีหรืออิ่มใจในสิ่งที่มีอยู่ เพื่อเป็น กำลัง
สิกขา
คือ ศึกษา. · ๒.๑ อรรถะที่สมบูรณ์ที่สุดตามความหมายของบาลีคำนี้คือ: ดู ตัวเอง ในตัวเอง เห็นต
สุข · ไวพจน์: ความสุข, สุขเวทนา, โลกิยสุข, สัปปายะ
คือ ทนง่าย (ทน สบาย), ดูแล้ว ไม่น่าเกลียด,ว่าง อย่าง ไม่น่าเกลียด. · ๒.๑ ความรู้สึกที่สามั
สุญญตา · ไวพจน์: ความว่าง, ความว่างถูกต้อง ๑๐ อย่าง, ความว่างที่ถูกต้อง, จิตว่าง
คือ ความว่าง. · ๒.๑ โดยธรรมชาติ : ว่างจากตัวตน; ความหมายแห่งตัวตนและของตน. ๒.๒ โดยเหตุ : ว
อตัมมยตา · ไวพจน์: อนิมิตตํ, วิมุตติ, อรหัตตมรรค, วิราค
คือ ความไม่สำเร็จมาจากปัจจัยนั้น ๆ. · คือ ภาวะของจิตที่อะไร ๆปรุงแต่งให้ผิดไป จากความถูกต้
อนัตตา · ไวพจน์: ตถาตา
คือ มิใช่ตัวตน. · คือ ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตน: เป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ; แต่มีปรา
อนิจจัง · ไวพจน์: อนิจจตา, ความไม่เที่ยง, อนิจจา, อตถา
คือ ไม่เที่ยง, ไม่แน่นอน, ไม่ตายตัว. · คือ เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัย อยู่:
อรหันต์ · ไวพจน์: พระอรหันต์, อรหัตต์, ความเป็นพระอรหันต์, ไกลจากกิเลส
๑.๑ ไกลจากกิเลส. ๑.๒ หักวงล้อแห่งวัฏฏะ. ๑.๓ ไม่มีความลับ. ๑.๔ ควรแก่การเทิดทูน. (เป็นคำเก่
อริยมรรค · ไวพจน์: มรรคมีองค์แปด, อัฏฐังคิกมรรค, มรรค ๘, อริยมรรคมีองค์ ๘
อวิชชา · ไวพจน์: อญาณะ, อัญญาณะ, มิจฉาญาณะ, โมหะ
คือ ไม่มีวิชชา. · ๒.๑ ความปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง. ๒.๒ ความไม่รู้เรื่องความทุกข์และความดั
อัตตา
คือ ตน. · คือ ความรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า เป็นตัวกู "ผู้" ที่จะกระทำกิริยาอาการทุกอย่างที่จะ
อายตนะ · ไวพจน์: สฬายตนะ, อายตนะภายใน, อายตนะภายนอก, อายตนะ ๖
คือ สิ่งหรือเครื่องเชื่อมต่อ การติดต่อ ทาง ติดต่อ หรือบ่อเกิด. · แบ่งเป็นสามนัย: นัยที่หนึ
อิทัปปัจจยตา · ไวพจน์: ธัมมัฏฐิตตา, อวิตถตา, อนัญญูถตา, ยถาปัจจยปวัตตนตา
คือ ความมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. · ๒.๑ ทุกสิ่งมีปัจจัยแห่งกา
อุปาทาน · ไวพจน์: อุปาทานสี่, ความยึดมั่นถือมั่น, การฝังตัวเข้าไป, อภินิเวส
คือ การเข้าไปยึดถือเอา (ด้วยจิตใจว่าตัวตน). · คือ ความยึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจที่ ประกอบอยู

หมวดธรรม ๕ ชุด

ชุดธรรมที่นับองค์ได้ — ยกมาครบตามเล่ม

วิโมกข์แปด

เป็นธรรมที่ให้พ้นจากอิทธิพลของกิเลสทั้งหลาย ได้แก่: ๑. ผู้มีรูป (ซึ่งเป็นอารมณ์ของสมาธิ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (อันเป็นสมาธินิมิตเหล่านั้น). ๒. ผู้ไม่มีสัญญาในรูป ซึ่งเป็นภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก. ๓. เป็นผู้น้อมใจด้วยความรู้สึกว่า "งาม" เท่านั้น. ๔. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง; เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย; เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาทั้งหลาย; เป็นผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด". ๕. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง วิญญานัญจายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สุด". ๖. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี". ๗. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ; มีภาวะแห่งผู้มีสัญญาก็มิใช่ ผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่. ๘. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ; มีภาวะดับเสียซึ่งสัญญาและเวทนา. ทั้งหมดนี้เรียกว่าวิโมกข์แปด

สังโยชน์สิบ

ธรรมเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ เรียกว่าสังโยชน์ มีสิบคือ : ๑. สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่ากายนี้ของตน. ๒. วิจิกิจฉา: ความไม่แน่ใจ ลังเลสงสัยในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่ง. ๓. สีลัพพตปรามาส: การถือเอาความหมายของศีลและพรต ผิดไปจากความ หมายที่แท้จริงของศีลและพรตนั้น ๆ. สามอย่างนี้ผู้ที่ละได้ ย่อมถึงความเป็นโสดาบัน. ถ้าละราคะ โทสะ โมหะเพิ่มขึ้นไปได้เป็นพิเศษอีกบางส่วน ย่อมถึงความเป็น สกิทาคามี. ๔. กามราคะ: ความกำหนัดยินดีในกาม. ๕. ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งแห่งจิตด้วยอำนาจโทสะ. ผู้ที่ละได้ทั้งห้าอย่างย่อมถึงความเป็น อนาคามี. ๖. รูปราคะ: ความกำหนัดยินดีในความสุขอันเกิดจากรูปธรรมล้วน ๆ. ๗. อรูปราคะ: ความกำหนัดยินดีในความสุขอันเกิดจากอรูปธรรม. ๘. มานะ: ความสำคัญตนว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่อย่างไร (ในการเปรียบเทียบกับ ผู้อื่น). ๙. อุทธัจจะ: ความหวั่นไหวแห่งจิตเมื่อมีอารมณ์ใหญ่มากระทบ. ๑๐. อวิชชา: ภาวะเดิมของจิตที่ปราศจากความรู้ในสิ่งที่ควรรู้. ผู้ละได้ทั้งสิบนี้ย่อมถึงความเป็นพระอรหันต์

สัปปุริสธรรมเจ็ด

เป็นหลักธรรมที่จำเป็นแก่ทุกคน ผู้ประสงค์จะอยู่อย่างไม่มีอุปสรรค แต่มีความเจริญงอกงามก้าวหน้า ทั้งในวิสัยโลกและวิสัยธรรม มีอยู่เจ็ดประการคือ: ๑. ธัมมัญญู: ความเป็นผู้รู้จักเหตุ ว่าเหตุนี้จะให้เกิดผลอย่างไร. ๒. อัตถัญญู: ความเป็นผู้รู้จักผล ว่าผลนี้เกิดมาจากเหตุอะไร. ๓. อัตตัญญู: ความเป็นผู้รู้จักสถานะแห่งตนตามวิสัยโลก ว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่ อย่างไร. ๔. มัตตัญญู: ความเป็นผู้รู้จักอัตราที่ถูกต้องพอดีแห่งกรณีนั้น ๆ ที่ตนจะต้องเกี่ยวข้อง ๕. กาลัญญู: ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ ตามที่ตนจะต้องเกี่ยวข้อง. ๖. ปริสัญญ: ความเป็นผู้รู้สิ่งควรรู้ทุกแง่ทุกมุมของสังคมที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง. ๗. ปุคคลปโรปรัญญู: ความเป็นผู้รู้สิ่งควรรู้เกี่ยวกับบุคคลแต่ละคน ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง. ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ย่อมปราศจากอุปสรรค มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว

สัมมัตตะสิบ

คือภาวะแห่งความถูกต้องสิบประการ. เพิ่มจากความถูกต้องที่เป็น เหตุแปดประการ คืออริยมรรคมีองค์แปด ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว อีกสองความถูกต้องซึ่งเป็นผลคือ: สัมมาญาณะ : ความถูกต้องของญาณ (คือความรู้อันเป็นผลของการปฏิบัติ) ; ซึ่งสรุปไว้เป็นสองขั้นตอนคือ ญาณที่แสดงลักษณะหรือความจริง ของธรรมชาติ เรียกว่าหมวดธัมมัฏฐิติญาณ : ตั้งต้นที่การเห็น อนิจจังไปตามลำดับ และญาณที่เป็นผลของการรู้ความจริงของธรรมชาติ เรียกว่า หมวดนิพพานญาณ ตั้งต้นที่นิพพิทาญาณ และ สัมมาวิมุตติ : การหลุดพ้นที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือตามหลักพระพุทธศาสนา. สัมมัตตะสิบ คือรูปโครงของพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ทั้งส่วนเหตุและส่วนผล พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบสัมมัตตะสิบว่าเทียบได้กับ "โธวนะ" น้ำล้างบาปของศาสนาพราหมณ์ (ซึ่งเป็นคู่แข่งขัน) ที่ใช้รดบุคคลหรือซากศพให้หมดบาป. อีกทางหนึ่งตรัสเปรียบเทียบสัมมัตตะสิบว่าเป็น "วิเรจนะ” คือยาถ่าย หมายถึงถ่ายบาปออกไปหมดสิ้น และเป็น "วัมมนะ” คือยาทำให้อาเจียน หมายความว่าอาเจียนบาปออกมาหมด. เหล่านี้เป็นอุปมาและคุณค่าของสัมมัตตะสิบ. (ดูรายละเอียดจากธรรมโฆษณ์ : สันติภาพของโลก ) ๕๖๐ หมวดธรรม ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม

อานาปานสติ

การปฏิบัติจิตตภาวนาที่ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ ประกอบด้วย : หมวดที่หนึ่ง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักลมหายใจยาว, รู้จักลมหายใจสั้น, รู้ จักลมหายใจเนื่องกับกาย, รู้จักทำลมหาย ใจให้สงบรำงับ. หมวดที่สอง เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักปีติ, รู้จักสุข, รู้จักปีติและสุขเป็นเครื่อง ปรุงจิต, รู้จักรำงับกำลังของปีติและสุข (รู้จัก ทำเวทนาให้สงบรำงับ). หมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักจิตทุกชนิด, รู้จักทำจิตให้ปราโมทย์, ตั้งมั่น และปล่อยวาง. หมวดที่สี่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน: เห็นแจ้งอนิจจัง, เห็นแจ้งวิราคะ, เห็นแจ้ง นิโรธะ และ ปฏินิสสัคคะ. (ดูรายละเอียดจากธรรมโฆษณ์: อานาปานสติภาวนา ) ทั้งหมดของพระธรรมที่ต้องรู้เพื่อดับทุกข์ได้ พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียนในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติ คือ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ปฏิเวธ คือ ผลของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ศีล เป็นบาทฐานของสมาธิ สมาธิ เป็นบาทฐานของปัญญา ปัญญา เป็นความรู้แจ้งในสัจจธรรม เก้า "ตา" ๑. อนิจจตา ความเป็นอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความน่าเกลียด ความขมขื่น ความทรมาน ที่ต้องเผชิญอยู่กับความไม่เที่ยง ๓. อนัตตตา ความไม่มีตัวตน ที่สามารถต่อต้านอนิจจตา ทุกขตา สำหรับจะยึดมั่นถือมั่นเป็นที่พึ่งได้ ๔. ธัมมัฏฐิตตา ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ๕. ธัมมนิยามตา ความเป็นไปตาม "กฎเกณฑ์ของธรรมดา" ๖. อิทัปปัจจยต

คำอธิบายศัพท์ ๑๐๓ ศัพท์

ศัพท์ประกอบที่ใช้ในเล่ม

กายกรรมสามคือ

เจตนาเว้นจากการประทุษร้ายชีวิต, การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้, การประทุษร้ายในของรักของใคร่ของผู้อื่น. ๒

กาลามสูตร กาลามสูตร

หลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า: ให้ทุกคนถือในการเลือกสิ่งที่จะเชื่อ

กุศลกรรมบถสิบ กุศลกรรมบถสิบ

ทางแห่งกุศลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ, แบ่งเป็นสามทางคือ

ขันติ

อดทนเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาจากการกระทำ หรือที่เกี่ยวกับการกระทำ (อีกนัยหนึ่งคำนี้ แปลว่า ความสมควรที่จะได้รับผลของการกระทำอันเกิดมาจากความอดทนถึงที่สุดก็ได้). ๔

ขันธ์ห้า ขันธ์ห้า

คือ รูปธรรมและนามธรรมที่ถูกแบ่งเป็นห้ากอง ได้แก่: ๑. รูป และสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับรูป: รวมเรียกว่า รูปขันธ์ . ๒. ความรู้สึกที่มาจากการสัมผัสทั้งปวง: เรียกว่า เวทนาขันธ์ . ๓. ความมั่นหมายในเวทนาขันธ์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกันกับเวทนาขันธ์ทั้งปวง: เรียกว่า สัญญาขันธ์ . ๔. ความคิดที่จะเป็นไปตามสัญญาขันธ์ และปัจจัยต่าง ๆที่แวดล้อมกันอยู่: เรียกว่า สังขารขันธ์ . ๕. ความรู้แจ้งเมื่อมีการกระทบทางอายตนะภาย

ครูติ

อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. กาลามสูตรไม่ให้เชื่องมงายโดยอาการสิบอย่างนี้. แต่ให้เชื่อเหตุผลที่แสดงให้เห็นอยู่ในคำกล่าวนั้น ๆ; จนถึงกับว่านำไปลองปฏิบัติดู; เห็นจริงแล้วจึงเชื่อโดยสมบูรณ์. ☸

คำอธิบายศัพท์ สมาบัติ

การที่จิตเข้าไปหยุดอยู่ในฌานใดฌานหนึ่ง หรือว่าในสิ่งที่เสมือนฌานใด ฌานหนึ่ง

คือ

๑. โดยความเป็นของไม่เที่ยง. ๒. โดยความเป็นทุกข์. ๓. โดยเป็นโรค. ๔. โดยเป็นหัวฝี. ๕. โดยเป็นลูกศร. ๖. โดยเป็นค้อนทุบหัว. ๗. โดยเป็นอาพาธ (คือ ทุพพลภาพ ผิดจากความเป็นปกติ). ๘. โดยเป็นข้าศึก. ๙. โดยเป็นเครื่องแตกทำลาย. ๑๐. โดยเป็นของว่าง. ๑๑. โดยเป็นของไม่ใช่ตน

ฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรม

ธรรมะสำหรับฆราวาส

จาคะ

สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่สัจจะ ทมะ ขันติ อยู่ตลอดเวลา. อีกนัยหนึ่งคำว่า ฆราวาสธรรมนี้ อาจจะใช้ให้มีความหมายสูงไปในทางโลกุตตระก็ได้; คือ แปลคำคำนี้ว่า ธรรมสำหรับฆราวาสปฏิบัติเพื่อพ้นจากความเป็นฆราวาส; โดยเฉพาะคือ ปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค โดยอาศัยธรรมทั้งสี่นี้เป็นหลัก. ☸ บุญกิริยาวัตถุสิบ

ชนิด

ชนิดแรกยังไม่เกิดความยึดถือว่าของตนหรือแก่ตน ก็เป็นการเจ็บปวดทาง กายล้วน ๆ นี้เรียกว่า ศรดอกแรก. ครั้นมีความยึดถือว่า ความเจ็บหรือ ความทุกข์เป็นของตนก็เจ็บปวดถึงที่สุด นี้เรียกว่า ศรดอกที่สอง. ความรู้ เรื่องสุญญตาไม่ทำให้เกิดการยึดถือว่าความเจ็บของตน จึงเรียกว่าป้องกัน ไม่ให้ถูกศรดอกที่สอง

ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาท ๒๔ (ปฏิจจสมุปบาท ซ้อน ปฏิจจสมุปบาท) [ตรัสไว้ในบาลี ตติยสูตร ทสพลวรรค, สํ, ๑๖/๓๕/ ๖๔] ◯ ◯ อวิชชา นิพพาน ↓ ↑ สังขาร ขยญาณ ↓ ↑ วิญญาณ วิมุติ ↓ ↑ นามรูป วิราคะ ↓ ↑ อายตนะ นิพพิทา ↓ ↑ ผัสสะ ยถาภูตญาณทัศนะ ↓ ↑ เวทนา สมาธิ ↓ ↑ ตัณหา สุข ↓ ↑ อุปาทาน ปัสสัทธิ ↓ ↑ ภพ ปีติ ↓ ↑ ชาติ ปราโมท ↓ ↑ ชรามรณะ สัทธา ↘ ทุกข์ ↗ [เพชรในหัวคางคก] ใครหาพบได้ ◯ เขาสบายเลย !

ตกุกเหตุ

อย่าเชื่อเพราะเหตุว่ามันถูกต้องตามเหตุผลของการคิดอย่างตรรก (logic). ๖. มา

ทมะ

การบังคับใจให้กระทำสิ่งที่ต้องกระทำให้ดีที่สุด

ทิฏฺฐินิชฺฌานกุขนฺติยา

อย่าเชื่อเพราะข้อนี้มันทนได้ต่อการเพ่งของเรา. ๙. มา

นยเหตุ

อย่าเชื่อเพราะเหตุว่ามันถูกต้องตามเหตุผลของการคิดทางนย (philosophy). ๗. มา

บุญกิริยาวัตถุสิบคือ

๑. ทาน การให้. ๒. ศีล การทำกาย วาจา ให้รำงับ. ๓. ภาวนา การทำจิตให้เจริญ. ๔. การอ่อนน้อมถ่อมตน. ๕. การช่วยเหลือในกรณีที่ควรช่วย. ๖. การให้ส่วนบุญ. ๗. การอนุโมทนาบุญ. ๘. การฟังธรรม. ๙. การสอนธรรม. ๑๐. การทำความเห็นให้ตรง. ☸ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทแบบที่รู้จักกันทั่วไป : มีสิบเอ็ดอาการ

ปฏิจจสมุปบาทแบบพิสดาร

ชื่อว่า อุปนิสธรรม เป็นปฏิจจสมุปบาท ซ้อนปฏิจจสมุปบาท มียี่สิบสามอาการ ยี่สิบสี่ปฏิจจสมุปปันนธรรม

ปรมฺปราย

อย่าเชื่อเพราะสักว่าทำตาม ๆ กันมา. ๓. มา

ปิฎกสมุปทาเนน

อย่าเชื่อเพราะว่าข้อความนี้มีที่อ้างอยู่ในปิฎก. ๕. มา

ภพฺพรูปตาย

อย่าเชื่อเพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ. ๑๐. มา สมโณ โน

ภวตัณหา

ตัณหาในภพ (ความมี,ความเป็น)

ภาวิตญาณ

ญาณอันได้ทำให้เจริญขึ้นแล้ว

ภาษาคน

ได้แก่เวียนว่าย อยู่ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ภาษาธรรม

ได้แก่เวียนว่ายอยู่ในวงกลมของกิเลส กรรม วิบาก

มมังการ

การกระทำความสำคัญว่า ของฉันหรือของกู

มัณฑะ

โอชาแห่งโครสชั้นสุดยอด

มัธยัสถ์

ตั้งอยู่หรือมีอยู่ในท่ามกลาง; มีความหมายอย่างเดียวกับมัชฌิมา; คือ ถูกต้องพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่หย่อน ไม่ตึง

มิได้มีอยู่ตลอดเวลา

แต่เกิดขึ้นตามขั้นตอนแห่งการปรุงแต่งตามกฎอิทัปปัจจยตา: เป็นขั้นตอนตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง. ขันธ์ห้าเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน; จนได้นามว่า " อุปาทานขันธ์ห้า ". เมื่อไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือเรียกว่า " ขันธ์ห้าล้วน ๆ ". ☸

มุนี

ผู้รู้ และมีคุณสมบัติตามความรู้นั้น อีกความหมายหนึ่งคือ ผู้นิ่งเพราะไม่มีสิ่งรบกวน

มโนกรรมสามคือ

ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา, ไม่คิดร้ายผู้อื่น และความเห็นชอบถูกตามทำนองคลองธรรม. ☸

ยถาภูตญาณทัสสนะ

การเห็นถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นอะไร; ถ้าเป็นเรื่องธรรม คือเห็นไตรลักษณ์, ปฏิจจสมุปบาท; ถ้าเป็นเรื่องทางโลก ก็รู้เรื่องสิ่งนั้น ๆอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง

ยถาภูตสัมมัปปัญญา

ปัญญาที่รู้เห็นถูกต้องตามเป็นจริงในธรรมทั้งปวง. โยนิโสมนสิการ: ตามตัวหนังสือแปลว่า การทำในใจถึงต้นเหตุหรือโดยเหตุ (โยนิ แปลว่า เหตุ หรือแดนเกิด). แต่เรามาใช้คำแปลกันเสียว่า การทำในใจโดยแยบ คาย; ได้แก่การพิจารณาถึงต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง โดยโยนิโสมนสิการ- ตัพพธรรม. โยนิโสมนสิการตัพพธรรม: ธรรมที่ควรกระทำด้วยโยนิโสมนสิการ: กล่าวคือการกระทำ ในใจโดยแยบคายที่เกี่ยวกับการพิจารณา ขันธ์, ธาตุ, อายตนะ. มีหลัก

รชนียธรรม

ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีทางกามารมณ์; ทั้งที่เป็นอย่างของ มนุษย์ และอย่างของทิพย์ (เทวดา)

รูปฌาน

ความเป็นสมาธิที่มีรูปภพเป็นอารมณ์

รูปภพ

ภพที่เอารูปเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนด

รูปายตนะ

สิ่งที่สัมผัสได้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

รูปาวจรภูมิ

ภาวะของจิตประเภทที่ท่องเที่ยวไปในรูปธรรมที่ปราศจากกาม

ลูกศรดอกที่สอง

ก่อนอื่นต้องรู้เสียก่อนว่า ความเจ็บปวดหรือความทุกข์มีอยู่ ๒

วจีกรรมสี่คือ

เจตนาเว้นจากการพูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ. ๓

วัฏฏคามินีปฏิปทา

ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อวัฏฏะ คือวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ

วัฏฏสงสาร

การว่ายเวียนที่เป็นวงกลม (ดูรายละเอียดที่คำว่า สังสารวัฏฏ์)

วิจักขณญาณ

ญาณเห็นโดยประจักษ์แก่จิต; ได้แก่การเห็นอย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนทันควัน และอย่างมีปฏิภาณไหวพริบเต็มที่

วิญญานัญจายตนะ

อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด"

วิราคะ

ปราศจากราคะ เครื่องย้อมจิต; คือปราศจากความกำหนัดยินดี, ตัณหา, อุปาทาน; อันเป็นเครื่องย้อมจิตใจไว้กับความทุกข์

วิวัฏฏคามินีปฏิปทา

ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ คือออกจากวัฏฏะ

วิสุทธิขันธ์

ขันธ์บริสุทธิ์ คือขันธ์ของพระอรหันต์

วิเวก

หนึ่งหรือเดี่ยวอย่างสูงสุด; ได้แก่ความปราศจากสิ่งรบกวนโดยเด็ดขาด, มีถึงสามชั้นคือ ทางกาย, ทางจิต, ทางสติปัญญา. โวสสัคคะ: สละลงซึ่งสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไว้; โดยเฉพาะได้แก่อุปาทานว่าตัวตน ว่า ของตน

วิโมกข์แปด

ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๗

สมาธิวิโมกข์

วิโมกข์ด้วยสมาธิ

สหรคต

ไปด้วยกัน คือ เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไปด้วยกัน

สหายตนะ

อายตนะหกคู่ เป็นภายในหก ภายนอกหก

สังขตธรรม

ธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง; คือมีอาการเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ปัจจัยนั้น

สังสารวัฏฏ์

การว่ายเวียนที่เป็นวงกลม

สังโยชน์สิบ

ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๘

สัจจะ

ความจริงใจในสิ่งที่ต้องกระทำ. ๒

สัจจานุปัตติ

การตามปฏิบัติซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก

สัจจานุรักขณา

การตามรักษาซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก

สัจจานุโพธา

การตามรู้ซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก

สัตบุรุษ

ตามตัวพยัญชนะแปลว่า ผู้สงบระงับ. แต่มีปรากฏในศิลาจารึกสมัยพระเจ้า อโศก ราว พ.ศ.๓๐๐ ได้ใช้เป็นคำเรียกพระอรหันต์ว่า; สารีบุตรผู้สัตบุรุษ, โมคคัลลานะผู้สัตบุรุษ. ในบัดนี้ใช้หมายความแต่เพียงว่า ผู้สงบระงับ หรือ กัลยาณชนทั่ว ๆ ไป

สัปปายธรรม

ธรรมที่ทำความสบาย คือให้ความสะดวก ความง่ายในหน้าที่ที่ตนจะต้อง ปฏิบัติ หรือในการเป็นอยู่. ในการปฏิบัติธรรมระบุถึงธรรม ๗ ประการ คือ

สัปปุริสธรรมเจ็ด

ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๘

สัมมัตตะสิบ

ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๙

สัมมาวิหาร

การเป็นอยู่โดยชอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด

สัสสตทิฏฐิ

ความเห็นว่าเที่ยง ว่าไม่มีเปลี่ยนแปลง; ได้แก่ความเห็นว่า อัตตาและโลกเป็นของเที่ยง; มีตัวตนที่เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักดับหรือสิ้นสูญ

สิบสองปฏิจจสมุปปันนธรรม ดังนี้

๑. อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร. ๒. สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ. ๓. วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป. ๔. นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ

อนัตตานุทิฏฐิ

การตามเห็นซึ่งธรรมหรือสิ่งอันเป็นอนัตตา (คือ มิใช่ตัวตน)

อนันตริยสมาธิ

เป็นสมาธิที่กำลังทำงานร่วมอยู่กับปัญญา

อนาสวสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิที่ไม่ประกอบไปด้วยอาสวะ; ไม่มีบุญเป็นเครื่องยึดถือ; เป็นไปเพื่อความไม่มีตัวตนสำหรับการเวียนว่ายตายเกิด

อนุสัย

ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสสามชนิด อันได้สะสมไว้เป็นนิสัย เรียกว่า ราคานุสัย, ปฏิมานุสัย, อวิชชานุสัย

อนุสฺสเวน

อย่าเชื่อเพราะสักว่าฟังตาม ๆ กันมา. ๒. มา

อภิชฌา

ความเพ่งเล็งอย่างยิ่ง; ด้วยอำนาจของความโลภ ความหลง; เป็นความรู้สึกฝ่ายบวก หรือเรียกว่ากิเลสบวก

อริยญายธรรม

ธรรมเป็นเครื่องไปของพระอริยเจ้า; ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ระบุไปยัง "ปฏิจจสมุปบาท" ว่าเป็น "อริยญายธรรม"

อริยะ

ไปเสียจากข้าศึก (อริ แปลว่า ข้าศึก, ยะ แปลว่า ไป)

อริยะมีหลายความหมาย คือ

ถ้าหมายถึงธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำให้ไปเสียจากข้าศึก. ถ้าหมายถึงบุคคล แปลว่า ไปแล้วจากข้าศึก คือผู้พ้นจากอำนาจ ของกิเลส. ถ้าเป็นชื่อของภาวะหรือ สถานะ แปลว่า ภาวะของจิตที่กิเลสทำ อะไร ๆ ไม่ได้. ทั้งหมดนี้เราเรียกกันด้วยคำๆเดียวว่า ประเสริฐ. อริยะคำนี้อาจถูกใช้ปนเปกับคำว่า อารยะ, อารยะเป็นคำแปล ของคำว่า civilized, ส่วนคำว่า อริยะ เป็นคำแปลของคำว่า noble

อรูปฌาน

ความเป็นสมาธิที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์

อรูปภพ

ภพที่ไม่มีรูปเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนด

อรูปายตนะ

อายตนะที่ไม่มีรูป ความหมายว่าภาวะที่ไม่มีรูปที่เราอาจสัมผัสได้ หรือ รู้สึกได้

อรูปาวจรภูมิ

ภาวะของจิตที่ท่องเที่ยวไปในอรูป ที่เหนือกว่ากามและรูป

อสังขตธรรม

ธรรมที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง; คือไม่มีอาการเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง; แต่ เป็นแดนดับของสังขตธรรมทั้งปวง

อหังการ

การกระทำความสำคัญว่า ฉัน หรือ กู

อหังการมมังการมานานุสัย

ความเคยชินในการกระทำความสำคัญว่า ฉันหรือของฉัน

อัตตนียา

เนื่องด้วยตน คือเป็นของตน มาคู่กันกับคำว่าอัตตา ซึ่งแปลว่าตน

อัตตวาทุปาทาน

ความยึดมั่นถือมั่น; ที่เป็นเหตุให้กล่าวว่า "ตน"

อัตตานุทิฏฐิ

การตามเห็นว่าเป็นตัวตน

อัปปนาภาวนา

การทำภาวนาขั้นแน่วแน่จนเป็นฌาน

อัปปนาสมาธิ

ความเป็นสมาธิที่ถึงขั้นสูงสุด (คือความเป็นฌาน ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน)

อาการปริวิตกฺเกน

อย่าเชื่อด้วยเหตุผลของการตรึกตามอาการ (common sense). ๘. มา

อากาสานัญจายตนะ

อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด"

อากิญจัญญายตนะ

อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "ความไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด"

อานาปานสติ

ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๖๐

อารมณ์

สิ่งเป็นที่หน่วงเอาแห่งจิต คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์; เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า อายตนะภายนอกหก

อาสวะ

กิเลสที่เป็นผลของความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส (ที่เรียกว่าอนุสัย), ที่พร้อม ที่จะไหลออกมา (คือเกิดขึ้น) เมื่อมีอารมณ์

อาหุเนยยบุคคล

บุคคลผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สมควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

อิติกิราย

อย่าเชื่อเพราะสักว่าเขากำลังเล่าลือกันอยู่กระฉ่อน. ๔. มา

อุจเฉททิฏฐิ

ความเห็นว่าขาดสูญ ได้แก่ความเห็นว่ามีอัตตาและโลก ซึ่งจะพินาศขาด สูญ; คือตายแล้วขาดสูญ

อุปจารภาวนา

การทำภาวนาขั้นที่เฉียดฌาน

อุปจารสมาธิ

ความเป็นสมาธิที่สูงขึ้นไปจวนจะถึงความเป็นฌาน

อุปสมานุสติ

ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ; คือระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์

อุปาทานขันธ์ห้า

ขันธ์ห้าเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน

อุปาทานียธรรม

ธรรมหรือสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตนได้แก่ ขันธ์ห้า อายตนะ และสิ่งที่เนื่องด้วยอายตนะทุกหมวดทุกประเภท

อุปาทิ

เชื้อหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งอื่น; โดยทั่วไปเล็งถึงสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ. เอกัคคตาจิต : จิตมีอารมณ์เดียว

อเสขะ

จบการศึกษา; หมายถึงผู้อยู่จบพรหมจรรย์ มีอาสวะอันสิ้นแล้ว หมาย ถึงพระอรหันต์