เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
คือ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น (ปฏิจจ- อาศัยแล้ว, สมุปบาท=เกิดขึ้นพร้อม)
คือ ในบรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย ต้อง มีการเกิดดับ; การเกิดดับนั้นต้องอาศัยกันและกัน ของสิ่งที่เป็นปัจจัย แก่กันและกัน. คำนี้ใช้เฉพาะสิ่งที่มีชีวิต คือมีความรู้สึกสุขทุกข์ได้; ถ้าใช้รวมไปถึงสิ่งไม่มีชีวิตด้วย ก็ใช้คำว่า “อิทัปปัจจยตา" แทน. ๓ . ไวพจน์: คือ อิทัปปัจจยตา, ปฏิจจสมุปปันน- ธรรม, ปัจจยาการ, อุปนิสธรรม ฯลฯ
คือ ต้องมีสิ่งที่เป็นเหตุ, มีสิ่ง ที่เป็นผล, มีอาการที่ปรุงแต่งกัน และอาการที่ปรุงแต่งกันนั้นเนื่องกัน เป็นสาย
มีความเกี่ยวเนื่องกันเหมือนลูกโซ่, มีลักษณะที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก; ถ้าเห็นแล้ว จะเป็นการตรัสรู้เหมือน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
๖.๑ อาการของปฏิจจสมุปบาทที่กำหนดตามลักษณะ: ๑. มีการปรุงแต่งกัน โดยความเป็นเหตุเป็นผลแก่กันเรื่อยไป. ๒. พฤติของการปรุงแต่งตามอาการของปฏิจจสมุปบาท เป็นไป ในจิตรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ. ๖.๒ อาการของปฏิจจสมุปบาทที่กำหนดตามจำนวนแห่งอาการ และปฏิจจสมุปปันนธรรมที่เกี่ยวกับการเกิดเหตุและผล: มี สามแบบ : คือ ๑. ปฏิจจสมุปบาทแบบพิเศษ ๑ : มีแปดอาการ เก้าปฏิจจสมุป ปันนธรรม ได้แก่ปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ทรงนำมาสาธ- ยาย (ทำนองเดียวกันกับเด็กท่องสูตรคูณ) และตรัสให้ถือ เอาว่า เป็น อาทิพรหมจรรย์. ๒. ปฏิจจสมุปบาทแบบที่รู้จักกันทั่วไป ๒ : มีสิบเอ็ดอาการ สิบสองปฏิจจสมุปปันนธรรม. ๓. ปฏิจจสมุปบาทแบบพิสดาร ๓ : ชื่อว่า อุปนิสธรรม : มี ยี่สิบสามอาการ ยี่สิบสี่ปฏิจจสมุปปันนธรรม เป็นปฏิจจ- สมุปบาทซ้อนปฏิจจสมุปบาท มีอาการปรุง
๗.๑ แบ่งโดยประเภทสอง: นัยที่หนึ่ง: ๑. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร: เป็นฝ่ายเกิดทุกข์. ๒. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร: เป็นฝ่ายดับทุกข์. นัยที่สอง: ๑. ปฏิจจสมุปบาทของสิ่งมีชีวิต. ๒. ปฏิจจสมุปบาทของสิ่งไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก; จนต้อง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อิทัปปัจจยตา. ๗.๒ แบ่งตามจำนวนแห่งอาการ และปฏิจจสมุปปันนธรรม : มีสามแบบ: ๑. ปฏิจจสมุปบาทแบบพิเศษ: มีแปดอาการ เก้าปฏิจจสมุป- ปันนธรรม. ________________________________ ๑ ปฏิจจสมุปบาทแบบพิเศษ : นิยมเรียกกันง่ายๆ ที่สวนโมกข์ว่า "ปฏิจจสมุปบาทแบบฮัมเพลง" (ดูรายละเอียดที่หมวดธรรมหน้า ๕๕๖ ). ๒ ปฏิจจสมุปบาทแบบที่รู้จักกันทั่วไป : (ดูรายละเอียดที่หมวดธรรมหน้า ๕๕๔ ). ๓ ปฏิจจสมุปบาทแบบพิสดาร : (ดูรายละเอียดที่หมวดธรรมหน้า ๕๕๕ ). แม่บท.ปฏิจจสมุปบาท ๑๑๘ ๒. ปฏ
คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่ได้มุ่งหมายจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์; มุ่งหมายแต่เพียงภาวะแห่งการปรุงแต่งกัน ระหว่างสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ให้ความหมายแก่คำว่าสุขหรือทุกข์; เพราะมันเป็นเพียงอาการ แห่งการปรุงแต่งด้วยกันเท่านั้น. ต่อเมื่อจะนำมาใช้กับสิ่งมีชีวิต จึง บัญญัติให้มีสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เกิดทุกข์ดับ และให้ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท; ซึ่งเป็นเพียงกฎส่วนหนึ่งของกฎอิทัปปัจจยตา. สรุปความว่า ถ้าใช้กับทุกสิ่ง เรียกว่า อิทัปปัจจยตา; ถ้าใช้ เฉพาะกับสิ่งที่มีความรู้สึกต่อเวทนา เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
๙.๑ การเห็นปฏิจจสมุปบาท: คือการเห็นธรรม. การเห็นธรรมอย่าง นี้ คือการเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ; มิใช่พระพุทธเจ้า อย่างที่เป็นบุคคล. ๙.๒ การเห็นปฏิจจสมุปบาท: ต้องเห็นภายในอัตภาพของผู้เห็น; เพราะเป็นการเห็นของความรู้สึก มิใช่เห็นด้วยตา. ๙.๓ การกระทำกรรมและการให้ผลของกรรม มีอยู่ในกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท. ควบคุมกระแสปฏิจจสมุปบาทได้ ก็อยู่เหนือ กรรม หรือ เป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. โลกและหมู่สัตว์ก็คือ กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง. ๙.๔ การทำให้เห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาทนั้น พระองค์ตรัสว่า: เป็น เรื่องเบื้องต้นของพรหมจรรย์ (อาทิพรหมจรรย์); แต่สาวก สมัยนี้ไม่เห็นอย่างนั้นและไม่ปฏิบัติตามนั้น. ๙.๕ ปฏิจจสมุปบาท: เป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสัตว์ไม่มี บุคคล; มิใช่เรื่องของส
กฎของธรรมชาติ มีหน้าที่ (โดย สมมติ) : บังคับธรรมชาติให้เป็นไป. ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นกฎของ ธรรมชาติ: จึงมีหน้าที่ตามสมควรแก่กรณีที่เกิดขึ้น
๑๑.๑ มีอุปมาเหมือนห่วงลูกโซ่ที่คล้องกันเป็นสาย ต่างกันแต่ว่า แต่ละ ห่วง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท มีลักษณะอาการ หรือทำหน้าที่ต่าง กัน; และเป็นปัจจัยแก่กันและกัน. ๑๑.๒ ก ฎของปฏิจจสมุปบาท : มีอุปมาเปรียบเสมือนสิ่งที่เขาเรียกกัน ว่า พระเป็นเจ้าผู้สร้างและควบคุมสิ่งทุกสิ่ง. แม่บท..ปฏิจจสมุปบาท ๑๒๐ ๑๑.๓ มีอุปมาดังตัวอย่าง: เพราะมีน้ำ-จึงมีไอน้ำ; เพราะมีไอน้ำ-จึง กริ บลองกรมผ้าฟฟ์ มีเมฆ; เพราะมีเมฆ-จึงมีฝน; เพราะมีฝน-จึงมีการตกแห่งฝน; เพราะมีการตกแห่งฝน-ถนนจึงลื่น; เพราะถนนลื่น-เด็กจึงหกล้ม ฯลฯ
เนื่องจากกฎปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎ อสังขตะ: ดังนั้นจึงไม่มีสมุทัยของปฏิจจสมุปบาท. แต่กฎปฏิจจ สมุปบาทเป็นสมุทัย: ทำให้คนต้องปฏิบัติธรรม
เนื่องจากกฎปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎ อสังขตะ; ดังนั้นจึงไม่มีอัตถังคมะ. แต่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ในสิ่งมีชีวิต ก็มีการดับไปเป็นคราว ๆ เมื่อขาดปัจจัย คือ อวิชชา
อัสสาทะไม่มีในตัวกฎของปฏิจจ สมุปบาท: แต่มีได้ในตัวกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ของพาลชน บางคน
อาทีนวะมีในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เฉพาะฝ่ายให้เกิดทุกข์: ถึงกับเป็นนรกขึ้นมา ในกระแสแห่งปฏิจจ สมุปบาทนั่นเอง. พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า "สฬายตนิกนิริยา”
๑๖.๑ การดำรงตนอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด. ๑๖.๒ การมีชีวิตอยู่ด้วยระบบสมถะและวิปัสสนา. ๑๖.๓ ความมีสติขณะแห่งผัสสะ
เพื่อสกัดกั้นหรือดับกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์: ๑๗.๑ สรุปรวมอยู่ที่ความเป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ; ควบคุมอายตนะ ด้วยปัญญา; หรือสัมปชัญญะอย่างทันเวลา. ๑๗.๒ ความเป็นอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด, หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา; ที่เรียกกันว่าพรหมจรรย์. ๑๗.๓ การปฏิบัติอย่างที่ทำให้ "ตัวกู-ของกู" เกิดไม่ได้; ก็จะไม่มี ตัวตนอันเป็นที่ตั้งแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาท. ทั้งหมดนี้: เรียกว่า การเป็นอยู่โดยชอบ (สัมมาวิหาร); ที่ทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์
๑๘.๑ การเห็นปฏิจจสมุปบาท: คือ การเห็นธรรมที่เป็นพระพุทธ- เจ้าพระองค์จริง; ดังที่พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจ สมุปบาท, ผู้นั้นเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นเห็นเรา." ทำให้มีพระพุทธเจ้านิรันดร อยู่กับเนื้อกับตัวเรา. ๑๘.๒ มีประโยชน์สูงสุด: คือ กำจัดเสียซึ่งอัตตานุทิฏฐิ ๑ หรือ สักกายทิฏฐิ ๒ ; เพราะแสดงให้เห็นว่าชีวิตนี้มิใช่ตัวตน เป็น เพียงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท. ๑๘.๓ กำจัดเสียได้ซึ่งมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย มีปุพพันตานุทิฏฐิ ๓ เป็น ต้น; กล่าวแสดงธรรมได้จากความรู้สึกของตน ไม่ต้องจำคำ ของศาสดามากล่าว; และจะไม่ออกไปสู่ลัทธิอื่น ซึ่งดับทุกข์ ไม่ได้ เพราะไม่มีหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท. ๑๘.๔ ความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ช่วยให้ถึงที่สุดจบแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา. ๑๘.๕ การปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท ทำใ
นัยที่หนึ่ง: เข้าสู่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์: ๑ อัตตานุทิฏฐิ: การตามเห็นว่าเป็นตัวตน. ๒ สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่ากายนี้ของตน. (ดูรายละเอียดที่หมวดธรรม "สังโยชน์สิบ" หน้า ๕๕๘ ) . ๓ ปุพพันตานุทิฏฐิ : ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ว่าเคยมีตัวตนในอดีตอย่างไร). ๑. ความปราศจากสติในขณะแห่งผัสสะ. ๒. การไม่ได้คบสัตบุรุษ. นัยที่สอง: เข้าสู่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์: ๑. ความมีสติในขณะแห่งผัสสะ. ๒. การได้คบสัตบุรุษ
ปฏิจจสมุปบาทโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: ในการที่จะไม่ตก เข้าไปสู่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท: ๒๐.๑ ๒๐.๒ ความไม่ประมาทในที่ทุกสถาน. การกระทำทุกอย่าง ที่มีนิพพานเป็นอารมณ์. ๒๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม: ปฏิจจสมุปบาทโดยภาษาคน-ภาษาธรรม: ๒๑.๑ ๒๑.๒ ภาษาคน: ภาษาธรรม: ภาษาคน: ภาษาธรรม: อธิบายกันอย่างคร่อมภพคร่อมชาติ เพื่อ ประโยชน์ทางศีลธรรม. เป็นเรื่องของขณะจิต : ไม่ต้องคร่อมภพ คร่อมชาติ เป็นปรมัตถธรรม. เป็นการเกิดดับของชีวิต. เป็นการเกิดดับของตัวกู. ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ๓. อิทัปปัจจยตา ๒. ปฏิปทาปริทรรศน์ ๔. โอสาเรตัพพธรรม
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓, ๒๑ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ