เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
คือ การเข้าไปยึดถือเอา (ด้วยจิตใจว่าตัวตน)
คือ ความยึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจที่ ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ว่าเป็นตัวตน - ของตน. ความ สำคัญมั่นหมายในคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างผิดตรงกัน ข้ามจากความจริง ด้วยอำนาจของอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ. ๓. ไวพจน์: ๓.๑ อภินิเวส (การฝังตัวเข้าไป). ๓.๒ มัญญนะ (ความสำคัญมั่นหมาย). ๓.๓ สัญญาหรือสัญญิตัตตะ (ความสำคัญตามอำนาจแห่งความจำหมาย แม้ที่สุดแต่คำว่านันทิ และฉันทราคะ ฯลฯ)
๑. วัตถุเป็นที่ตั้งของอุปาทาน. ๒. อวิชชา หรือมิจฉาทิฏฐิซึ่งเป็นเหตุให้สำคัญผิด. ๓. ความปราศจากสติอันเป็นโอกาสแห่งความยึดถือ. ๔. ตัณหา ราคะ อันเป็นอาการแห่งความยึดถือ
๕.๑ ความยึดมั่นด้วยอวิชชา, ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิว่าเป็นตัวตน-ของตน; (อัตตา - อัตตนียา, อหังการ - มมังการ); ซึ่งมีได้แม้ในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. แม่บท.. อุปาทาน ๓๒๖ ๕.๒ ความรู้สึกที่ยึดมั่นในความเป็นของคู่ทุกคู่ เช่น บวก-ลบ, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, ได้-เสีย, แพ้-ชนะ, หญิง-ชาย, ชีวิต-ไม่มีชีวิต ฯลฯ
๖.๑ มีได้หลายรูปแบบ เช่น: ผูกพัน, ห่อหุ้ม, รัดรึง, ครอบงำ, เมาหมก ฯลฯ ๖.๒ ทำให้เกิดภพ (ความเป็น) ต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ได้ ตามความต้องการของตัณหา. ๖.๓ แม้จะมีอาการออกมาในรูปของความดีใจหรือเสียใจ, สุข หรือทุกข์, รักหรือเกลียด ฯลฯ ก็ยังเป็นอาการของอุปาทาน อยู่นั่นเอง. ๖.๔ มีอาการทำให้เกิดความหมายผิดตรงกันข้ามกับความเป็น จริงอย่างกลับกันทีเดียว; เช่น ไม่ใช่ของเราว่าของเรา; ไม่ เที่ยงว่าเที่ยง; อนัตตาว่าอัตตา; ทุกข์ว่าสุข ฯลฯ; กระทั่ง เห็นเป็นอย่างอื่นไป เช่น เห็นเชือกเป็นงู, เห็นงูเป็นปลา, เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ฯลฯ; เห็นน้อยเป็นมาก, เห็นสำคัญ น้อยเป็นสำคัญมาก, เห็นเจือจางเป็นเข้มข้น เป็นต้น
๗.๑ แบ่งโดยประเภทสอง: ๑. ยึดมั่นว่าตัวตน (อัตตา, อหังการ). ๒. ยึดมั่นว่าของตน (อัตตนียา, มมังการ). ๗.๒ แบ่งโดยประเภทสาม: ๑. ยึดมั่นด้วยตัณหา (เอานั่น เอานี่). ๒. ยึดมั่นด้วยมานะ (เป็นนั่น เป็นนี่). ๓. ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ (ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้). ๗.๓ แบ่งโดยประเภทสี่: ๑. กามุปาทาน (ยึดมั่นว่าน่าใคร่). ๒. ทิฏฐุปาทาน (ยึดมั่นในความคิดเห็น). ๓. สีลัพพตุปาทาน (ยึดมั่นผิดความหมายที่แท้จริงของศีล และวัตรนั้น ๆ). ๔. อัตตวาทุปาทาน (ยึดมั่นว่าตัวตน)
๘.๑ ต้องเกิดจากอวิชชา, สัญญา, ตัณหา. ๘.๒ มิได้เกิดอยู่ตลอดเวลา เกิดต่อเมื่อมีเหตุปัจจัย. ๘.๓ มีอุปาทานียธรรมทั้งหลาย คือขันธ์ห้าเป็นต้น และนิพพานเป็นที่สุด; เป็นที่ตั้งแห่งการเกิด. ๘.๔ สละอุปาทานในสิ่งใดชื่อว่าสละสิ่งนั้น; มิใช่เพียงแต่โยนสิ่งนั้นทิ้งไปโดยไม่ได้เลิกอุปาทาน (ดังนั้น มีสิ่งใดไว้ในความยึดครองตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีอุปาทานในสิ่งนั้นก็ได้). ๘.๕ จะมีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของก็ต้องไม่มีอุปาทานในสิ่งใด ๆ ไม่ว่าในทางบวกหรือในทางลบ
๙.๑ อุปาทานเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ตามสัญชาตญาณ จึงเป็นการยากที่จะป้องกันหรือควบคุม. ๙.๒ เมื่อมีการเสวยอารมณ์ทางอายตนะจึงจะเกิดความรู้สึกโดยอุปาทานว่ามีผู้กระทำ (ผู้เสวยอารมณ์); และผู้ถูกกระทำ (สิ่งที่ถูกเสวย) ขึ้นมาทีหลัง; แต่เขาจะเข้าใจผิดว่าผู้กระทำมีอยู่ก่อน แล้วเสวยอารมณ์; หารู้ไม่ว่าความรู้สึกที่เป็นตัวผู้เสวยอารมณ์นั้น เกิดทีหลังการเสวยอารมณ์; หมายความว่า มันมิได้มีตัวอยู่หรือรอคอยอยู่เพื่อการเสวยอารมณ์. (คนธรรมดาจึงไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ผู้กระทำเกิดทีหลังการกระทำ). ๙.๓ อุปาทานย่อมเกิดจากตัณหา ที่ตั้งต้นมาตั้งแต่อวิชชาสัมผัสของอายตนะนั้น ๆ. ๙.๔ ยึดมั่นในสิ่งใด, อย่างไร, เมื่อไร, เท่าใด, ที่ไหน; สิ่งนั้นแหละมันกัด, อย่างนั้น, เมื่อนั้น, เท่านั้น, ที่นั้น. ๙.๕ ไม่ยึดมั่นในสิ่งใดย่อมมีสันทิ
๑๐.๑ หน้าที่ (โดยสมมติ) ของอุปาทาน: ๑. อุปาทานมีหน้าที่ทำให้เกิดทุกข์เท่านั้น. ๒. อุปาทานมีหน้าที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอัตตา ว่าตัวตน; จึงเป็นเหตุให้เกิดมีความรู้สึกว่าอัตตนียา ว่าของตน. ๓. อุปาทานมีหน้าที่ผูกพันสัตว์ให้ติดอยู่ในภพ, ในชาติ, ในโลก, ในทุกข์ทุกชนิด. ๑๐.๒ หน้าที่โดยตรงของมนุษย์ที่มีต่ออุปาทาน: คือ การตัดหรือทำลายอุปาทานเสียด้วยวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิหรือผลของวิปัสสนา
เปรียบเสมือน: ๑๑.๑ การหิ้วของหนักโดยไม่รู้สึกตัวแล้วสมัครจะหิ้ว. ๑๑.๒ ลูกศรดอกที่สอง (อาบยาพิษ ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลูกศรดอกแรก ซึ่งมิได้อาบยาพิษ). ๑๑.๓ โซ่ตรวน ขื่อคาทางวิญญาณ (มิใช่ทางกาย). ๑๑.๔ การผูกที่ไม่เห็นเงื่อนปมที่จะแก้. ๑๑.๕ งูสี่ตัวรัดให้แน่นติดอยู่กับกาม ทิฏฐิ ความงมงาย และตัวตน. ๑๑.๖ ตังเหนียวทางวิญญาณ เครื่องดักสัตว์ให้ติดกับอายตนะนั้น ๆ
๑๒.๑ สมุทัยใกล้ชิดที่สุด: ได้แก่ ฉันทราคะในแง่บวก (ความสมหวัง) และแง่ลบ (ความผิดหวัง). ๑๒.๒ สมุทัยใกล้ชิด: คือ ตัณหา. ๑๒.๓ สมุทัยห่างไกลที่เป็นรากเหง้า: คือ อวิชชา
๑๓.๑ ความดับไปตามคราวเพราะขาดเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ สังขารธรรม หรือสังขตธรรมทั้งหลาย. ๑๓.๒ ความปรากฏแห่งญาณทั้งหลายในขณะแห่งวิปัสสนา นับตั้งต้น ตั้งแต่ไตรลักษณญาณ จนกระทั่งถึงอตัมมยตา. ๑๓.๓ เมื่อพบคู่ปรับ คือ ธัมมัฏฐิติญาณและนิพพานญาณ
๑๔.๑ การได้อารมณ์, ได้การกระทำ, ได้เสวยรสตามที่ตัณหา อุปาทานต้องการ. ๑๔.๒ อัสสาทะที่ตรงกันข้ามจากอัสสาทะของอนุปาทาน ซึ่งนำไปสู่ นิพพานโดยส่วนเดียว
๑๕.๑ ทำให้กลายเป็นภาระหนักขึ้นในทุกสิ่งที่เข้าไปยึดถือ; แม้จะ เป็นฝ่ายบุญกุศลหรือสุข. ๑๕.๒ เป็นเหตุให้เกิดชาติอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ทุกความหมาย. ๑๕.๓ เป็นตัวการที่ทำให้ชีวิตกลายเป็นสัตว์ที่กัดเจ้าของไปเสียทุก ๆ กรณี. ๑๕.๔ ทำให้คนกลายเป็นนักโทษติดคุกของตนเอง
๑๖.๑ ทางออกจากอำนาจของอุปาทาน คืออริยมรรคมีองค์แปด; ถ้าเลือกเอาเพียงองค์เดียวก็คือ สัมมาทิฏฐิ. ๑๖.๒ ถ้าเป็นการทำลายอำนาจของอุปาทานโดยตรง ก็ใช้ข้าศึกของ อุปาทาน คือ วิราคธรรมเป็นเครื่องทำลาย
เพื่อละอุปาทาน: ๑๗.๑ เอกายมรรคเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ได้แก่การดำเนินอยู่ ในสติปัฏฐานทั้งสี่ เห็นไตรลักษณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้นตามลำดับ. แม่บท.อุปาทาน ๓๓๐ ๑๗.๒ การปฏิบัติเพื่อเกิดลำดับญาณทัสสนะเก้าขั้นตอน หรือ เก้า "ตา” คือ: อนิจจตา, ทุกขตา, อนัตตตา, ธัมมัฏฐิตตา, ธัมมนิยามตา, อิทัปปัจจยตา, สุญญตา, ตถาตา และอตัมมยตา. เก๋งต้องไข การรับ๑๗.๓ มีการปฏิบัติในการเห็นโลก (สิ่งทั้งปวง) โดยความเป็นของ ว่างจากตัวตน (สุญญตา); ซึ่งเป็นการถอนอัตตานุทิฏฐิอยู่ เป็นประจำ
นัยที่หนึ่ง: อานิสงส์โดยอ้อมตามประสาชาวโลก: คือ อุปาทาน ทำให้เกิดกำลังเต็มที่ในการปฏิบัติงาน แต่ต้องอยู่ภายใต้ ชื่อที่เรียกว่า “สมาทาน" จึงจะปลอดภัย. นัยที่สอง: อานิสงส์ของการละอุปาทาน: ๑. การหลุดพ้นจากความทุกข์และปัญหาทั้งปวง. ๒. ภาวะที่ปราศจากอุปาทาน หมายถึง ภาวะที่ปราศจาก อวิชชา; ย่อมไม่มีทางที่จะทำอะไรผิดหรือเกิดทุกข์
เข้าไปสู่ความมีอุปาทาน: ๑๙.๑ ความไม่รู้จักและความไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของสัญ- ชาตญาณเอาเสียเลย. ๑๙.๒ ความไวต่อความรู้สึกที่เป็นบวกเป็นลบเร็วเกินไป จนไม่มี โอกาสแห่งการตั้งตัวของสติ. ๑๙.๓ การอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมอย่างโลก ๆ มากเกินไป จนไม่ รู้จักค่านิยมทางฝ่ายธรรมะเอาเสียเลย
อุปาทานโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: ๒๐.๑ เพื่อการเกิดหรือมีอุปาทาน: คือ อุปาทานียธรรม (เช่น ขันธ์ ฯลฯ), และอวิชชา, ตัณหา (ผู้ซึ่งจะถือเอา). ๒๐.๒ เพื่อป้องกันหรือละอุปาทาน: คือ สติและยถาภูตญาณทัสสนะ ซึ่งมีแล้วทำให้ไม่ยึดถืออะไร. กผพ ๒๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม: ๒๑.๑ ภาษาคน: ความรู้สึกที่หลอกหลอนตัวเอง หรือโรคภัย ไข้เจ็บที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น. ภาษาธรรม: ความสำคัญผิดว่าตัวตนด้วยอำนาจของอวิชชา. ๒๑.๒ ภาษาคน: เป็นเรื่องผีหลอก. ภาษาธรรม: เป็นเรื่องความโง่ของตัวเอง. : : : ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. ธรรมบรรยายฯ เล่ม ๑, ๒ ๒. ธรรมะเล่มน้อย ๓. มาฆบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๔. โมกขธรรมประยุกต์ : : : ฮึ ฮึ กชาติกตา (สันดานตวาดผู้อื่นว่า "ฮึ ฮึ") : : : ๑. พยัญชนะ: ฮึฮึ กชาติกตา โดยพยัญชนะ: คือ ความมีชาติแห่งผู้กล่าวคำตวาด ผู
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓, ๒๑ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ