Buddhadasa.org
หนังสือในปฏิทินพุทธทาสชุดธรรมโฆษณ์🔎 อรรถานุกรม

ธรรม

อรรถลักษณะ ๑๙ ข้อ · น.๖๗
ธรรมะธัมมะธรรมทั้งปวงสิ่งทั้งปวงธรรมดาธรรมธาตุพระพุทธเจ้าธรรมกาย

เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า

อรรถลักษณะ

โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน

ข้อ ๑พยัญชนะ

คือ ทรงตัวเอง (และสิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้อง)

ข้อ ๒อรรถะ

๒.๑ ทรงตัวเอง ทรงผู้ปฏิบัติไว้เป็นธรรมดา: หมายถึงสิ่งที่ทรงตัว เอง และสิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องไว้เป็นธรรมดา. ๒.๒ ธรรมหมายถึงธรรมชาติ ซึ่งไม่มีความหมายว่าสุข ทุกข์ ดี ชั่ว ฯลฯ แต่ประการใด; แต่เป็นที่ตั้งแห่งการบัญญัติของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์บัญญัติไปตามความรู้สึกของตนอย่างมากมาย. ๒.๓ ธรรม หมายถึงสิ่งทุกสิ่งทั้งที่เป็นตัวเหตุ ตัวผล ตัวปรากฏการณ์ ต่าง ๆ; ตัวคำสอน ตัวการปฏิบัติ ตัวผลของการปฏิบัติ ทั้งที่มี รูปและไม่มีรูป ทั้งสังขตะและอสังขตะ; ทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว และ ฝ่ายเหนือดีเหนือชั่ว. สรุปความว่า ตั้งแต่ขี้ฝุ่นอณูหนึ่งจนถึง นิพพาน ล้วนแต่เรียกว่า “ธรรม” ในความหมายของคำว่า ธรรมชาติเสมอกันหมด. ๒.๔ ธรรม หมายถึงธรรมชาติ ซึ่งมีความหมายแยกออกได้เป็น สี่อย่าง: ๑. ตัวธรรมชาติ (สภาวธรรม). ๒. กฎธรรมชาติ (สั

ข้อ ๔องค์ประกอบ

๔.๑ องค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม": ได้แก่ ธรรมชาติ, กฎ ธรรมชาติ, หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ, และผลที่ได้จากการทำ หนังดีรักดอกเมษณ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ. ๔.๒ ธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดดับของนามรูปทั้งปวง ล้วนแต่เป็น องค์ประกอบแห่งธรรม. ๔.๓ ธาตุทั้งหลายทั้งปวง

ข้อ ๕ลักษณะ

๕.๑ มีลักษณะที่สำคัญ คือ ทรงตัวอยู่ได้โดยตัวมันเอง. (สังขตธรรม ก็ทรงตัวอยู่ได้โดยการเปลี่ยนแปลง; อสังขตธรรมก็ทรงตัวอยู่ ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น วิสังขาร, นิพพาน). ๕.๒ ธรรมมีลักษณะเป็นอนัตตา. กผพ. แม่บท .. ธรรม ๕.๓ ธรรม (ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ) มีลักษณะของ “พระเจ้า" ผู้ควบคุมสากลจักรวาลทุกแง่ทุกมุม. ๕.๔ ธรรม มีลักษณะเป็นของลึก สำหรับคนประเภทที่หนาไป ด้วยธุลีในดวงตา แต่ไม่ลึกสำหรับผู้มีธุลีในดวงตาแต่ เพียงบางเบา

ข้อ ๖อาการ

คือ สังขตธรรมมีอาการเปลี่ยนแปลงตาม เหตุปัจจัยและปรุงแต่งสิ่งอื่น; อสังขตธรรม มีอาการคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีเหตุปัจจัยและไม่ปรุงแต่งสิ่งใด

ข้อ ๗ประเภท

๗.๑ แบ่งโดยประเภทสอง: กลุ่มที่หนึ่ง: ๑. สังขตธรรม (สังขาร). ๒. อสังขตธรรม (วิสังขาร). กลุ่มที่สอง: ๑. โลกิยธรรม (ธรรมที่เป็นไปตามวิสัยโลก). ๒. โลกุตตรธรรม (ธรรมที่อยู่เหนือวิสัยโลก). กลุ่มที่สาม: ๑. ศีลธรรม (สมมติสัจจะ). ๒. ปรมัตถธรรม (ปรมัตถสัจจะ). กลุ่มที่สี่: ๑. ธรรมที่กล่าวโดยภาษาคน. ๒. ธรรมที่กล่าวโดยภาษาธรรม. กลุ่มอื่น ๆ : โดยประเภทสองยังมีอีก เช่น อวิชชาธรรม, วิชชาธรรม ฯลฯ ๗.๒ แบ่งโดยประเภทสาม: กลุ่มที่หนึ่ง: ๑. ธรรมประเภทรูป (รูปธรรม). ๒. ธรรมประเภทนาม (นามธรรม). ๓. ธรรมที่ไม่ควรกล่าวว่ารูปหรือนาม (อสังขตธรรม). แม่บท .. ธรรม ๗๐ กลุ่มที่สอง: ๑. กุศลธรรม. ๒. อกุศลธรรม. ๓. อพยากตธรรม (ธรรมที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกุศลหรือ อกุศล). กลุ่มอื่น ๆ : โดยประเภทสามยังมีกลุ่มอื่น ๆ อีกเช่น อดีต ธรรม,

ข้อ ๘กฎเกณฑ์

๘.๑ ธรรมที่เป็นสังขตะ มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง ต้องเกิด-ดับ เปลี่ยนแปลง; ที่เป็นอสังขตะไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เกิด-ดับ ไม่เปลี่ยนแปลง. ๘.๒ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (ทั้งสังขตะ และอสังขตะ); ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. ๘.๓ ธรรมที่เล็งถึงธรรมชาติสี่ความหมาย ต้องเป็นกฎ เกณฑ์อยู่ในตัวมันเอง; และกฎเกณฑ์นั้นเฉียบขาด เหมือน "พระเจ้า". ๘.๔ ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ว่า สิ่งใด เหมาะสมตามกฎธรรมชาติ สิ่งนั้นจะอยู่รอด; สิ่งใดไม่เหมาะสมสิ่งนั้นต้องสูญไป. ๘.๕ ธรรมเหล่าใดมีเหตุ ก็ต้องจัดการที่เหตุ; ธรรมเหล่าใด ไม่มีเหตุ ก็ต้องจัดตนเอง ให้อยู่เหนืออำนาจแห่งเหุต เพื่อให้เข้าถึงธรรมนั้น. ๘.๖ ธรรมนั่นแหละเป็นตัวกฎเกณฑ์แห่งวิวัฒนาการของสิ่งที่ ต้องวิวัฒน์. ๘.๗ ธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ให้สิ่งมีชีวิตอยู่

ข้อ ๙สัจจะ

๙.๑ ธรรมหรือธรรมชาตินั้น ไม่ดีไม่ชั่ว, ไม่บุญไม่บาป, ไม่สุขไม่ ทุกข์; เป็นเพียงกระแสของปฏิจจสมุปบาท. มนุษย์ไปบัญญัติ เองตามความรู้สึกของตน ให้เป็นดี เป็นชั่ว เป็นต้น. ๙.๒ "ธรรม” คำเดียว ใช้เป็นคำตอบปัญหาแก่มนุษย์ได้ทุกคำถาม ; เว้นเสียแต่จะมองไม่เห็น. ๙.๓ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา แม้จะอยู่ในระดับสูงสุดเพียงไร ก็มิ อาจจะนำมายึดถือโดยความเป็นอัตตา. ๙.๔ สัจธรรมทั้งปวงหาพบได้ในร่างกายที่ยังเป็น ๆอยู่นี้ ถ้ามี วิปัสสนา หรือวิชชาเพียงพอ. ๙.๕ สิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง คือ "กฎของธรรม” ( ธรรมชาติ ). ๙.๖ "สัจธรรม” นั้นธรรมชาติมีให้บัญญัติได้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ๙.๗ สัจธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัตินั้น สำหรับใช้ปฏิบัติ เพื่อกำจัดความทุกข์กันที่นี่เดี๋ยวนี้. ๙.๘ ธรรมนั้นมีค่า ต่อเมื่อมีการปฏิบัติอั

ข้อ ๑๐หน้าที่

นัยที่หนึ่ง : ธรรมมีหน้าที่ (โดยสมมติ ) : คือคุ้มครองโลก. นัยที่สอง : ธรรมมีหน้าที่ (โดยสมมติ ) : ดับทุกข์ให้แก่สิ่งที่รู้สึกเป็นทุกข์. นัยที่สาม : ธรรม (ในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติ ) : มีหน้าที่สร้างโลก, ควบคุมโลก, ทำลายโลก, ให้เป็นไปตามกฎ. แม่บท.. ธรรม ๗๒

ข้อ ๑๑อุปมา

เปรียบเสมือน : ๑๑.๑ แสงสว่างส่องทางเดิน. ๑๑.๒ แผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสิ่งทั้งปวง. ๑๑.๓ ยานพาหนะ เพื่อออกจากกองทุกข์. ๑๑.๔ พ่วงแพ ( อุลุมปิก ) คือเครื่องข้ามฟาก. ๑๑.๕ ม้าที่ต้องเลี้ยงดูเป็นอย่างดีสำหรับขับขี่ไปนิพพาน. ๑๑.๖ เครื่องคุ้มครองชีวิตทุกแง่มุม. ๑๑.๗ ร่มโพธิ์ร่มไทรของสัตว์โลก. ๑๑.๘ เกราะกันภัยของผู้ต่อสู้. ๑๑.๙ เครื่องรางแต่ยิ่งกว่าเครื่องราง. ๑๑.๑๐ ธรรมะแต่ละขั้นตอน เปรียบเสมือนศาลาพักทาง ในการ เดินทางในวัฏฏสงสาร. ๑๑.๑๑ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ( ของจิตใจ ). ๑๑.๑๒ ร่มคันใหญ่สำหรับกันฝน ( กิเลส ). ๑๑.๑๓ เครื่องนุ่งห่มทั้งเพื่อความสบาย, เพื่อปกปิดความละอาย, และเพื่อความสวยงาม. ๑๑.๑๔ อาหาร ( ทางจิตใจ ). ๑๑.๑๕ ศาสตราวุธเพื่อประหารข้าศึก คือกิเลส. ๑๑.๑๖ ขุมทรัพย์ให้สิ่งที่พึงประสงค์ได้ทุก

ข้อ ๑๒สมุทัย

๑๒.๑ อสังขตธรรมไม่มีสมุทัย. ๑๒.๒ สังขตธรรมมีอวิชชาเป็นสมุทัยเบื้องต้นที่สุด แล้วก็ปรุงแต่งให้เกิดปฏิจจสมุปปันนธรรมมาตามลำดับ; ซึ่งก็ล้วนแต่มีสมุทัยเฉพาะตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้นจนตลอดสาย

ข้อ ๑๓อัตถังคมะ

๑๓.๑ ไม่มีสำหรับอสังขตธรรม. ๑๓.๒ สังขตธรรมมีตามคราวแห่งการเกิด-ดับ ของเหตุปัจจัยแห่งสังขตธรรมนั้น ๆ

ข้อ ๑๔อัสสาทะ

อัสสาทะในธรรมเรียกว่าธัมมนันทิ มีเฉพาะแก่ผู้ยังมีอุปาทานเหลืออยู่ เป็นความยึดมั่นถือมั่นในธรรมอยู่ระดับใดระดับหนึ่ง; แต่ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความยึดมั่น: คือ: ๑๔.๑ ธัมมนันทิในอสังขตธรรม มีแก่ผู้ที่หมายมั่นในอสังขตธรรมว่าเป็นสิ่งที่มีรสของความนิ่ง, ความหยุด, ความเย็น, ความสะอาด, ความสว่าง, ความสงบ, ความเป็นอิสระจากการปรุงแต่ง, การเวียนว่าย, อย่างเป็นที่น่าพอใจสูงสุด. ๑๔.๒ ธัมมนันทิในสังขตธรรม คือความเป็นเหยื่อล่อให้หลง เป็นไปเพื่อการปรุงแต่งตามชอบใจ

ข้อ ๑๕อาทีนวะ

มีเฉพาะแก่ผู้เข้าไปยึดถือในธรรมนั้น ๆ และมีไม่ได้แก่บุคคลหรือในธรรม ซึ่งปราศจากความยึดถือ. แม่บท..ธรรม ๗๔

ข้อ ๑๖นิสสรณะ

คือ ธรรมที่เป็นตัวการปฏิบัติ เพื่อกำจัดเสียซึ่งอวิชชา, ตัณหา, อุปาทาน, ซึ่งเป็นปัญหาหรือต้นเหตุแห่งความทุกข์ของสัตว์ทั่วไป. ธรรมนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค

ข้อ ๑๗ทางปฏิบัติ

๑๗.๑ ศีล สมาธิ ปัญญา. ๑๗.๒ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อยู่ในรูปของอริยมรรคมีองค์แปดและอื่น ๆ. ๑๗.๓ ทางปฏิบัตินั้นต้องไม่ถือว่าเป็นไปเพื่อวัตถุหรือจิตโดยส่วนเดียว; หากถือเอาความถูกต้องของวัตถุและจิตรวมกัน. ๑๗.๔ ต้องเป็นการฝึกเพื่อเดินจากความมีตัวตน ไปสู่ความไม่มีตัวตนเสมอไป. ๑๗.๕ ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติทุกความหมาย. ๑๗.๖ การปฏิบัตินั้นเป็นอริยสัมมาสมาธิมีบริวารเจ็ด ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า: "เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ" แปลว่า "ทางนี้เท่านั้นทางอื่นไม่มี". ๑๗.๗ ฝึกความมีสติสมบูรณ์ในทุกกรณี ๑๗.๘ แทงทะลุสมมติสัจจะ เข้าถึงปรมัตถสัจจะอยู่เป็นปกติ. ๑๗.๙ ถ้าจะมีการศึกษาพิจารณา ก็เอาสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่ในจิตใจเป็นวัตถุสำหรับการศึกษาพิจารณา. ๑๗.๑๐ ปฏิบัติตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า: ละชั่ว ทำดี มีจิตสะอาด

ข้อ ๑๘อานิสงส์

๑๘.๑ ให้เกิดความรอดทั้งของปัจเจกชนและสังคม ทั้งทางกายและ ทางจิต. ๑๘.๒ ทรงผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกลงในกองทุกข์. ๑๘.๓ ทำให้สามารถอยู่ในโลกนี้อย่างเหนืออำนาจของความเป็นบวก เป็นลบ. ๑๘.๔ ทำให้สามารถดำรงชีวิตชนิดที่ไม่กัดเจ้าของ. ๑๘.๕ ทำให้ถึงจุดหมายปลายทางที่มนุษย์ควรจะไปถึง

ข้อ ๑๙หนทางถลำ

นัยที่หนึ่ง: เข้าไปสู่ความสนใจในธรรม: คือ การได้คบหาสมาคม กับสัตบุรุษ; และโอกาส เวลา สถานที่ เหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อำนวยให้เกิดความสนใจในธรรม. นัยที่สอง: เข้าไปสู่การปฏิบัติธรรม: คือ การเห็นโลกโดยความ เป็นของน่าเบื่อหน่าย และเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ ธรรม

ข้อ ๒๐สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง

ธรรมโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: เพื่อการมีธรรม: ๒๐.๑ การได้ยินได้ฟัง การทำโยนิโสมนสิการ ๑ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง การปฏิบัติตามผลของโยนิโสมนสิการ. ๒๐.๒ ความเจนจัดทางวิญญาณในชีวิตของตนแต่หนหลัง เป็นปัจจัย สูงสุดในการศึกษาธรรมชั้นลึก. ๒๐.๓ การที่สติปัญญาค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา ตามสัญชาตญาณฝ่ายโพธิ. ____________________________________ ๑ โยนิโสมนสิการ: ตามตัวหนังสือ แปลว่า การทำในใจถึงต้นเหตุ หรือโดยเหตุ (โยนิ แปลว่า เหตุ หรือ แดนเกิด). แต่เรามาใช้คำแปลกันเสียว่า การทำในใจโดยแยบ คาย; ได้แก่การพิจารณาถึงต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง โดย โยนิโสมนสิการ ตัพพธรรม. (ดูรายละเอียดในคำอธิบายศัพท์ หน้า ๕๔๔). แม่บท..ธรรม ๗๖ ๒๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม: ธรรมโดยภาษาคน-ภาษาธรรม: ๒๑.๑ ภาษาคน : หมายถึง คำสั่งสอน, ตู้พระธรรม, พระไตรปิฎ

ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓, ๒๑ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้

📚 เล่มที่พูดถึงเรื่องนี้ ๑๗ เล่ม

จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้

ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ