เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
๑.๑ สิ่งที่ทำความเศร้าหมอง. ๑.๒ สิ่งเศร้าหมอง. ๑.๓ ของสกปรก. ๑.๔ สิ่งที่ทำความสกปรก
๒.๑ หมายถึง ความเศร้าหมองทางกาย ทางวาจา ได้แก่ความทุศีล ทุกชนิด. ๒.๒ หมายถึง ความเศร้าหมองทางจิตใจ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ทุกชนิด ทุกระดับ; สูงสุดถึง อหังการมมังการมานานุสัย ๑ . ๓. ไวพจน์: คือ มละ (มลทิน), โยคะ (เครื่องผูก), โอฆะ (เครื่องท่วมทับ), อัคคิ (เครื่องเผา) ฯลฯ
๑. สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส (กาย วาจา ใจ). ๒. สังขาร คือ การปรุงให้เกิดกิเลส (ตามกฎอิทัปปัจจยตา). ๓. ความเศร้าหมองที่เกิดขึ้น (หลายชั้น หลายระดับ)
มีลักษณะ : ๕.๑ สกปรก เศร้าหมอง น่ารังเกียจ. ___________________________________ ๑ อหังการมมังการมานานุสัย: แปลว่า ความเคยชินในการกระทำความสำคัญว่าฉันหรือของฉัน. แม่บท .. กิเลส ๑๔ ๕.๒ แห่งราคะ: คือดึงเข้าหาตัว; แห่งโทสะ: คือผลักออก; แห่ง โมหะ: คือวิ่งอยู่รอบ ๆ. ๕.๓ ก่อให้เกิดกรรม (เป็นกงล้อกงหนึ่งของวัฏฏะ). ๕.๔ ของบรรดาสิ่งที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัว. ๕.๕ เป็นได้ทั้งบวกและลบ
มีอาการ : ๖.๑ อยากได้ อยากทำลาย สงสัยติดตาม. ๖.๒ ทำให้เกิดความเศร้าหมองโดยส่วนเดียว. ๖.๓ แสดงออกมาได้ทั้งความเป็นบวกและความเป็นลบ
นัยที่หนึ่ง : แบ่งตามความเป็นเหตุและผล : มีสองอย่าง : ๑. กิเลสที่เป็นเหตุ. ๒. กิเลสที่เป็นผล. แต่อย่าลืมว่ามันเปลี่ยนตัวมันเองได้ คือ กิเลสที่เป็นผลก็ กลายมาเป็นกิเลสที่เป็นเหตุได้. นัยที่สอง : แบ่งตามอาการที่แสดง : มีสามอย่าง : ๑. มีอาการดึงเข้ามาแล้วยึดครองไว้ : ได้แก่กิเลส ประเภทที่เรียกว่า ราคะหรือโลภะ. ๒. มีอาการผลักออกไปหรือทำลายเสีย : ได้แก่กิเลส ประเภทที่เรียกว่า โทสะหรือโกธะ. ๓. มีอาการวนอยู่รอบ ๆ ด้วยความไม่รู้ : ได้แก่กิเลส ประเภทที่เรียกว่า โมหะ. นัยที่สาม : แบ่งตามชั้นแห่งเวลา : มีสามอย่าง : ๑. กิเลสที่ปรากฏตัวออกมาจากเหตุซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง กิเลส : คือ เป็นกิเลสเฉพาะหน้า ๆ ; จะเรียกมัน ว่า กิเลส เฉย ๆ. ๒. กิเลสที่เป็นความเคยชินแห่งกิเลสที่เก็บสะสมไว้ใน สันดาน : ซึ่งเราจะเรียกมั
คือ ต้องมีอารมณ์ของกิเลส, ต้องมีความขาด สติ, ต้องมีการปรุงแต่งโดยอำนาจของอวิชชา; ครั้นเกิดแล้วเป็น เหตุให้ทำกรรม. ป้องกันได้ด้วยความมีสติ; ตัดเสียได้ด้วยอำนาจ ของปัญญา; มีรากฐานอยู่บนสัญชาตญาณที่ปราศจากความรู้; เป็น คู่ปรับของโพธิ
๙.๑ แน่นอนที่ต้องเศร้าหมอง. ๙.๒ แน่นอนที่ต้องทำกรรม. ๙.๓ แน่นอนที่ต้องเกิดทุกข์. ๙.๔ แน่นอนที่จะต้องเป็นสมบัติของปุถุชน
กิเลสโดยหน้าที่ (โดยสมมติ): ๑๐.๑ มีหน้าที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง. ๑๐.๒ มีหน้าที่ทำให้เกิดกรรมและวิบาก เพื่อการเวียนว่ายไปใน วัฏฏะ. ๑๐.๓ มีหน้าที่ทำลายสันติภาพของมนุษย์. ๑๐.๔ มีหน้าที่เป็นพลังของคนโง่. ๑๐.๕ มีหน้าที่เป็นของหอมของงามของอันธพาล. ________________________________________________ ๑ อารมณ์: แปลว่า สิ่งเป็นที่หน่วงเอาแห่งจิต คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อายตนะภายนอกหก. แม่บท.. กิเลส ๑๖
เป็นเสมือนเครื่องรึงรัด; เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถ ที่กำลังแล่น
๑๒.๑ อารมณ์ของกิเลส, ความขาดสติในการรับอารมณ์, การปรุง แต่งของอวิชชา, สามอย่างนี้เป็นสมุทัยของกิเลส. ๑๒.๒ สัญชาตญาณที่ไม่มีส่วนแห่งโพธิ มีแต่ส่วนแห่งกิเลส. ๑๒.๓ รชนียธรรม ๑ ทั้งปวง
๑๓.๑ การขาดปัจจัยของกิเลสนั้น ๆ ตามธรรมชาติ. ๑๓.๒ ความมาทันเวลาของสติสัมปชัญญะ ( ปัญญา ). ๑๓.๓ ธรรมเป็นข้าศึกแก่กิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น. ๑๓.๔ เวลาว่างจากกิเลส ซึ่งมีได้ตามธรรมชาติ ( เพราะกิเลสมิได้ เกิดอยู่ตลอดเวลา )
๑๔.๑ กิเลสมีเสน่ห์ มีรสอร่อยแห่งความหลอกลวงสูงสุด. ๑๔.๒ กิเลสเป็นที่เกิดและเป็นที่ตั้งแห่งนันทิราคะ ๒ ทุกชนิด ทุก ระดับ
๑๕.๑ ทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์เป็นคราว ๆ. ๑๕.๒ ทำให้มีอาการเหมือนตกนรกเป็นคราว ๆ. ๑๕.๓ ทำให้ติดไปกับวงของวัฏฏะ. ๑๕.๔ ทำให้โลกประสบอุปสรรคและความสูญเสีย. ________________________________________ ๑ รชนียธรรม: แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีทางกามารมณ์; ทั้งที่เป็นอย่างของมนุษย์ และอย่างของทิพย์ ( เทวดา ). ๒ นันทิราคะ: แปลว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน; ได้แก่ ความกำหนัดที่มีน้ำหนักหรือความหมายมากกว่าธรรมดา; ถึงขนาดที่เรียกได้ว่า เป็นอุปาทานในระดับหนึ่ง
๑๖.๑ อริยมรรคมีองค์แปด หรือความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง. ๑๖.๒ ความมีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่โดยปกติ. ๑๖.๓ การดำรงอยู่หรือมีชีวิตอยู่อย่างที่ไม่ให้โอกาส,ไม่ให้ปัจจัย, ไม่ให้ที่อาศัย ฯลฯ แก่กิเลส: เรียกว่า สัมมาวิหาร ๑ ซึ่ง" ทำ โลกให้ไม่ว่างจากพระอรหันต์"
เพื่อออกจากการตกเป็นทาสของกิเลส : ๑๗.๑ มีการกระทำที่เป็นการทำลายต้นตอของกิเลส คือ อวิชชา อยู่เป็นนิจ. ๑๗.๒ มีสติอยู่ทุกเมื่อ ทุกสถานที่ และทุกกรณี. ๑๗.๓ มีการเป็นอยู่อย่างไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ผู้อื่นและความ ถูกต้อง
ให้บทเรียน ทำให้ฉลาด เอาชนะกิเลสเพื่อ ลุถึงนิพพาน
เข้าไปอยู่ใต้อิทธิพลของกิเลส : ๑๙.๑ ความประมาทปราศจากสติ. ๑๙.๒ ความเป็นอยู่อย่างหละหลวม ปราศจากธรรมเครื่องยึด หน่วง. ๑๙.๓ คบคนพาลเป็นเพื่อนหรือเป็นผู้นำ. ๑๙.๔ อาการชอบทำอะไรตามใจตัว
กิเลสโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง: ในการเกิดกิเลส : ๒๐.๑ ปัจจัยหรืออารมณ์ของกิเลส. ๒๐.๒ อวิชชา ความปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง. ๒๐.๓ ความปราศจากสติ. ๒๐.๔ อนุสัย ( ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสในภายใน ). __________________________________________ ๑ สัมมาวิหาร: การเป็นอยู่โดยชอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด. แม่บท..กิเลส ๑๘
๒๑.๑ ภาษาคน : ความสกปรกทางวัตถุทางกาย ซึ่งมีการชำระด้วยวัตถุ. ภาษาธรรม: ความสกปรกทางจิตใจ ซึ่งต้องชำระด้วยวิปัสสนาญาณ. ๒๑.๒ ภาษาคน: ดูไม่น่ากลัวหรือเป็นของธรรมดา. ภาษาธรรม: ยิ่งกว่าน่ากลัว. ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ ๒. ธรรมะกับสัญชาตญาณ ๓. พุทธิกจริยธรรม ๔. ฟ้าสาง ฯ ตอน ๑, ๒
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๓ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ