เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
คือ ทนยาก, ดูแล้วน่าเกลียด, ว่างอย่างน่าเกลียด
๒.๑ เจ็บปวดทรมาน แม้แต่ความสุขก็ยังต้องทน. ๒.๒ ดูแล้วน่าเกลียด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหลอกลวงซ่อนเร้น. ๒.๓ ว่างอย่างน่าเกลียด เพราะมันว่างจากสาระประโยชน์ และความหมายแห่งความเป็นตัวตน. ความเป็นทุกข์อย่างเจ็บปวดทรมานนั้น ใช้ได้เฉพาะสิ่งที่มีชีวิต. ความน่าเกลียดและความว่างอย่างน่าเกลียด ใช้ได้กับทั้งสิ่งที่มีชีวิตและ ไม่มีชีวิต. ๓. ไวพจน์: ๓.๑ โลก (ในการตรัสอริยสัจอีกปริยายหนึ่ง ทรงใช้คำว่า "โลก" แทนคำว่า ทุกข์). ๓.๒ โรค (ในความหมายว่าเป็นเครื่องเสียบแทง)
๑. ปัจจัยภายใน: มีอวิชชา ตัณหา เป็นต้น. ๒. ปัจจัยภายนอก: มีขันธ์ สังขาร เป็นต้น. ๓. การยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ของปัจจัยภายในที่มีต่อปัจจัยภายนอก
มีลักษณะไม่พึงปรารถนาทุกชนิด: ๕.๑ ทนยาก (เพราะเปลี่ยนแปลงเรื่อย). แม่บท..ทุกข์ ๖๒ ๕.๒ น่าเกลียด (เพราะหลอกลวง). ๕.๓ น่ากลัว (เพราะเผาลนท่วมทับ ผูกมัด เสียบแทง ฯลฯ). ๕.๔ กัดเจ้าของ
นัยที่หนึ่ง: ที่เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ: มีอาการ คือ ความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความโศก, ความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจ, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ, ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น. นัยที่สอง: ที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส: มีอาการ คือ ความรัก, ความโกรธ, ความเกลียด, ความกลัว, ความตื่นเต้น, ความวิตกกังวล, ความอาลัยอาวรณ์, ความอิจฉาริษยา, ความหวงแหน, ความหึง ฯลฯ
แบ่งโดยประเภทสอง: กลุ่มที่หนึ่ง: ๑. อยู่ในรูปของนรก (คือเปิดเผย). ๒. อยู่ในรูปของสวรรค์ (คือซ่อนเร้น). กลุ่มที่สอง : ๑. ทุกข์ที่อยู่ในรูปของเวทนา : คือความรู้สึกเจ็บปวดโดยตรง. ๒. ทุกข์ที่อยู่ในรูปของลักษณะ : คืออยู่ในลักษณะแห่งความทุกข์ แต่หามีเวทนาไม่ (โดยบทว่า : สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์)
๘.๑ ความทุกข์มีทั้งที่เป็นเพียงลักษณะและเป็นเวทนา. ๘.๒ ความทุกข์ต้องมีเหตุมีปัจจัย. ๘.๓ ความทุกข์เกิดที่ตรงไหน ต้องดับที่ตรงนั้น คือดับที่ปัจจัย. ๘.๔ การศึกษาเรื่องความทุกข์ ต้องศึกษาจากสิ่งที่กำลังมีชีวิต (เพราะเป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิต). ๘.๕ ความทุกข์และความสุขนี้มิได้มาจากกรรมเก่าหรือ พระเป็นเจ้าบันดาล; แต่มาจากการปฏิบัติถูกหรือผิด ต่อกฎอิทัปปัจจยตา
๙.๑ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้; เหตุแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ควร ละ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ควรทำให้ แจ้ง; ทางปฏิบัติให้ลุถึงความดับทุกข์ (อริยมรรคมี -องค์แปด) เป็นสิ่งที่ควรทำให้มี. ๙.๒ ทุกข์ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา เพิ่งจะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย ของทุกข์. ๙.๓ ความทุกข์ทั้งหลายเกิดที่จิต ต้องดับกันที่จิต. ๙.๔ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; นอกจากทุกข์แล้ว หามีอะไรเกิดและดับไม่ (แม้ที่สุดแต่ที่เรียกว่าสุข). ๙.๕ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ (แม้ความสุขก็เป็นสิ่งที่ ไม่เที่ยง). ๙.๖ ในวนแห่งวัฏฏะนั้น มีแต่สิ่งที่เป็นทุกข์. ๙.๗ การเกิดแห่งธาตุคือการเกิดแห่งทุกข์ (การปรากฏแห่ง -อสังขตธาตุ มิใช่การเกิดแห่งธาตุ)
ทุกข์โดยหน้าที่ (โดยสมมติ): ๑๐.๑ กัดเจ้าของ. ๑๐.๒ ปรากฏออกมาทุกคราวที่มีการทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา
เปรียบเสมือน: ๑๑.๑ แบกของหนัก. ๑๑.๒ ไฟเผา. ๑๑.๓ โรคเสียบแทง. ๑๑.๔ ข้าศึก. ๑๑.๕ ความมืด ฯลฯ ๑๑.๖ คางคกที่มีเพชรอยู่ในหัว (ความดับทุกข์ที่ซ่อนอยู่ใน ความทุกข์)
๑๒.๑ สมุทัยคือกิเลส : ได้แก่อวิชชาให้เกิดตัณหา; ตัณหาให้เกิด อุปาทาน; อุปาทานให้เกิดทุกข์. แม่บท .. ทุกข์ ๖๔ ๑๒.๒ สมุทัยคือสังขาร คือ การปรุงแต่งและถูกปรุงแต่ง ของสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย; หยุดการปรุงแต่งก็หยุดทุกข์. ๑๒.๓ เมื่อกล่าวโดยสรุป: ความอยากความต้องการด้วย อำนาจของอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. (ต้องมี ความต้องการด้วยวิชชาที่เรียกว่า สังกัปปะ ไม่เรียก ว่าตัณหาจึงจะไม่เกิดทุกข์). ๑๒.๔ สำหรับโลกสมัยปัจจุบันนี้ กล่าวได้ว่า ความทุกข์ทุก ชนิดมาจากความเห็นแก่ตัว ด้วยอำนาจของอวิชชา ของคนในโลกนั่นเอง
๑๓.๑ การขาดเหตุปัจจัยแห่งความทุกข์ตามครั้งคราว. ๑๓.๒ การควบคุมไว้ได้ด้วยสติ โดยเฉพาะในขณะแห่ง ผัสสะ
คือสิ่งที่กลบเกลื่อนความทุกข์ไว้ โดยความเป็นมายาหลอกลวง เหมือนน้ำตาลที่เคลือบ หุ้มยาพิษ
คือการกัดเจ้าของโดยอาการต่าง ๆ เหลือที่จะกล่าว
๑๖.๑ อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งในบางที่ก็ตรัสไว้ด้วย ถ้อยคำสั้น ๆเพียงสองคำว่า สมถะและวิปัสสนา. ๑๖.๒ การเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง คือเห็นอนิจจัง, ทุกขัง,อนัตตา จนไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด. ๑๖.๓ การมีปัญญาหรือวิชชา ที่สามารถทำลายความยึด มั่นถือมั่นว่าตัวกู ของกูเสีย ได้
ทางปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์: ๑๗.๑ ศึกษาให้รู้จักความทุกข์. ๑๗.๒ มีสติป้องกันการเกิดแห่งความทุกข์ (โดยเฉพาะใน ขณะแห่งผัสสะ ). ๑๗.๓ มีสมาธิและปัญญากำจัดความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว. ๑๗.๔ มีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความทุกข์ โดยมีสติในทุก กรณีที่เป็นการป้องกัน แก้ไข รักษา พอกพูน ฯลฯ ๑๗.๕ มีมนต์ประจำตัวสำหรับตวาดขับไล่ความทุกข์: เช่น กูไม่เอากับมึง ฯลฯ หรือที่พวกมหายานเขามีว่า “ไป! ไป! ไปที่อื่น! ไปให้หมด!" ๑๗.๖ ทำความทุกข์ให้เป็นของว่างหรือสุญญตาไปเสีย แล้วไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด
๑๘.๑ ความทุกข์เป็นครูที่สอนดี สอนให้ฉลาด สอนจริง สอนถูก สอนรุนแรงกว่าความสุข ซึ่งมีแต่ทำให้เหลิง. ๑๘.๒ ทำให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในสิ่งที่จะเป็นที่พึ่ง. ๑๘.๓ ความทุกข์นั่นแหละจะบังคับหรือผลักดันคน ให้รีบ ออกไปเสียอย่างไม่ให้รีรออยู่. ๑๘.๔ ความทุกข์เป็นบทเรียนของชีวิต ที่ทำให้คนเข้มแข็ง ในการแก้ไขต่อสู้อุปสรรค. ๑๘.๕ แท้จริงความทุกข์มิได้มีมาเพื่อให้เราเป็นทุกข์ แต่ เพื่อให้เราเป็นคนเก่ง
เข้าไปสู่ความทุกข์: ๑๙.๑ การขาดสติ. ๑๙.๒ การทนความยั่วยวนของสิ่งยั่วยวนไม่ได้. ๑๙.๓ การไม่ได้ยินได้ฟังได้เห็นเหล่าพระอริยเจ้า ไม่ฉลาด ในธรรมของพระอริยเจ้า. ๑๙.๔ ไม่ใคร่ครวญธรรมโดยแยบคาย
ทุกข์โดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: คือ ปัจจัย โอกาส คติแห่งภพ วัฏฏะ. แม่บท.ทุกข์ ๖๖
ภาษาคน: สิ่งที่น่ากลัว. ภาษาธรรม: สิ่งที่ต้องต่อสู้เอาชนะให้ได้ ทำให้ว่างไป. : : : ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. กข กกา ของการศึกษาพุทธศาสนา ๒. ธรรมะเล่มน้อย ๓. อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๔. อาสาฬหบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๕. โอสาเรตัพพธรรม
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ