เนื้อหาถอดจากภาพสแกนด้วยระบบอัตโนมัติ อาจมีคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — กดปุ่มดูภาพสแกนเพื่อตรวจกับหน้าจริงได้ทุกหน้า
โครงการอธิบายธรรม ๒๑ แง่มุมที่ท่านพุทธทาสวางไว้ — อ่านทีละข้อจะเห็นเรื่องนั้นรอบด้าน
๒.๑ การเกิดทางวัตถุ: เกิดจากสิ่งที่เป็นแม่ทางกายหรือ ทางวัตถุ. ๒.๒ การเกิดทางจิต: เกิดจากสิ่งที่เป็นแม่ทางนามธรรม ได้แก่: เกิดความรู้สึก, ความคิดนึก เช่น การเกิดใน ขณะแห่งปฏิจจ-สมุปบาทว่าตัวตน เป็นต้น. ๒.๓ การเกิดโดยการเปลี่ยนภาวะ: เป็นการเกิดโดยไม่ ต้องมีบิดามารดา เกิดสมบูรณ์เต็มที่ทันที: เช่น เกิด เป็นคนเลว, เกิดเป็นคนดี, เกิดเป็นพระอรหันต์, เกิดเป็นพระพุทธเจ้า; แต่การเกิดอย่างนี้ไม่เรียกว่า “ชาติ"; เรียกว่า “อุปัตติ" (อุบัติ). ๓. ไวพจน์: ๓.๑ ไวพจน์สำหรับคำ “ชาติ": มีคำว่า คัพภนิกขมณะ (ออกจากครรภ์) ฯลฯ ๓.๒ สำหรับ “ชาติ" ทางจิต: มีคำว่า ภพ, ภว, สัมภว ฯลฯ ๓.๓ สำหรับการเกิดโดยเปลี่ยนภาวะหรืออุปัตติ: มีคำ ว่า นิพพัตติ ฯลฯ
๑. ความประสงค์แห่งการเกิด. ๒. เหตุปัจจัยแก่การเกิด. ๓. ที่เกิด. ๔. โอกาสแห่งการเกิด. แม่บท.ชาติ ๒๘
มีลักษณะ: ๕.๑ ให้เกิดรูปธรรมอันใหม่. ๕.๒ ให้เกิดนามธรรมอันใหม่. ๕.๓ ให้เกิดภาวะใหม่แห่งรูปและนาม
คือ มีอาการแห่งสังขาร (การปรุงแต่ง) ทาง รูป,ทางนาม และทางภาวะของรูปและนาม
แบ่งโดยประเภทสี่: ๗.๑ ชาติทางรูปธรรม. ๗.๒ ชาติทางนามธรรม. ๗.๓ ชาติทางการเปลี่ยนภาวะของรูปธรรมและนามธรรม. ๗.๔ เมื่อกล่าวโดยภาษา: คำว่า “ชาติ" มีความหมายเป็น สองประเภท: ๑. คือชาติทางการเมือง (Nation) เช่น ชาติไทย, ชาติจีน, ชาติอังกฤษ ฯลฯ ๒. ชาติทางปรมัตถ์ (Natural nativity): คือ ชาติทาง รูป, นามและภาวะ
๘.๑ ชาติทางรูปธรรม สมบูรณ์เมื่อมีการแยกตัวจากกัน ของแม่และลูก (ผู้คลอดและสิ่งที่ถูกคลอด). ๘.๒ ชาติทางนามธรรม สมบูรณ์เมื่อเกิดมีอุปาทานว่าตัวตน. ๘.๓ ชาติทางการเปลี่ยนภาวะ สมบูรณ์เมื่อสามารถทำ หน้าที่แห่งภาวะนั้น ๆ. ๘.๔ ชาติเป็นสังขตธรรม มีอาการแห่งสังขาร คือ การเกิด -ขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
๙.๑ ชาติ (ในความหมายธรรมดา) เป็นที่ตั้งแห่งชรา, มรณะ และความทุกข์อื่น ๆ ที่เนื่องกัน. ๙.๒ การเกิดทางอุปาทานในปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง มีผลเนื่องไปถึงการเกิดด้วยอุปาทาน ในปฏิจจสมุ- ปบาทรอบอื่น ; ซึ่งแม้เพียงวันเดียว ก็เกิดไม่รู้ว่ากี่สิบ รอบ ; เพราะมันเกิดทุกคราวที่มีการรับอารมณ์โดย ปราศจากสติ. ๙.๓ การเกิดของนามรูปในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท หมายถึงการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ทุกความหมาย (ทนยาก, น่าเกลียด,ว่างจากสาระ) ; มิใช่เพื่ออะไรอื่น นอกไปจากความทุกข์. ๙.๔ เมื่อใดมีตัณหา เมื่อนั้นมีชาติ เพราะตัณหาเป็นโปโนพ- ภวิกา(นำมาซึ่งภพใหม่)
นัยที่หนึ่ง : หน้าที่ (โดยสมมติ) ของชาติ: คือ กระทำ วิวัฒนาการ,เป็นที่ตั้งแห่งวิวัฒนาการ, เป็น โอกาสแห่งวิวัฒนาการ,ซึ่งล้วนแต่เป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์. จนกล่าวได้ว่า การเกิดแห่งชาติคือ การเกิดแห่งทุกข์. นัยที่สอง: หน้าที่ของมนุษย์ต่อสิ่งที่เรียกว่าชาติ : คือ การ ทำไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่า “ชาติ" อันเป็นที่ตั้งแห่ง อุปาทานซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์; เรียกโดย โวหารทางธรรมว่า"สิ้นชาติ" (ขีณาชาติ). นัยที่สาม: หน้าที่เกี่ยวกับ ๑. ชาติทางรูปธรรม: มีหน้าที่ทำให้เกิดการสืบพันธุ์ ไม่สูญพันธุ์ของมนุษย์. ๒. ชาติทางนามธรรม: มีหน้าที่ให้เกิดทุกข์ เพราะ เป็นที่ตั้งของอุปาทาน. ๓. ชาติโดยการเปลี่ยนภาวะของรูปธรรมและนาม ธรรม: ทำให้เกิด วิวัฒนาการทางจิต จนกว่าจะ ถึงที่สุด
เปรียบเสมือนคลื่น ตัณหาคือลมพัดแรง; ธาตุทั้งหลายเปรียบเหมือนน้ำ ที่ถูกลมตัณหาพัดแรงให้ กลายเป็นคลื่น;อากัปกิริยาที่น้ำกลายเป็นคลื่นนี้ เรียกว่า สังขาร. ดังนั้น ชาติจึงอุปมาด้วยคลื่น มีความจริงคือการ เกิด-ดับ ชั่วคราวเท่านั้น. แม่บท .. ชาติ ๓๐
สำหรับชาติที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์: แยกเป็น สามอย่าง: ๑. สมุทัยขั้นต้นตอ: คือ อวิชชา. ๒. สมุทัยทั่วไป: คือ ตัณหา. ๓. สมุทัยขั้นใกล้ชิด: คือ อุปาทาน
สำหรับชาติที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์: แยก เป็นสามอย่าง: ๑. อัตถังคมะตามธรรมชาติ: คือ การสิ้นสุดแห่งปัจจัยตามคราว โดยธรรมชาติ. ๒. อัตถังคมะโดยการกระทำของผู้ปฏิบัติ: คือ การทำไม่ให้เกิด ด้วยมีสติทัน ก่อนที่จะเกิดความรู้สึกปรุงแต่งเป็นความยึดมั่น ถือมั่น. ๓. อัตถังคมะขั้นสุดท้าย: ที่เป็นนิโรธะนั้น มีเพราะความสิ้นไป แห่งกิเลส
นัยที่หนึ่ง: มีอัสสาทะสูงสุด: เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกว่ามี ตัวตน ของผู้ยังมีความยึดถือว่าตัวตน. นัยที่สอง: อัสสาทะธรรมดาทั่วไป: คือ ความหลงในชาติและ สิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับชาติ อันเป็นที่พอใจของตน
คือ เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที มีปัญหาภาระยุ่งยาก ทุกที
๑๖.๑ มีการเป็นอยู่ตามหลักของอริยอัฏฐังคิกมรรค. ๑๖.๒ เมื่อกล่าวตามธรรมดาทั่วไป: คือ ความมีสติสัมปชัญญะ จน ไม่มีโอกาสแห่งการเกิดด้วยตัณหาอุปาทาน
ต่อสิ่งที่เรียกว่า "ชาติ": ๑๗.๑ ศึกษาจนรู้ชัดว่า ชาติมิใช่ตัวตน เป็นเพียงการปรุงแต่งของ สังขาร; หรือการประชุมแห่งนามรูป ซึ่งไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา. ๑๗.๒ การมีสติจนไม่เผลอยึดถือชาติว่าเป็นตัวตนและของตน. ๑๗.๓ การดำเนินชีวิตอยู่ตามหลักของอริยอัฏฐังคิกมรรค
นัยที่หนึ่ง: อานิสงส์ของการมีชาติ: คือ ทำให้เกิดมีสนามรบ ซึ่ง มีการรบระหว่างโพธิและกิเลส. นัยที่สอง: อานิสงส์ของชาติที่ถูกกระทำให้สิ้นไปแล้ว: คือ การ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์
เข้าไปสู่การมีชาติ: ๑๙.๑ ความหลงใหลในอัสสาทะของชาติ. ๑๙.๒ ความไม่มีสติในขณะแห่งการกระทบกับอารมณ์ หรืออายตนะ ภายนอก หรือโลก นั่นเอง
ชาติโดยสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง : กับความมีอยู่แห่งชาติ: คือ อวิชชา, ตัณหา, อุปาทาน และสังขารการปรุงแต่ง
ภาษาคน: การเกิดจากท้องแม่. ภาษาธรรม: การเกิดทางจิตใจ มีอุปาทานเป็นแม่. สัญญลักษณ์ ธรรมโฆษณ์ที่แนะนำให้อ่าน ๑. พุทธิกจริยธรรม ๒. วิสาขบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๓. อาสาฬหบูชาเทศนา เล่ม ๑ สัญญลักษณ์ ๑๒.สมุทัย พงษ์ อักษรสมคิดล อินดิโกโลก สิริ
ข้อที่ยังไม่มีในหน้านี้: ๑, ๓ (อาจไม่มีในเล่ม หรือระบบถอดข้อความไม่ได้) — ตรวจกับภาพสแกนได้
จากส่วน “ธรรมโฆษณ์อ้างอิง” ของอรรถานุกรม — รายการที่คณะผู้จัดทำรวบรวมไว้
ที่มา: ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๓) · องค์ที่ปรึกษา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส อินฺทปญฺโญ) · จัดทำโดยกลุ่มปฏิบัติงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสวนอุศมมูลนิธิ