Buddhadasa.org
หนังสือในปฏิทินพุทธทาสชุดธรรมโฆษณ์🔎 อรรถานุกรม

อุปาทาน

อรรถลักษณะ ๑๙ ข้อ · น.๓๒๕
อุปาทานสี่ความยึดมั่นถือมั่นการฝังตัวเข้าไปอภินิเวสความสำคัญมั่นหมายมัญญนะ

เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า

อรรถลักษณะ

โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน

ข้อ ๑พยัญชนะ

คือ การเข้าไปยึดถือเอา (ด้วยจิตใจว่าตัวตน)

ข้อ ๒อรรถะ

คือ ความยึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจที่ ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ว่าเป็นตัวตน - ของตน. ความ สำคัญมั่นหมายในคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างผิดตรงกัน ข้ามจากความจริง ด้วยอำนาจของอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิ. ๓. ไวพจน์: ๓.๑ อภินิเวส (การฝังตัวเข้าไป). ๓.๒ มัญญนะ (ความสำคัญมั่นหมาย). ๓.๓ สัญญาหรือสัญญิตัตตะ (ความสำคัญตามอำนาจแห่งความจำหมาย แม้ที่สุดแต่คำว่านันทิ และฉันทราคะ ฯลฯ)

ข้อ ๔องค์ประกอบ

๑. วัตถุเป็นที่ตั้งของอุปาทาน. ๒. อวิชชา หรือมิจฉาทิฏฐิซึ่งเป็นเหตุให้สำคัญผิด. ๓. ความปราศจากสติอันเป็นโอกาสแห่งความยึดถือ. ๔. ตัณหา ราคะ อันเป็นอาการแห่งความยึดถือ

ข้อ ๕ลักษณะ

๕.๑ ความยึดมั่นด้วยอวิชชา, ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิว่าเป็นตัวตน-ของตน; (อัตตา - อัตตนียา, อหังการ - มมังการ); ซึ่งมีได้แม้ในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. แม่บท.. อุปาทาน ๓๒๖ ๕.๒ ความรู้สึกที่ยึดมั่นในความเป็นของคู่ทุกคู่ เช่น บวก-ลบ, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, ได้-เสีย, แพ้-ชนะ, หญิง-ชาย, ชีวิต-ไม่มีชีวิต ฯลฯ

ข้อ ๖อาการ

๖.๑ มีได้หลายรูปแบบ เช่น: ผูกพัน, ห่อหุ้ม, รัดรึง, ครอบงำ, เมาหมก ฯลฯ ๖.๒ ทำให้เกิดภพ (ความเป็น) ต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ได้ ตามความต้องการของตัณหา. ๖.๓ แม้จะมีอาการออกมาในรูปของความดีใจหรือเสียใจ, สุข หรือทุกข์, รักหรือเกลียด ฯลฯ ก็ยังเป็นอาการของอุปาทาน อยู่นั่นเอง. ๖.๔ มีอาการทำให้เกิดความหมายผิดตรงกันข้ามกับความเป็น จริงอย่างกลับกันทีเดียว; เช่น ไม่ใช่ของเราว่าของเรา; ไม่ เที่ยงว่าเที่ยง; อนัตตาว่าอัตตา; ทุกข์ว่าสุข ฯลฯ; กระทั่ง เห็นเป็นอย่างอื่นไป เช่น เห็นเชือกเป็นงู, เห็นงูเป็นปลา, เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ฯลฯ; เห็นน้อยเป็นมาก, เห็นสำคัญ น้อยเป็นสำคัญมาก, เห็นเจือจางเป็นเข้มข้น เป็นต้น

ข้อ ๗ประเภท

๗.๑ แบ่งโดยประเภทสอง: ๑. ยึดมั่นว่าตัวตน (อัตตา, อหังการ). ๒. ยึดมั่นว่าของตน (อัตตนียา, มมังการ). ๗.๒ แบ่งโดยประเภทสาม: ๑. ยึดมั่นด้วยตัณหา (เอานั่น เอานี่). ๒. ยึดมั่นด้วยมานะ (เป็นนั่น เป็นนี่). ๓. ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ (ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้). ๗.๓ แบ่งโดยประเภทสี่: ๑. กามุปาทาน (ยึดมั่นว่าน่าใคร่). ๒. ทิฏฐุปาทาน (ยึดมั่นในความคิดเห็น). ๓. สีลัพพตุปาทาน (ยึดมั่นผิดความหมายที่แท้จริงของศีล และวัตรนั้น ๆ). ๔. อัตตวาทุปาทาน (ยึดมั่นว่าตัวตน)

ข้อ ๘กฎเกณฑ์

๘.๑ ต้องเกิดจากอวิชชา, สัญญา, ตัณหา. ๘.๒ มิได้เกิดอยู่ตลอดเวลา เกิดต่อเมื่อมีเหตุปัจจัย. ๘.๓ มีอุปาทานียธรรมทั้งหลาย คือขันธ์ห้าเป็นต้น และนิพพานเป็นที่สุด; เป็นที่ตั้งแห่งการเกิด. ๘.๔ สละอุปาทานในสิ่งใดชื่อว่าสละสิ่งนั้น; มิใช่เพียงแต่โยนสิ่งนั้นทิ้งไปโดยไม่ได้เลิกอุปาทาน (ดังนั้น มีสิ่งใดไว้ในความยึดครองตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีอุปาทานในสิ่งนั้นก็ได้). ๘.๕ จะมีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของก็ต้องไม่มีอุปาทานในสิ่งใด ๆ ไม่ว่าในทางบวกหรือในทางลบ

ข้อ ๙สัจจะ

๙.๑ อุปาทานเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ตามสัญชาตญาณ จึงเป็นการยากที่จะป้องกันหรือควบคุม. ๙.๒ เมื่อมีการเสวยอารมณ์ทางอายตนะจึงจะเกิดความรู้สึกโดยอุปาทานว่ามีผู้กระทำ (ผู้เสวยอารมณ์); และผู้ถูกกระทำ (สิ่งที่ถูกเสวย) ขึ้นมาทีหลัง; แต่เขาจะเข้าใจผิดว่าผู้กระทำมีอยู่ก่อน แล้วเสวยอารมณ์; หารู้ไม่ว่าความรู้สึกที่เป็นตัวผู้เสวยอารมณ์นั้น เกิดทีหลังการเสวยอารมณ์; หมายความว่า มันมิได้มีตัวอยู่หรือรอคอยอยู่เพื่อการเสวยอารมณ์. (คนธรรมดาจึงไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ผู้กระทำเกิดทีหลังการกระทำ). ๙.๓ อุปาทานย่อมเกิดจากตัณหา ที่ตั้งต้นมาตั้งแต่อวิชชาสัมผัสของอายตนะนั้น ๆ. ๙.๔ ยึดมั่นในสิ่งใด, อย่างไร, เมื่อไร, เท่าใด, ที่ไหน; สิ่งนั้นแหละมันกัด, อย่างนั้น, เมื่อนั้น, เท่านั้น, ที่นั้น. ๙.๕ ไม่ยึดมั่นในสิ่งใดย่อมมีสันทิ

ข้อ ๑๐หน้าที่

๑๐.๑ หน้าที่ (โดยสมมติ) ของอุปาทาน: ๑. อุปาทานมีหน้าที่ทำให้เกิดทุกข์เท่านั้น. ๒. อุปาทานมีหน้าที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอัตตา ว่าตัวตน; จึงเป็นเหตุให้เกิดมีความรู้สึกว่าอัตตนียา ว่าของตน. ๓. อุปาทานมีหน้าที่ผูกพันสัตว์ให้ติดอยู่ในภพ, ในชาติ, ในโลก, ในทุกข์ทุกชนิด. ๑๐.๒ หน้าที่โดยตรงของมนุษย์ที่มีต่ออุปาทาน: คือ การตัดหรือทำลายอุปาทานเสียด้วยวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิหรือผลของวิปัสสนา

ข้อ ๑๑อุปมา

เปรียบเสมือน: ๑๑.๑ การหิ้วของหนักโดยไม่รู้สึกตัวแล้วสมัครจะหิ้ว. ๑๑.๒ ลูกศรดอกที่สอง (อาบยาพิษ ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลูกศรดอกแรก ซึ่งมิได้อาบยาพิษ). ๑๑.๓ โซ่ตรวน ขื่อคาทางวิญญาณ (มิใช่ทางกาย). ๑๑.๔ การผูกที่ไม่เห็นเงื่อนปมที่จะแก้. ๑๑.๕ งูสี่ตัวรัดให้แน่นติดอยู่กับกาม ทิฏฐิ ความงมงาย และตัวตน. ๑๑.๖ ตังเหนียวทางวิญญาณ เครื่องดักสัตว์ให้ติดกับอายตนะนั้น ๆ

ข้อ ๑๒สมุทัย

๑๒.๑ สมุทัยใกล้ชิดที่สุด: ได้แก่ ฉันทราคะในแง่บวก (ความสมหวัง) และแง่ลบ (ความผิดหวัง). ๑๒.๒ สมุทัยใกล้ชิด: คือ ตัณหา. ๑๒.๓ สมุทัยห่างไกลที่เป็นรากเหง้า: คือ อวิชชา

ข้อ ๑๓อัตถังคมะ

๑๓.๑ ความดับไปตามคราวเพราะขาดเหตุปัจจัยตามธรรมดาของ สังขารธรรม หรือสังขตธรรมทั้งหลาย. ๑๓.๒ ความปรากฏแห่งญาณทั้งหลายในขณะแห่งวิปัสสนา นับตั้งต้น ตั้งแต่ไตรลักษณญาณ จนกระทั่งถึงอตัมมยตา. ๑๓.๓ เมื่อพบคู่ปรับ คือ ธัมมัฏฐิติญาณและนิพพานญาณ

ข้อ ๑๔อัสสาทะ

๑๔.๑ การได้อารมณ์, ได้การกระทำ, ได้เสวยรสตามที่ตัณหา อุปาทานต้องการ. ๑๔.๒ อัสสาทะที่ตรงกันข้ามจากอัสสาทะของอนุปาทาน ซึ่งนำไปสู่ นิพพานโดยส่วนเดียว

ข้อ ๑๕อาทีนวะ

๑๕.๑ ทำให้กลายเป็นภาระหนักขึ้นในทุกสิ่งที่เข้าไปยึดถือ; แม้จะ เป็นฝ่ายบุญกุศลหรือสุข. ๑๕.๒ เป็นเหตุให้เกิดชาติอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ทุกความหมาย. ๑๕.๓ เป็นตัวการที่ทำให้ชีวิตกลายเป็นสัตว์ที่กัดเจ้าของไปเสียทุก ๆ กรณี. ๑๕.๔ ทำให้คนกลายเป็นนักโทษติดคุกของตนเอง

ข้อ ๑๖นิสสรณะ

๑๖.๑ ทางออกจากอำนาจของอุปาทาน คืออริยมรรคมีองค์แปด; ถ้าเลือกเอาเพียงองค์เดียวก็คือ สัมมาทิฏฐิ. ๑๖.๒ ถ้าเป็นการทำลายอำนาจของอุปาทานโดยตรง ก็ใช้ข้าศึกของ อุปาทาน คือ วิราคธรรมเป็นเครื่องทำลาย

ข้อ ๑๗ทางปฏิบัติ

เพื่อละอุปาทาน: ๑๗.๑ เอกายมรรคเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ได้แก่การดำเนินอยู่ ในสติปัฏฐานทั้งสี่ เห็นไตรลักษณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้นตามลำดับ. แม่บท.อุปาทาน ๓๓๐ ๑๗.๒ การปฏิบัติเพื่อเกิดลำดับญาณทัสสนะเก้าขั้นตอน หรือ เก้า "ตา” คือ: อนิจจตา, ทุกขตา, อนัตตตา, ธัมมัฏฐิตตา, ธัมมนิยามตา, อิทัปปัจจยตา, สุญญตา, ตถาตา และอตัมมยตา. เก๋งต้องไข การรับ๑๗.๓ มีการปฏิบัติในการเห็นโลก (สิ่งทั้งปวง) โดยความเป็นของ ว่างจากตัวตน (สุญญตา); ซึ่งเป็นการถอนอัตตานุทิฏฐิอยู่ เป็นประจำ

ข้อ ๑๘อานิสงส์

นัยที่หนึ่ง: อานิสงส์โดยอ้อมตามประสาชาวโลก: คือ อุปาทาน ทำให้เกิดกำลังเต็มที่ในการปฏิบัติงาน แต่ต้องอยู่ภายใต้ ชื่อที่เรียกว่า “สมาทาน" จึงจะปลอดภัย. นัยที่สอง: อานิสงส์ของการละอุปาทาน: ๑. การหลุดพ้นจากความทุกข์และปัญหาทั้งปวง. ๒. ภาวะที่ปราศจากอุปาทาน หมายถึง ภาวะที่ปราศจาก อวิชชา; ย่อมไม่มีทางที่จะทำอะไรผิดหรือเกิดทุกข์

ข้อ ๑๙หนทางถลำ

เข้าไปสู่ความมีอุปาทาน: ๑๙.๑ ความไม่รู้จักและความไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของสัญ- ชาตญาณเอาเสียเลย. ๑๙.๒ ความไวต่อความรู้สึกที่เป็นบวกเป็นลบเร็วเกินไป จนไม่มี โอกาสแห่งการตั้งตัวของสติ. ๑๙.๓ การอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมอย่างโลก ๆ มากเกินไป จนไม่ รู้จักค่านิยมทางฝ่ายธรรมะเอาเสียเลย

ข้อ ๒๐สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง

อุปาทานโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: ๒๐.๑ เพื่อการเกิดหรือมีอุปาทาน: คือ อุปาทานียธรรม (เช่น ขันธ์ ฯลฯ), และอวิชชา, ตัณหา (ผู้ซึ่งจะถือเอา). ๒๐.๒ เพื่อป้องกันหรือละอุปาทาน: คือ สติและยถาภูตญาณทัสสนะ ซึ่งมีแล้วทำให้ไม่ยึดถืออะไร. กผพ ๒๑. ภาษาคน-ภาษาธรรม: ๒๑.๑ ภาษาคน: ความรู้สึกที่หลอกหลอนตัวเอง หรือโรคภัย ไข้เจ็บที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น. ภาษาธรรม: ความสำคัญผิดว่าตัวตนด้วยอำนาจของอวิชชา. ๒๑.๒ ภาษาคน: เป็นเรื่องผีหลอก. ภาษาธรรม: เป็นเรื่องความโง่ของตัวเอง. : : : ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. ธรรมบรรยายฯ เล่ม ๑, ๒ ๒. ธรรมะเล่มน้อย ๓. มาฆบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๔. โมกขธรรมประยุกต์ : : : ฮึ ฮึ กชาติกตา (สันดานตวาดผู้อื่นว่า "ฮึ ฮึ") : : : ๑. พยัญชนะ: ฮึฮึ กชาติกตา โดยพยัญชนะ: คือ ความมีชาติแห่งผู้กล่าวคำตวาด ผู

ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓, ๒๑ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้

📚 เล่มที่พูดถึงเรื่องนี้ ๑๖ เล่ม

จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้

ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ