“ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม” (พ.ศ. ๒๕๓๓) คือพจนานุกรมประมวลคำศัพท์สำคัญจากชุดธรรมโฆษณ์ โดยมีท่านพุทธทาสเป็นองค์ที่ปรึกษา · ทุกคำอธิบายด้วย อรรถลักษณะ ๒๑ แง่มุม ตั้งแต่คำแปลตามตัวอักษร ความหมาย ไวพจน์ องค์ประกอบ โทษ อานิสงส์ ไปจนถึงภาษาคน-ภาษาธรรม
เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
ชุดธรรมที่นับองค์ได้ — ยกมาครบตามเล่ม
เป็นธรรมที่ให้พ้นจากอิทธิพลของกิเลสทั้งหลาย ได้แก่: ๑. ผู้มีรูป (ซึ่งเป็นอารมณ์ของสมาธิ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (อันเป็นสมาธินิมิตเหล่านั้น). ๒. ผู้ไม่มีสัญญาในรูป ซึ่งเป็นภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก. ๓. เป็นผู้น้อมใจด้วยความรู้สึกว่า "งาม" เท่านั้น. ๔. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง; เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย; เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาทั้งหลาย; เป็นผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด". ๕. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง วิญญานัญจายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สุด". ๖. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ; อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี". ๗. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ; มีภาวะแห่งผู้มีสัญญาก็มิใช่ ผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่. ๘. เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง; เป็นผู้เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ; มีภาวะดับเสียซึ่งสัญญาและเวทนา. ทั้งหมดนี้เรียกว่าวิโมกข์แปด
ธรรมเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ เรียกว่าสังโยชน์ มีสิบคือ : ๑. สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่ากายนี้ของตน. ๒. วิจิกิจฉา: ความไม่แน่ใจ ลังเลสงสัยในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่ง. ๓. สีลัพพตปรามาส: การถือเอาความหมายของศีลและพรต ผิดไปจากความ หมายที่แท้จริงของศีลและพรตนั้น ๆ. สามอย่างนี้ผู้ที่ละได้ ย่อมถึงความเป็นโสดาบัน. ถ้าละราคะ โทสะ โมหะเพิ่มขึ้นไปได้เป็นพิเศษอีกบางส่วน ย่อมถึงความเป็น สกิทาคามี. ๔. กามราคะ: ความกำหนัดยินดีในกาม. ๕. ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งแห่งจิตด้วยอำนาจโทสะ. ผู้ที่ละได้ทั้งห้าอย่างย่อมถึงความเป็น อนาคามี. ๖. รูปราคะ: ความกำหนัดยินดีในความสุขอันเกิดจากรูปธรรมล้วน ๆ. ๗. อรูปราคะ: ความกำหนัดยินดีในความสุขอันเกิดจากอรูปธรรม. ๘. มานะ: ความสำคัญตนว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่อย่างไร (ในการเปรียบเทียบกับ ผู้อื่น). ๙. อุทธัจจะ: ความหวั่นไหวแห่งจิตเมื่อมีอารมณ์ใหญ่มากระทบ. ๑๐. อวิชชา: ภาวะเดิมของจิตที่ปราศจากความรู้ในสิ่งที่ควรรู้. ผู้ละได้ทั้งสิบนี้ย่อมถึงความเป็นพระอรหันต์
เป็นหลักธรรมที่จำเป็นแก่ทุกคน ผู้ประสงค์จะอยู่อย่างไม่มีอุปสรรค แต่มีความเจริญงอกงามก้าวหน้า ทั้งในวิสัยโลกและวิสัยธรรม มีอยู่เจ็ดประการคือ: ๑. ธัมมัญญู: ความเป็นผู้รู้จักเหตุ ว่าเหตุนี้จะให้เกิดผลอย่างไร. ๒. อัตถัญญู: ความเป็นผู้รู้จักผล ว่าผลนี้เกิดมาจากเหตุอะไร. ๓. อัตตัญญู: ความเป็นผู้รู้จักสถานะแห่งตนตามวิสัยโลก ว่ามีอยู่หรือเป็นอยู่ อย่างไร. ๔. มัตตัญญู: ความเป็นผู้รู้จักอัตราที่ถูกต้องพอดีแห่งกรณีนั้น ๆ ที่ตนจะต้องเกี่ยวข้อง ๕. กาลัญญู: ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ ตามที่ตนจะต้องเกี่ยวข้อง. ๖. ปริสัญญ: ความเป็นผู้รู้สิ่งควรรู้ทุกแง่ทุกมุมของสังคมที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง. ๗. ปุคคลปโรปรัญญู: ความเป็นผู้รู้สิ่งควรรู้เกี่ยวกับบุคคลแต่ละคน ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง. ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ย่อมปราศจากอุปสรรค มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว
คือภาวะแห่งความถูกต้องสิบประการ. เพิ่มจากความถูกต้องที่เป็น เหตุแปดประการ คืออริยมรรคมีองค์แปด ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว อีกสองความถูกต้องซึ่งเป็นผลคือ: สัมมาญาณะ : ความถูกต้องของญาณ (คือความรู้อันเป็นผลของการปฏิบัติ) ; ซึ่งสรุปไว้เป็นสองขั้นตอนคือ ญาณที่แสดงลักษณะหรือความจริง ของธรรมชาติ เรียกว่าหมวดธัมมัฏฐิติญาณ : ตั้งต้นที่การเห็น อนิจจังไปตามลำดับ และญาณที่เป็นผลของการรู้ความจริงของธรรมชาติ เรียกว่า หมวดนิพพานญาณ ตั้งต้นที่นิพพิทาญาณ และ สัมมาวิมุตติ : การหลุดพ้นที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือตามหลักพระพุทธศาสนา. สัมมัตตะสิบ คือรูปโครงของพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ทั้งส่วนเหตุและส่วนผล พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบสัมมัตตะสิบว่าเทียบได้กับ "โธวนะ" น้ำล้างบาปของศาสนาพราหมณ์ (ซึ่งเป็นคู่แข่งขัน) ที่ใช้รดบุคคลหรือซากศพให้หมดบาป. อีกทางหนึ่งตรัสเปรียบเทียบสัมมัตตะสิบว่าเป็น "วิเรจนะ” คือยาถ่าย หมายถึงถ่ายบาปออกไปหมดสิ้น และเป็น "วัมมนะ” คือยาทำให้อาเจียน หมายความว่าอาเจียนบาปออกมาหมด. เหล่านี้เป็นอุปมาและคุณค่าของสัมมัตตะสิบ. (ดูรายละเอียดจากธรรมโฆษณ์ : สันติภาพของโลก ) ๕๖๐ หมวดธรรม ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม
การปฏิบัติจิตตภาวนาที่ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ ประกอบด้วย : หมวดที่หนึ่ง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักลมหายใจยาว, รู้จักลมหายใจสั้น, รู้ จักลมหายใจเนื่องกับกาย, รู้จักทำลมหาย ใจให้สงบรำงับ. หมวดที่สอง เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักปีติ, รู้จักสุข, รู้จักปีติและสุขเป็นเครื่อง ปรุงจิต, รู้จักรำงับกำลังของปีติและสุข (รู้จัก ทำเวทนาให้สงบรำงับ). หมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน : รู้จักจิตทุกชนิด, รู้จักทำจิตให้ปราโมทย์, ตั้งมั่น และปล่อยวาง. หมวดที่สี่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน: เห็นแจ้งอนิจจัง, เห็นแจ้งวิราคะ, เห็นแจ้ง นิโรธะ และ ปฏินิสสัคคะ. (ดูรายละเอียดจากธรรมโฆษณ์: อานาปานสติภาวนา ) ทั้งหมดของพระธรรมที่ต้องรู้เพื่อดับทุกข์ได้ พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียนในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติ คือ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ปฏิเวธ คือ ผลของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ศีล เป็นบาทฐานของสมาธิ สมาธิ เป็นบาทฐานของปัญญา ปัญญา เป็นความรู้แจ้งในสัจจธรรม เก้า "ตา" ๑. อนิจจตา ความเป็นอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง ๒. ทุกขตา ความน่าเกลียด ความขมขื่น ความทรมาน ที่ต้องเผชิญอยู่กับความไม่เที่ยง ๓. อนัตตตา ความไม่มีตัวตน ที่สามารถต่อต้านอนิจจตา ทุกขตา สำหรับจะยึดมั่นถือมั่นเป็นที่พึ่งได้ ๔. ธัมมัฏฐิตตา ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ๕. ธัมมนิยามตา ความเป็นไปตาม "กฎเกณฑ์ของธรรมดา" ๖. อิทัปปัจจยต
ศัพท์ประกอบที่ใช้ในเล่ม
เจตนาเว้นจากการประทุษร้ายชีวิต, การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้, การประทุษร้ายในของรักของใคร่ของผู้อื่น. ๒
หลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า: ให้ทุกคนถือในการเลือกสิ่งที่จะเชื่อ
ทางแห่งกุศลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ, แบ่งเป็นสามทางคือ
อดทนเมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาจากการกระทำ หรือที่เกี่ยวกับการกระทำ (อีกนัยหนึ่งคำนี้ แปลว่า ความสมควรที่จะได้รับผลของการกระทำอันเกิดมาจากความอดทนถึงที่สุดก็ได้). ๔
คือ รูปธรรมและนามธรรมที่ถูกแบ่งเป็นห้ากอง ได้แก่: ๑. รูป และสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับรูป: รวมเรียกว่า รูปขันธ์ . ๒. ความรู้สึกที่มาจากการสัมผัสทั้งปวง: เรียกว่า เวทนาขันธ์ . ๓. ความมั่นหมายในเวทนาขันธ์ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกันกับเวทนาขันธ์ทั้งปวง: เรียกว่า สัญญาขันธ์ . ๔. ความคิดที่จะเป็นไปตามสัญญาขันธ์ และปัจจัยต่าง ๆที่แวดล้อมกันอยู่: เรียกว่า สังขารขันธ์ . ๕. ความรู้แจ้งเมื่อมีการกระทบทางอายตนะภาย
อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. กาลามสูตรไม่ให้เชื่องมงายโดยอาการสิบอย่างนี้. แต่ให้เชื่อเหตุผลที่แสดงให้เห็นอยู่ในคำกล่าวนั้น ๆ; จนถึงกับว่านำไปลองปฏิบัติดู; เห็นจริงแล้วจึงเชื่อโดยสมบูรณ์. ☸
การที่จิตเข้าไปหยุดอยู่ในฌานใดฌานหนึ่ง หรือว่าในสิ่งที่เสมือนฌานใด ฌานหนึ่ง
๑. โดยความเป็นของไม่เที่ยง. ๒. โดยความเป็นทุกข์. ๓. โดยเป็นโรค. ๔. โดยเป็นหัวฝี. ๕. โดยเป็นลูกศร. ๖. โดยเป็นค้อนทุบหัว. ๗. โดยเป็นอาพาธ (คือ ทุพพลภาพ ผิดจากความเป็นปกติ). ๘. โดยเป็นข้าศึก. ๙. โดยเป็นเครื่องแตกทำลาย. ๑๐. โดยเป็นของว่าง. ๑๑. โดยเป็นของไม่ใช่ตน
ธรรมะสำหรับฆราวาส
สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่สัจจะ ทมะ ขันติ อยู่ตลอดเวลา. อีกนัยหนึ่งคำว่า ฆราวาสธรรมนี้ อาจจะใช้ให้มีความหมายสูงไปในทางโลกุตตระก็ได้; คือ แปลคำคำนี้ว่า ธรรมสำหรับฆราวาสปฏิบัติเพื่อพ้นจากความเป็นฆราวาส; โดยเฉพาะคือ ปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค โดยอาศัยธรรมทั้งสี่นี้เป็นหลัก. ☸ บุญกิริยาวัตถุสิบ
ชนิดแรกยังไม่เกิดความยึดถือว่าของตนหรือแก่ตน ก็เป็นการเจ็บปวดทาง กายล้วน ๆ นี้เรียกว่า ศรดอกแรก. ครั้นมีความยึดถือว่า ความเจ็บหรือ ความทุกข์เป็นของตนก็เจ็บปวดถึงที่สุด นี้เรียกว่า ศรดอกที่สอง. ความรู้ เรื่องสุญญตาไม่ทำให้เกิดการยึดถือว่าความเจ็บของตน จึงเรียกว่าป้องกัน ไม่ให้ถูกศรดอกที่สอง
ปฏิจจสมุปบาท ๒๔ (ปฏิจจสมุปบาท ซ้อน ปฏิจจสมุปบาท) [ตรัสไว้ในบาลี ตติยสูตร ทสพลวรรค, สํ, ๑๖/๓๕/ ๖๔] ◯ ◯ อวิชชา นิพพาน ↓ ↑ สังขาร ขยญาณ ↓ ↑ วิญญาณ วิมุติ ↓ ↑ นามรูป วิราคะ ↓ ↑ อายตนะ นิพพิทา ↓ ↑ ผัสสะ ยถาภูตญาณทัศนะ ↓ ↑ เวทนา สมาธิ ↓ ↑ ตัณหา สุข ↓ ↑ อุปาทาน ปัสสัทธิ ↓ ↑ ภพ ปีติ ↓ ↑ ชาติ ปราโมท ↓ ↑ ชรามรณะ สัทธา ↘ ทุกข์ ↗ [เพชรในหัวคางคก] ใครหาพบได้ ◯ เขาสบายเลย !
อย่าเชื่อเพราะเหตุว่ามันถูกต้องตามเหตุผลของการคิดอย่างตรรก (logic). ๖. มา
การบังคับใจให้กระทำสิ่งที่ต้องกระทำให้ดีที่สุด
อย่าเชื่อเพราะข้อนี้มันทนได้ต่อการเพ่งของเรา. ๙. มา
อย่าเชื่อเพราะเหตุว่ามันถูกต้องตามเหตุผลของการคิดทางนย (philosophy). ๗. มา
๑. ทาน การให้. ๒. ศีล การทำกาย วาจา ให้รำงับ. ๓. ภาวนา การทำจิตให้เจริญ. ๔. การอ่อนน้อมถ่อมตน. ๕. การช่วยเหลือในกรณีที่ควรช่วย. ๖. การให้ส่วนบุญ. ๗. การอนุโมทนาบุญ. ๘. การฟังธรรม. ๙. การสอนธรรม. ๑๐. การทำความเห็นให้ตรง. ☸ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทแบบที่รู้จักกันทั่วไป : มีสิบเอ็ดอาการ
ชื่อว่า อุปนิสธรรม เป็นปฏิจจสมุปบาท ซ้อนปฏิจจสมุปบาท มียี่สิบสามอาการ ยี่สิบสี่ปฏิจจสมุปปันนธรรม
อย่าเชื่อเพราะสักว่าทำตาม ๆ กันมา. ๓. มา
อย่าเชื่อเพราะว่าข้อความนี้มีที่อ้างอยู่ในปิฎก. ๕. มา
อย่าเชื่อเพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ. ๑๐. มา สมโณ โน
ตัณหาในภพ (ความมี,ความเป็น)
ญาณอันได้ทำให้เจริญขึ้นแล้ว
ได้แก่เวียนว่าย อยู่ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ได้แก่เวียนว่ายอยู่ในวงกลมของกิเลส กรรม วิบาก
การกระทำความสำคัญว่า ของฉันหรือของกู
โอชาแห่งโครสชั้นสุดยอด
ตั้งอยู่หรือมีอยู่ในท่ามกลาง; มีความหมายอย่างเดียวกับมัชฌิมา; คือ ถูกต้องพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่หย่อน ไม่ตึง
แต่เกิดขึ้นตามขั้นตอนแห่งการปรุงแต่งตามกฎอิทัปปัจจยตา: เป็นขั้นตอนตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง. ขันธ์ห้าเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน; จนได้นามว่า " อุปาทานขันธ์ห้า ". เมื่อไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือเรียกว่า " ขันธ์ห้าล้วน ๆ ". ☸
ผู้รู้ และมีคุณสมบัติตามความรู้นั้น อีกความหมายหนึ่งคือ ผู้นิ่งเพราะไม่มีสิ่งรบกวน
ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา, ไม่คิดร้ายผู้อื่น และความเห็นชอบถูกตามทำนองคลองธรรม. ☸
การเห็นถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นอะไร; ถ้าเป็นเรื่องธรรม คือเห็นไตรลักษณ์, ปฏิจจสมุปบาท; ถ้าเป็นเรื่องทางโลก ก็รู้เรื่องสิ่งนั้น ๆอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง
ปัญญาที่รู้เห็นถูกต้องตามเป็นจริงในธรรมทั้งปวง. โยนิโสมนสิการ: ตามตัวหนังสือแปลว่า การทำในใจถึงต้นเหตุหรือโดยเหตุ (โยนิ แปลว่า เหตุ หรือแดนเกิด). แต่เรามาใช้คำแปลกันเสียว่า การทำในใจโดยแยบ คาย; ได้แก่การพิจารณาถึงต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง โดยโยนิโสมนสิการ- ตัพพธรรม. โยนิโสมนสิการตัพพธรรม: ธรรมที่ควรกระทำด้วยโยนิโสมนสิการ: กล่าวคือการกระทำ ในใจโดยแยบคายที่เกี่ยวกับการพิจารณา ขันธ์, ธาตุ, อายตนะ. มีหลัก
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีทางกามารมณ์; ทั้งที่เป็นอย่างของ มนุษย์ และอย่างของทิพย์ (เทวดา)
ความเป็นสมาธิที่มีรูปภพเป็นอารมณ์
ภพที่เอารูปเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนด
สิ่งที่สัมผัสได้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ภาวะของจิตประเภทที่ท่องเที่ยวไปในรูปธรรมที่ปราศจากกาม
ก่อนอื่นต้องรู้เสียก่อนว่า ความเจ็บปวดหรือความทุกข์มีอยู่ ๒
เจตนาเว้นจากการพูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ. ๓
ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อวัฏฏะ คือวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ
การว่ายเวียนที่เป็นวงกลม (ดูรายละเอียดที่คำว่า สังสารวัฏฏ์)
ญาณเห็นโดยประจักษ์แก่จิต; ได้แก่การเห็นอย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนทันควัน และอย่างมีปฏิภาณไหวพริบเต็มที่
อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด"
ปราศจากราคะ เครื่องย้อมจิต; คือปราศจากความกำหนัดยินดี, ตัณหา, อุปาทาน; อันเป็นเครื่องย้อมจิตใจไว้กับความทุกข์
ข้อปฏิบัติเป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ คือออกจากวัฏฏะ
ขันธ์บริสุทธิ์ คือขันธ์ของพระอรหันต์
หนึ่งหรือเดี่ยวอย่างสูงสุด; ได้แก่ความปราศจากสิ่งรบกวนโดยเด็ดขาด, มีถึงสามชั้นคือ ทางกาย, ทางจิต, ทางสติปัญญา. โวสสัคคะ: สละลงซึ่งสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไว้; โดยเฉพาะได้แก่อุปาทานว่าตัวตน ว่า ของตน
ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๗
วิโมกข์ด้วยสมาธิ
ไปด้วยกัน คือ เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไปด้วยกัน
อายตนะหกคู่ เป็นภายในหก ภายนอกหก
ธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง; คือมีอาการเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ปัจจัยนั้น
การว่ายเวียนที่เป็นวงกลม
ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๘
ความจริงใจในสิ่งที่ต้องกระทำ. ๒
การตามปฏิบัติซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก
การตามรักษาซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก
การตามรู้ซึ่งสัจธรรมที่ยึดถือเป็นหลัก
ตามตัวพยัญชนะแปลว่า ผู้สงบระงับ. แต่มีปรากฏในศิลาจารึกสมัยพระเจ้า อโศก ราว พ.ศ.๓๐๐ ได้ใช้เป็นคำเรียกพระอรหันต์ว่า; สารีบุตรผู้สัตบุรุษ, โมคคัลลานะผู้สัตบุรุษ. ในบัดนี้ใช้หมายความแต่เพียงว่า ผู้สงบระงับ หรือ กัลยาณชนทั่ว ๆ ไป
ธรรมที่ทำความสบาย คือให้ความสะดวก ความง่ายในหน้าที่ที่ตนจะต้อง ปฏิบัติ หรือในการเป็นอยู่. ในการปฏิบัติธรรมระบุถึงธรรม ๗ ประการ คือ
ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๘
ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๕๙
การเป็นอยู่โดยชอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด
ความเห็นว่าเที่ยง ว่าไม่มีเปลี่ยนแปลง; ได้แก่ความเห็นว่า อัตตาและโลกเป็นของเที่ยง; มีตัวตนที่เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักดับหรือสิ้นสูญ
๑. อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร. ๒. สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ. ๓. วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป. ๔. นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ
การตามเห็นซึ่งธรรมหรือสิ่งอันเป็นอนัตตา (คือ มิใช่ตัวตน)
เป็นสมาธิที่กำลังทำงานร่วมอยู่กับปัญญา
สัมมาทิฏฐิที่ไม่ประกอบไปด้วยอาสวะ; ไม่มีบุญเป็นเครื่องยึดถือ; เป็นไปเพื่อความไม่มีตัวตนสำหรับการเวียนว่ายตายเกิด
ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสสามชนิด อันได้สะสมไว้เป็นนิสัย เรียกว่า ราคานุสัย, ปฏิมานุสัย, อวิชชานุสัย
อย่าเชื่อเพราะสักว่าฟังตาม ๆ กันมา. ๒. มา
ความเพ่งเล็งอย่างยิ่ง; ด้วยอำนาจของความโลภ ความหลง; เป็นความรู้สึกฝ่ายบวก หรือเรียกว่ากิเลสบวก
ธรรมเป็นเครื่องไปของพระอริยเจ้า; ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ระบุไปยัง "ปฏิจจสมุปบาท" ว่าเป็น "อริยญายธรรม"
ไปเสียจากข้าศึก (อริ แปลว่า ข้าศึก, ยะ แปลว่า ไป)
ถ้าหมายถึงธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำให้ไปเสียจากข้าศึก. ถ้าหมายถึงบุคคล แปลว่า ไปแล้วจากข้าศึก คือผู้พ้นจากอำนาจ ของกิเลส. ถ้าเป็นชื่อของภาวะหรือ สถานะ แปลว่า ภาวะของจิตที่กิเลสทำ อะไร ๆ ไม่ได้. ทั้งหมดนี้เราเรียกกันด้วยคำๆเดียวว่า ประเสริฐ. อริยะคำนี้อาจถูกใช้ปนเปกับคำว่า อารยะ, อารยะเป็นคำแปล ของคำว่า civilized, ส่วนคำว่า อริยะ เป็นคำแปลของคำว่า noble
ความเป็นสมาธิที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์
ภพที่ไม่มีรูปเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนด
อายตนะที่ไม่มีรูป ความหมายว่าภาวะที่ไม่มีรูปที่เราอาจสัมผัสได้ หรือ รู้สึกได้
ภาวะของจิตที่ท่องเที่ยวไปในอรูป ที่เหนือกว่ากามและรูป
ธรรมที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง; คือไม่มีอาการเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง; แต่ เป็นแดนดับของสังขตธรรมทั้งปวง
การกระทำความสำคัญว่า ฉัน หรือ กู
ความเคยชินในการกระทำความสำคัญว่า ฉันหรือของฉัน
เนื่องด้วยตน คือเป็นของตน มาคู่กันกับคำว่าอัตตา ซึ่งแปลว่าตน
ความยึดมั่นถือมั่น; ที่เป็นเหตุให้กล่าวว่า "ตน"
การตามเห็นว่าเป็นตัวตน
การทำภาวนาขั้นแน่วแน่จนเป็นฌาน
ความเป็นสมาธิที่ถึงขั้นสูงสุด (คือความเป็นฌาน ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน)
อย่าเชื่อด้วยเหตุผลของการตรึกตามอาการ (common sense). ๘. มา
อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด"
อรูปฌานขั้นที่มีการทำในใจว่า "ความไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด"
ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม หน้า ๕๖๐
สิ่งเป็นที่หน่วงเอาแห่งจิต คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์; เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า อายตนะภายนอกหก
กิเลสที่เป็นผลของความเคยชินแห่งการเกิดกิเลส (ที่เรียกว่าอนุสัย), ที่พร้อม ที่จะไหลออกมา (คือเกิดขึ้น) เมื่อมีอารมณ์
บุคคลผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สมควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
อย่าเชื่อเพราะสักว่าเขากำลังเล่าลือกันอยู่กระฉ่อน. ๔. มา
ความเห็นว่าขาดสูญ ได้แก่ความเห็นว่ามีอัตตาและโลก ซึ่งจะพินาศขาด สูญ; คือตายแล้วขาดสูญ
การทำภาวนาขั้นที่เฉียดฌาน
ความเป็นสมาธิที่สูงขึ้นไปจวนจะถึงความเป็นฌาน
ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ; คือระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์
ขันธ์ห้าเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน
ธรรมหรือสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตนได้แก่ ขันธ์ห้า อายตนะ และสิ่งที่เนื่องด้วยอายตนะทุกหมวดทุกประเภท
เชื้อหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งอื่น; โดยทั่วไปเล็งถึงสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ. เอกัคคตาจิต : จิตมีอารมณ์เดียว
จบการศึกษา; หมายถึงผู้อยู่จบพรหมจรรย์ มีอาสวะอันสิ้นแล้ว หมาย ถึงพระอรหันต์